ฉีเล่อเล่อขึ้นรถม้า ตัวรถยังเป็นคันเดิม แต่ข้าวของด้านในกลับแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง รถม้าคันนี้แต่เดิมป๋ายอวี้ชวนเป็นผู้ใช้ เจ้าของร่างเดิมจึงตกแต่งภายในไว้อย่างสะดวกสบาย เพราะใช้เงินไปไม่น้อย เจ้าของร่างเดิมยังเคยถูกฉินซื่อตำหนิเรื่องนี้เสียยกหนึ่ง ตอนนั้นป๋ายอวี้ชวนเพียงยืนมองอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ช่วยพูดแทนนางแม้แต่คำเดียว
ฉีหว่านรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง จนแทบอยากตบหน้าตัวเองแรง ๆ สักฉาด นับตั้งแต่นางขายทรัพย์สินของครอบครัวแล้วติดตามมาเมืองหลวง สิ่งที่ได้เห็นก็คือโฉมหน้าอีกด้านของคนตระกูลป๋าย
ตอนฉีเล่อเล่อเอาข้าวของของเจ้าของร่างเดิมกลับคืนมา นางก็นึกถึงรถม้าคันนี้ด้วย จึงรื้อของดี ๆ ด้านในออกจนเกลี้ยง เหลือเพียงตัวรถโล่ง ๆ หากไม่คิดจะเก็บรถม้าคันนี้ไว้ใช้เองในภายหน้า แม้แต่ตัวรถนางก็คงทุบจนแหลกไปแล้ว
ตอนนี้ตระกูลป๋ายยากจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ป๋ายอวี้ชวนเองก็ตัดใจควักเงินก้อนโตมาตกแต่งรถม้าไม่ลง ภายในจึงเรียบง่ายอย่างยิ่ง
ฉีเล่อเล่อขึ้นไปนั่งเอนกายบนม้านั่งด้านหนึ่ง ก่อนพาดเท้าไว้บนม้านั่งฝั่งตรงข้าม เมื่อป๋ายอวี้ชวนขึ้นรถม้าและเพิ่งยื่นศีรษะเข้าไป ก็เห็นเท้าเล็ก ๆ ข้างหนึ่งหันมาทางตน ปลายเท้ากระแทกเข้ากับจมูกของเขาพอดี
เขารู้สึกแสบจมูกขึ้นมาทันที ตกใจจนเกือบร่วงลงจากรถ
ฉีเล่อเล่อกล่าวว่า “ต้าหลาง ข้างในคับแคบเกินไป ท่านนั่งข้างนอกเถิด”
ป๋ายอวี้ชวนมองห้องโดยสารที่ว่างเปล่า ก่อนมองสตรีท่าทางโอหังที่พาดเท้ายึดม้านั่งฝั่งตรงข้ามเอาไว้ด้วยความโมโห สุดท้ายจึงหันหลังออกไปนั่งอีกด้านของคนขับรถม้า
เขานวดจมูกไปพลาง ขุ่นเคืองไปพลาง ในใจคิดอย่างอาฆาต นังสารเลว รอให้ข้าฆ่าเจ้าเสียก่อนเถิด!
จากนั้นเขาก็ตวาดใส่หลิวเอ้อร์ คนขับรถม้าที่กำลังทำหน้าประหลาดใจ “ไปได้แล้ว!”
หลิวเอ้อร์รีบเก็บสายตากลับมา พลางลอบจุปากอยู่ในใจ นายท่านกลัวภรรยาเกินไปแล้วกระมัง...
รถม้าวิ่งฉับ ๆ ไปตามถนนอย่างรวดเร็ว กระทั่งยามเที่ยงจึงผ่านเมืองเล็กแห่งหนึ่ง
ป๋ายอวี้ชวนลงจากรถก่อน ส่วนฉีเล่อเล่อยื่นมือข้างหนึ่งออกมา รอให้คนช่วยประคอง ป๋ายอวี้ชวนสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายครา ก่อนจะเดินเข้าไปประคองฉีเล่อเล่อลงจากรถม้า
เมื่อเข้าไปในหอสุราและเห็นอาหารชั้นดีเต็มโต๊ะที่ฉีเล่อเล่อสั่งมา ป๋ายอวี้ชวนก็ปวดใจจนแทบกระตุก หลายวันมานี้เขาได้ลิ้มรสความทุกข์ของการไม่มีเงินอีกครั้ง ความคิดอยากกำจัดฉีเล่อเล่อจึงยิ่งเร่งร้อนขึ้นทุกที
เขาจะต้องแต่งกับจวิ้นจู่ให้ได้ แล้วพยายามไต่เต้าขึ้นไปให้สูง!
รอจนวันหนึ่งเขามียศศักดิ์สูงส่งและเบี้ยหวัดมั่งคั่ง จะได้ไม่ต้องมาคอยคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องจุกจิกเช่นนี้อีก และไม่ต้องคอยดูสีหน้าของคนต่ำต้อยเหล่านี้อีกต่อไป
ฉีเล่อเล่อมองสีหน้าของเขาที่เปลี่ยนไปไม่หยุด พลางกินอาหารคำโตอย่างเอร็ดอร่อย แม้หอสุราแห่งนี้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่รสชาติอาหารกลับไม่เลวเลย
เมื่อมองสีหน้าของป๋ายอวี้ชวนที่เปลี่ยนสีไปมาราวกับจานสี ก็ยิ่งเจริญอาหาร ศัตรูยิ่งทุกข์ทรมาน นางก็ยิ่งมีความสุข
กว่าป๋ายอวี้ชวนจะได้สติคิดขึ้นมา อาหารที่เหลืออยู่ก็มีเพียงน้ำแกงกับน้ำซุปเท่านั้น สีหน้าของเขาจึงยิ่งบิดเบี้ยวกว่าเดิม
ฉีเล่อเล่อทำหน้าไร้เดียงสา “สามี ท่านก็คิดว่าข้างดงามใช่หรือไม่? คนเขาว่ากันว่าโฉมงามทำให้อิ่มเอมใจ ดูท่านสิ ถึงกับไม่กินข้าวแล้ว”
พูดจบ นางก็มองป๋ายอวี้ชวนตาปริบ ๆ อย่างเฝ้ารอ
ป๋ายอวี้ชวนอยากตบหน้านางแรง ๆ สักฉาดเหลือเกิน เจ้ามีหน้าตาอย่างไรไม่รู้ตัวบ้างหรือ? คำพูดชวนคลื่นไส้เช่นนี้เจ้าพูดออกมาได้อย่างไรกัน?
เขาหมดอารมณ์จะกินต่อ จึงจ่ายค่าอาหารห้าตำลึงเงิน ก่อนหันไปสั่งหลิวเอ้อร์ว่า “เติมน้ำใส่กาให้เต็ม แล้วไปซื้อขนมไว้กินระหว่างทางด้วย”
หลิวเอ้อร์นั่งอยู่ตรงมุมโต๊ะอีกตัว กินบะหมี่ชามใหญ่จนหมด เขาแอบเหลือบมองนายท่านกับฮูหยิน เช็ดปากพลางลูบท้อง นายท่านนี่ช่างเข้าใจยากจริง ๆ ถูกฮูหยินจัดการเสียขนาดนั้น พอมีของดี ๆ กลับยังตัดใจกินไม่ลง เก็บไว้ให้ฮูหยินกินคนเดียวเสียหมด!
ฮูหยินกินอาหารได้เอร็ดอร่อยจริง ๆ เห็นนางกินไปตั้งมากมาย ตัวเขายังอยากสั่งเพิ่มอีกชามเลย
อันที่จริงร่างนี้ของฉีเล่อเล่อไม่ได้ขี้ริ้ว ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้าก็สะสวยหมดจด
พอตกค่ำ พวกเขาเข้าพักในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ตอนเที่ยงฉีเล่อเล่อกินมากเกินไป จนใช้เงินที่ป๋ายอวี้ชวนตั้งงบไว้สำหรับทั้งวันจนหมด คราวนี้ป๋ายอวี้ชวนฉลาดขึ้น เขาให้คนนำอาหารไปส่งถึงห้องของฉีเล่อเล่อ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หว่านเอ๋อร์ เจ้ากินในห้องเถิด ข้างนอกมีผู้คนปะปนกันมาก ข้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย”
ฉีเล่อเล่อทำหน้าว่าง่าย “ได้สิ ต้าหลาง ท่านเองก็ต้องระวังด้วย อย่างไรเสียท่านก็รูปงามราวบุปผา ดึงดูดผึ้งภมรได้ง่ายที่สุด...”
ขณะพูด นางยังเหลือบมองบั้นท้ายของเขาอีกสองสามครั้ง
ป๋ายอวี้ชวนอยากพุ่งเข้าไปตบนาง แต่ไม่กล้า!
เขามั่นใจแล้ว ไม่ใช่ฉีหว่านเสียสติ ก็ต้องเป็นฉีหว่านถูกผีเร่ร่อนเข้าสิงแน่นอน
ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นร้านอาหารสำหรับรับรองแขกที่เข้าพัก ป๋ายอวี้ชวนนั่งกินอาหารอยู่ตรงมุมหนึ่งของโถงใหญ่ ชายท่าทางเหมือนบัณฑิตคนหนึ่งเดินเข้ามาหา “สหาย ที่นั่งเต็มหมดแล้ว ข้าขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่?”
เวลาเดินทางอยู่ข้างนอก เรื่องเช่นนี้พบเห็นได้เป็นปกติ โดยทั่วไปไม่มีผู้ใดปฏิเสธ ชายผู้นั้นเอ่ยถามเพียงเพื่อรักษามารยาทเท่านั้น ระหว่างพูดก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
ป๋ายอวี้ชวนรู้สึกอยู่ตลอดว่าสายตาของคนผู้นี้ดูมีเลศนัย เอาแต่เหลือบมองเขาไม่หยุด เขาจึงไม่พูดอะไร ทำหน้าเย็นชาแล้วรีบกินอาหารของตนจนหมดในไม่กี่คำ ก่อนวิ่งกลับห้องราวกับถูกสุนัขไล่กัดก้น ปิดประตูดังปังแล้วลงกลอนแน่นหนา
บัณฑิตผู้นั้นมองตามแผ่นหลังที่ไม่เป็นมิตรอย่างงุนงง ก่อนพึมพำว่า “คนผู้นี้...คงมีอาการประสาทหลอนกระมัง?”
วันรุ่งขึ้น ทั้งสามรีบออกเดินทาง ป๋ายอวี้ชวนร้อนใจราวไฟเผา เพียงอยากไปถึงที่หมายและจัดการเรื่องทุกอย่างให้เสร็จโดยเร็ว การต้องเดินทางร่วมกับฉีเล่อเล่อ ทั้งยังถูกนางกดขี่ใช้งานให้คอยปรนนิบัติ ทำให้เขาโมโหจนแทบตาย
ยามเย็น ทั้งสามเดินทางเข้าสู่อำเภอหงถง ด้านหลังร้านค้าสองแห่งที่นี่ล้วนมีเรือนสำหรับพักอาศัย ครอบครัวของป๋ายอวี้ซู่และป๋ายอวี้ซานจึงพักอยู่หลังร้านเหล่านั้น
ป๋ายอวี้ชวนพาฉีเล่อเล่อไปยังที่พักของพี่ใหญ่ป๋ายอวี้ซู่ เมื่อป๋ายอวี้ซู่เห็นน้องชายสามกับน้องสะใภ้สามมาถึง ก็รีบออกมาต้อนรับ “น้องสาม น้องสะใภ้สาม เหตุใดพวกเจ้าถึงมาได้? มีธุระอันใดต้องจัดการหรือ?”
ในใจของเขา ร้านค้าแห่งนี้กลายเป็นของเขาโดยชอบธรรมไปนานแล้ว แม้ตอนแรกจะตกลงกันว่าให้พวกเขาเป็นผู้ดูแล และต้องส่งเงินไปเมืองหลวงทุกปี แต่ในใจของครอบครัวเขากับครอบครัวน้องรอง ต่างคิดว่าก็แค่พูดกันไว้เท่านั้น!
ตระกูลฉีมีทรัพย์สินมากมาย จะขาดเงินเพียงเท่านี้หรือ?
น้องสามก็ได้เป็นขุนนางแล้ว จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับพี่ชายแท้ ๆ เรื่องเงินเพียงเท่านี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เงินย่อมไม่ต้องส่ง
ป๋ายอวี้ชวนสั่งหลิวเอ้อร์ว่า “เจ้าไปที่บ้านของนายท่านรอง เชิญพวกเขาทั้งครอบครัวมาที่บ้านนายท่านใหญ่ ข้ามีเรื่องจะพูด”
หลิวเอ้อร์รับคำ ก่อนขับรถม้าจากไป
ป๋ายอวี้ซู่มองสีหน้าเคร่งขรึมของน้องชายสามแล้วรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เขาเคยนึกเสียใจนับครั้งไม่ถ้วนว่า เหตุใดตอนนั้นจึงต้องบีบบังคับให้น้องสามเลิกเรียนหนังสือด้วย ตอนนี้เขาผู้เป็นพี่ชายจะขออาศัยบารมีของน้องชายสักหน่อย ยังรู้สึกไม่เต็มปากเต็มคำ
สะใภ้ใหญ่ป๋ายยิ้มเต็มใบหน้า พลางยื่นมือไปจับฉีเล่อเล่อ “น้องสะใภ้สาม ดูเจ้าสิ...”
จู่ ๆ นางก็ชะงักไป
สะใภ้ใหญ่ป๋ายมีรูปร่างขาวอวบ ภายนอกดูใจดีมีเมตตา แต่ลับหลังกลับเก่งที่สุดเรื่องยุแยงและใช้เล่ห์เหลี่ยม ทุกครั้งที่พบเจ้าของร่างเดิม นางมักแสดงท่าทีสนิทสนมเช่นนี้เสมอ เริ่มจากชมเจ้าของร่างเดิม แล้วค่อยชมเครื่องประดับของนาง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเหมาะเจาะว่า “เฮ้อ คงเป็นเพราะพี่สะใภ้ใหญ่ชะตาไม่ดี ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยได้สวมของล้ำค่าเช่นนี้เลย”
เจ้าของร่างเดิมถูกพูดจนรู้สึกเกรงใจ จึงเคยมอบเครื่องประดับให้นางไปหลายชิ้น
เมื่อสะใภ้ใหญ่ป๋ายจับทางนิสัยของเจ้าของร่างเดิมได้ นางก็มักใช้วิธีนี้อยู่เนือง ๆ
วันนี้พอนางดึงมือฉีเล่อเล่อมาดู กลับเห็นข้อมือโล่งเกลี้ยง ไม่มีสิ่งใดเลย หรือว่านางเริ่มระวังตนแล้ว? สีหน้าของสะใภ้ใหญ่ป๋ายจึงเผยความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย
ฉีเล่อเล่อกล่าวเสียงดัง “ขอบอกให้พี่สะใภ้ใหญ่รู้ไว้ เมื่อก่อนครอบครัวข้ามีฐานะดี จึงมักถูกโจรหมายตาอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ไม่นานก็ถูกขโมยจนเกลี้ยง! นี่อย่างไร ตอนนี้ไม่เหลือเครื่องประดับสักชิ้นแล้ว ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่หัวเราะเยาะเสียแล้ว”
ขณะที่นางพูด สีหน้าของป๋ายอวี้ซู่กับภรรยาก็เปลี่ยนไป นี่หมายความว่าอย่างไร?
ฉีเล่อเล่อคว้ามือสะใภ้ใหญ่ป๋ายเอาไว้ “ตอนนี้ชีวิตขัดสนแล้ว ข้าถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เครื่องประดับที่พี่สะใภ้ใหญ่ยืมข้าไป ก็ควรคืนให้ข้าได้แล้ว”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายรีบคิดจะซ่อนมือกลับไป
ฉีเล่อเล่อจะปล่อยให้นางดึงมือกลับไปได้อย่างไร? นางบีบข้อมืออีกฝ่ายแน่น ก่อนรูดกำไลทองคำเนื้อบริสุทธิ์คู่หนึ่งออกจากข้อมือในคราวเดียว จากนั้นก็ยื่นมือออกไปอีกครั้ง ดึงปิ่นทองบนศีรษะและต่างหูหยกที่หูของนางออกมาจนหมด