ฉีเล่อเล่อลอบกระหยิ่มในใจ แน่นอนว่าเป็นเพราะพอนึ่งเสร็จ นางก็ขอกินก่อนเป็นคนแรกอย่างไรเล่า ส่วนที่กินไม่หมดก็เก็บเข้าไปในมิติ เหลือไว้ในจานเพียงบาง ๆ ปิดก้นจานเท่านั้น
ภายในห้องพลันเงียบกริบ บรรยากาศกระอักกระอ่วนแผ่ซ่านไปทั่ว
ป๋ายเจียเป่าร้องไห้โฮขึ้นมา สะใภ้ใหญ่ป๋ายเองก็คร่ำครวญเสียงดัง “วันคืนเช่นนี้จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร...”
ฉีเล่อเล่อเลิกคิ้ว จะใช้มุกหนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามขู่ผูกคอตายหรือ?
เชิญแสดงให้เต็มที่เถิด อย่างไรเสียข้าก็ไม่กระอักกระอ่วน คนที่กระอักกระอ่วนย่อมเป็นผู้อื่น
ป๋ายอวี้ชวนเองก็กินเกือบอิ่มแล้ว จึงเอ่ยขึ้นได้จังหวะพอดี “พี่สะใภ้ใหญ่ก็คงรู้สึกคับข้องใจสินะ? ก็จริง อยู่ที่นี่ลำบากเกินไป เช่นนั้นเอาอย่างนี้ พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านกลับไปอยู่หมู่บ้านดังเดิมเถิด! พอดีร้านสองแห่งนี้พวกเราก็ตั้งใจจะขาย จะได้ไม่ต้องให้พวกท่านทนลำบากอีก”
เสียงร้องไห้ของสะใภ้ใหญ่ป๋ายหยุดชะงัก ก่อนนางจะร้องคร่ำครวญหนักกว่าเดิม “อ๊าก ๆ อยู่ไม่ได้แล้ว! น้องสามคิดจะบีบพวกเราให้ตายหรือ? ตัวเองได้เป็นขุนนางในเมืองหลวงแล้ว ก็ไม่คิดจะยอมรับพี่ชายยากจนอีก อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว...”
แม้ฉีเล่อเล่อจะชอบดูศัตรูมีเรื่องให้ขบขัน แต่เสียงร้องลั่นของสะใภ้ใหญ่ป๋ายทำเอาหูนางอื้อไปหมด เดิมทีประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางก็เฉียบคมอยู่แล้ว เสียงนี้จึงสร้างความทรมานให้นางไม่น้อย
นางลองใช้พลังของตัวเองปิดกั้นเสียงที่หูดู เอ๊ะ ใช้ได้ดีทีเดียว
ดูเหมือนระดับความดังของเสียงที่ได้ยิน นางสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง
ไม่เลว ความสามารถพิเศษนี้ใช้การได้มากทีเดียว
เมื่อเผชิญกับวิธีร้องไห้ โวยวาย และขู่ผูกคอตายของสตรี ป๋ายอวี้ชวนเองก็ปวดหัวเช่นกัน พี่ชายทั้งสองกลับไม่มีใครคิดห้าม เขาจึงได้แต่มองฉีเล่อเล่อ หวังว่านังบ้านี่จะรีบออกโรง
ฉีเล่อเล่อกระแอมหนึ่งครั้ง ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง “พี่สะใภ้ใหญ่...”
ในความทรงจำของสะใภ้ใหญ่ป๋าย เจ้าของร่างเดิมเป็นคนใจอ่อนและรักหน้าที่สุด แม้วันนี้จะดูแปลกไปบ้าง ก็คงเป็นเพราะทรัพย์สินถูกขโมยจนหมด อารมณ์จึงไม่ดีเท่านั้นกระมัง?
นางหยุดร้องไห้ทันที แล้วหันมามองฉีเล่อเล่อทั้งน้ำมูกน้ำตาเต็มหน้า
ฉีเล่อเล่อกล่าวอย่างเคร่งขรึม “อยู่ต่อไปไม่ได้แล้วหรือ? เช่นนั้นก็ตายไปเสียสิ! พอดีเลย พวกเราจะได้หาสาวน้อยคนใหม่มาแต่งให้พี่ใหญ่ ให้นางทำนาของท่าน อยู่บ้านของท่าน ใช้เงินของท่าน นอนบนเตียงของท่าน รังแกสามีของท่าน ตีลูกชายของท่าน...”
สะใภ้ใหญ่ป๋าย “...”
ทุกคน “...”
ฉีเล่อเล่อกะพริบดวงตากลมโต ทำสีหน้าราวกับกำลังถามว่า ข้าพูดอะไรผิดหรือ?
พอสะใภ้ใหญ่ป๋ายได้ยินก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ จริงด้วย นางดิ้นรนแทบเป็นแทบตายออกหน้าไปล่วงเกินผู้อื่น ผลประโยชน์ก็ใช่ว่าจะตกเป็นของนางเพียงคนเดียวเสียหน่อย
เจ้าป๋ายอวี้ซู่นั่นยังมีหญิงที่แอบคบหาอยู่ด้วย เหตุใดนางต้องออกหน้าเป็นคนชั่ว ไปล่วงเกินสองผัวเมียเจ้าสามแทนเขา?
นางหยุดร้อง ปาดหน้าเสียทีหนึ่ง ก่อนหมุนตัวอุ้มบุตรชายเข้าห้องนอนไป รีบเอาของมีค่าไปซ่อนก่อนดีกว่า ป๋ายอวี้ซู่ผู้นี้เป็นพวกชอบโปรยเสน่ห์ไปทั่ว วันใดวันหนึ่งอย่าได้เอาทรัพย์สินของนางไปประเคนให้สตรีอื่นเชียว
พอป๋ายอวี้ซู่เห็นภรรยาไม่ยอมออกหน้าแล้ว ก็รีบร้อนเอ่ยขึ้น “น้องสาม ทำเช่นนี้ไม่ได้นะ หากพวกเรากลับหมู่บ้านแล้วจะใช้ชีวิตอย่างไร? เจ้าจะลืมรากเหง้าของตัวเองไม่ได้!”
ป๋ายอวี้ซานผู้เป็นพี่รองนั้นเก่งเรื่องสังเกตสีหน้าและอ่านสถานการณ์มาโดยตลอด ความจริงในใจก็เข้าใจแล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีทางสำเร็จ ดังนั้นยามนี้เขาย่อมไม่คิดออกหน้าอีก
หากร้านนี้เป็นของท่านพ่อท่านแม่ พี่น้องอย่างพวกเขายังพอแย่งชิงกันได้ แต่นี่เป็นร้านของฉีหว่าน เป็นสินเดิมของน้องสะใภ้ หากคิดจะแย่งจริง ๆ ไม่เพียงไม่ได้อะไร ยังจะถูกผู้คนหัวเราะเยาะเอาเสียด้วย
แต่หากพี่ใหญ่สามารถฉีกเนื้อจากน้องสามมาได้สักก้อน เขาก็ไม่มีทางเกรงใจเช่นกัน
ป๋ายอวี้ชวนยังคงอยากให้ฉีเล่อเล่อออกหน้า จึงขยิบตาให้นางไม่หยุด
ฉีเล่อเล่อทำหน้างุนงง “เอ๊ะ สามี ท่านเป็นอะไรไป? ดวงตาเป็นอะไรหรือ เหตุใดจึงกะพริบไม่หยุด?”
ป๋ายอวี้ชวนสบถในใจ นังแพศยานี่!
เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยเอง “พี่ใหญ่ อย่าพูดเรื่องไร้ประโยชน์เหล่านั้นอีกเลย ร้านนี้ไม่ใช่ของท่านพ่อท่านแม่ และไม่ใช่ของข้า แต่เป็นสินเดิมของหว่านเอ๋อร์ หากตระกูลป๋ายของพวกเรายึดทรัพย์สินของตระกูลฉีไว้ไม่ยอมคืน มิถูกผู้คนหัวเราะเยาะหรือ? ต่อให้ไปฟ้องร้องถึงที่ว่าการก็ไม่มีทางชนะ”
ฉีเล่อเล่อรีบพยักหน้าทันที “ใช่ ๆ ผู้ใดยึดสินเดิมของสตรี ผู้นั้นก็คือคนถ่อยไร้ยางอาย หน้าด้านหน้าทน สมควรตกนรกสิบแปดขุม”
ป๋ายอวี้ชวน “...”
เหตุใดจึงรู้สึกว่านางกำลังด่าข้าอยู่?
ป๋ายอวี้ซู่ทำหน้าขรึม “น้องสาม หากเจ้าจะพูดเช่นนี้ ตั้งแต่เจ้ายังเด็กจนกระทั่งอายุยี่สิบกว่า เงินที่ใช้เล่าเรียนล้วนเป็นข้ากับน้องรองช่วยท่านพ่อหาเงินส่งเสียเจ้า บุญคุณนี้เจ้าต้องยอมรับกระมัง?”
ป๋ายอวี้ชวนหัวเราะเย็น “พี่ใหญ่คิดบัญชีละเอียดดีนี่ ถูกต้อง เมื่อก่อนพี่กับพี่รองช่วยท่านพ่อส่งเสียข้าเล่าเรียนด้วยกัน แต่พวกท่านอย่าลืมว่า พวกท่านเริ่มลงไร่ลงนากันตอนอายุสิบกว่าปี ต่อให้คิดเต็มที่ พวกท่านก็ช่วยส่งเสียข้าเพียงสิบปีเท่านั้น ค่าเล่าเรียนรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของข้าปีหนึ่งไม่ถึงสามสิบตำลึง สิบปีก็สามร้อยตำลึง แบ่งกันสามคน เฉลี่ยแล้วคนละเพียงหนึ่งร้อยตำลึง นับตั้งแต่ข้าแต่งเข้าเป็นเขยตระกูลฉี พวกท่านได้จากข้าไปไม่ต่ำกว่าสามสี่ร้อยตำลึงแล้วกระมัง? นี่ยังไม่นับเงินที่พวกท่านยักยอกไว้ตอนดูแลร้านตลอดหลายปีมานี้ อย่าบอกว่าไม่มี เพียงแต่ข้าไม่คิดเอาความเท่านั้น พวกท่านกล้าให้ข้าตรวจบัญชีหรือ? ลองคำนวณดูเถิด สิ่งที่ได้จากข้าไป รวมแล้วคงมีนับพันตำลึงกระมัง?”
เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองเริ่มมีสีหน้าโกรธเคือง ป๋ายอวี้ชวนก็ผ่อนน้ำเสียงลง “พี่ใหญ่ พี่รอง หากมิใช่เพราะข้าถูกขโมยทรัพย์สินจนตอนนี้สิ้นเนื้อประดาตัว ข้าจะมานั่งคิดบัญชีกับพวกท่านเช่นนี้หรือ? พวกท่านก็ควรเข้าใจสถานการณ์ของข้าบ้าง หากไม่มีเงินทอง ข้าจะยืนหยัดอยู่ในวงราชการได้อย่างไร? มองการณ์ไกลกันสักหน่อย รออีกไม่กี่ปี เมื่อน้องชายผู้นี้ได้เลื่อนตำแหน่งและมั่งคั่งขึ้นมาแล้ว จะปล่อยให้สองครอบครัวของพวกท่านลำบากได้หรือ?”
ป๋ายอวี้ซู่เห็นน้องรองไม่พูดอะไร ก็รู้ว่าตัวเองบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว เขาทั้งเสียใจภายหลัง ทั้งโกรธน้องสามที่ไร้น้ำใจ และยังอดตำหนิน้องรองในใจไม่ได้ว่าเจ้าเล่ห์นัก
เมื่อป๋ายอวี้ซานเห็นว่าไม่มีทางได้ผลประโยชน์อีก จึงค่อยเอ่ยปาก “พอเถิด พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด จะคิดบัญชีกันละเอียดถึงเพียงนั้นทำไม? เอาตามที่เจ้าว่า พรุ่งนี้ตรวจนับทรัพย์สินในร้านแล้วเจ้าก็ขายเสียเถิด พวกเราจะหาที่อยู่ใหม่ในอำเภอ แล้วค่อยคิดหาหนทางอื่น”
ภรรยาของป๋ายอวี้ซานเป็นสตรีรูปร่างผอมบาง นางมีความคิดอ่านไม่ต่างจากสามี ปกติไม่ยอมล่วงเกินผู้ใดโดยง่าย ยามนี้จึงเอ่ยขึ้นเช่นกัน “น้องสามเดินทางกลับมาเหน็ดเหนื่อยแล้ว รีบพักผ่อนเถิด มีคำกล่าวว่าออกศึกต้องพึ่งพี่น้อง เข้าสนามรบต้องพึ่งพ่อลูก พวกท่านย่อมเป็นคนใกล้ชิดกันที่สุดเสมอ พรุ่งนี้พวกเราลองหาคนรู้จักมาช่วยกัน จะได้ไม่ถูกผู้ซื้อกดราคา”
พูดกันไปพูดกันมา คนเหล่านั้นก็กลับมาปรองดองกันอีกครั้ง ราวกับแบ่งสรรทรัพย์สินของครอบครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ส่วนฉีเล่อเล่อ เจ้าของร้านตัวจริง กลับไม่มีผู้ใดถามความเห็นนางแม้แต่คำเดียว
คืนนั้นฉีเล่อเล่อยึดห้องที่ใหญ่ที่สุดไว้คนเดียว พอเข้าห้องก็ลงกลอนประตูทันที
สะใภ้ใหญ่ป๋ายมาเคาะประตู นางยังคงคิดจะเอาเครื่องประดับเหล่านั้นกลับคืน
พอเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ ฉีเล่อเล่อก็เปิดประตูแล้วถีบนางกระเด็นออกไปทันที
สะใภ้ใหญ่ป๋ายโกรธจนร้องโวยวายลั่น
ป๋ายอวี้ชวนโบกมือ “พี่สะใภ้ใหญ่ หว่านเอ๋อร์กำลังอารมณ์ไม่ดี ท่านก็อย่าไปยั่วโมโหนางเลย หากทำให้นางเดือดดาลจนคิดหาคนมาตรวจบัญชี ข้าก็ห้ามนางไม่ได้”
ป๋ายอวี้ซู่ถอนหายใจ ก่อนลากสะใภ้ใหญ่ป๋ายออกไป ในใจก็คิดว่าสตรีผู้นี้เหตุใดจึงโง่เขลาถึงเพียงนี้ เวลานี้ยังจะมัวคิดเล็กคิดน้อยกับของไม่กี่ชิ้นทำไม? ยังไม่รีบไปเก็บของในร้านให้เรียบร้อยอีก!
ป๋ายอวี้ชวนยืนจ้องประตูห้องที่ฉีเล่อเล่อพักอยู่เนิ่นนาน แววตาเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม
ปล่อยให้เจ้าได้ใจไปอีกสักคืนเถิด พรุ่งนี้จะส่งเจ้าไปปรโลกเอง