หลังอาหารเช้า ฉีเล่อเล่อกล่าวกับคนตระกูลป๋ายว่า “พวกท่านไปหาผู้ซื้อก่อนเถิด ข้าจะไปเยี่ยมแม่นมกับพี่สาวร่วมเต้าของข้า ตอนบ่ายค่อยกลับมา”
ป๋ายอวี้ชวนรีบเอ่ย “หว่านเอ๋อร์ แล้วโฉนดร้านค้า...”
เมื่อเห็นฉีเล่อเล่อมองเขาอย่างระแวง ป๋ายอวี้ชวนก็รู้ว่ายามนี้สตรีผู้นี้หวงแหนเรื่องเงินทองยิ่งนัก จึงรีบกล่าวว่า “เจ้าวางใจได้ ข้าไม่คิดละโมบเงินของเจ้า เงินที่ขายร้านได้ทั้งหมดจะให้เจ้าเก็บไว้ใช้จ่าย เรื่องเงินทองเจ้าตัดสินใจเอง”
เขาไม่อาจพูดว่าเงินทั้งหมดจะยกให้ฉีหว่าน โดยที่ตนไม่แตะต้องแม้แต่น้อย เพราะหากพูดเช่นนั้นจะมีผู้ใดเชื่อ? ฟังดูเสแสร้งเกินไป ของจริงปนเท็จเช่นนี้ต่างหาก จึงจะทำให้ผู้อื่นเชื่อถือได้ง่ายกว่า
ฉีเล่อเล่อทำท่าราวกับวางใจแล้ว “ก็ได้ พวกท่านติดต่อหาผู้ซื้อไปก่อน รอข้ากลับมาแล้วจะตามพวกท่านไปทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เงินไม่ถึงมือข้า ข้าไม่วางใจ”
นางพูดพลางเดินออกไป พลางพึมพำว่า “โลกทุกวันนี้หนอ จิตใจผู้คนไม่เหมือนเก่าก่อน ไม่มีผู้ใดพึ่งพาได้เท่าเงินทองอีกแล้ว”
ป๋ายอวี้ชวนมองแผ่นหลังของฉีเล่อเล่อที่เดินจากไป ก่อนแค่นเสียงเย็นอยู่ในใจ
ป๋ายอวี้ซานยุแยงว่า “น้องสาม เงินทองเก็บไว้ในมือตัวเองถึงจะมั่นคง เจ้ามอบให้น้องสะใภ้ถือไว้ทั้งหมด ภายหน้าจะใช้จ่ายอะไร มิถูกนางควบคุมเอาหรือ?”
ป๋ายอวี้ชวนหรี่ตายิ้ม ก่อนกล่าวกับป๋ายอวี้ซานอย่างอ่อนโยน “พี่รองไม่ต้องเป็นห่วง ข้ากับหว่านเอ๋อร์เป็นสามีภรรยา ถือเป็นคนคนเดียวกัน นางเป็นคนเก็บไว้ ข้าย่อมวางใจ”
เขาจะไม่เล่าเรื่องของตนให้คนในครอบครัวเหล่านี้ฟังอีกแล้ว คนพวกนี้ไม่มีผู้ใดทำให้เขาวางใจได้สักคน
หากพี่ชายทั้งสองรู้ความลับของเขาเข้า ภายหน้ามิเอาเรื่องนี้มาบีบบังคับเขาหรือ?
ฉีเล่อเล่อไปยังบ้านของแม่นมเจ้าของร่างเดิม แม่นมเองก็แซ่ฉี เป็นญาติผู้น้องห่าง ๆ ของนายท่านฉี ห่างกันชนิดที่แทบไม่นับว่าเป็นญาติกันแล้ว
เมื่อครั้งนั้น เพราะนางให้กำเนิดเพียงบุตรสาวคนเดียว จึงถูกครอบครัวสามีหย่าขาดและขับออกจากบ้านโดยไม่ได้ทรัพย์สินติดตัวแม้แต่น้อย บิดามารดาและพี่น้องของนางก็ไม่ยอมให้นางกลับบ้านเดิม ยามจนหนทาง มีคนแนะนำให้นางไปขอความช่วยเหลือจากญาติผู้พี่ที่ห่างกันหลายชั้นผู้นี้
เวลานั้น ภรรยาที่นายท่านฉีรักใคร่เสียชีวิตเพราะคลอดบุตรยาก เขากำลังโศกเศร้า ทั้งยังสงสารบุตรสาวคนเล็กที่เพิ่งถือกำเนิดเพราะไม่มีผู้ใดดูแล ทุกวันเขาต้องออกไปทำการค้า หากฝากบุตรสาวไว้กับแม่นมที่จ้างมาทั่วไปก็ไม่วางใจ แม่นมที่เลี้ยงเด็กจนเสียคนมีให้เห็นไม่น้อย ประจวบเหมาะกับที่แม่นมมาขอพึ่งพิงพอดี
นายท่านฉีสืบถามจากหลายทางจนรู้ว่าญาติผู้น้องคนนี้มีจิตใจดี เพียงแต่อ่อนแอไปบ้าง อีกทั้งเพิ่งให้กำเนิดบุตร เขาจึงรับนางเข้าจวนมาเป็นแม่นมให้บุตรสาวของตน กล่าวได้ว่าเจ้าของร่างเดิมกับบุตรสาวของแม่นมดื่มนมจากคนคนเดียวกันจนเติบใหญ่ แม้ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือด แต่ความผูกพันก็แทบไม่ต่างกัน
เมื่อพี่สาวเติบใหญ่ นางแต่งให้พ่อค้าแซ่ซาในอำเภอนี้ ส่วนแม่นมฉีเป็นห่วงเจ้าของร่างเดิม จึงอยู่ดูแลนางในจวนฉีมาโดยตลอด กระทั่งก่อนออกเดินทางไปเมืองหลวง นางหกล้มจนขาหัก จึงต้องไปพักรักษาตัวที่บ้านบุตรสาว
เมื่อมายืนอยู่หน้าบ้านของพี่สาว ฉีเล่อเล่อก็ทบทวนกิริยาและนิสัยของเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง ก่อนส่ายหน้าให้ตัวเอง
ไม่ได้ นางแสร้งเป็นคนอ่อนโยนนุ่มนวลอย่างเจ้าของร่างเดิมได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น โดยเนื้อแท้แล้ว นางไม่ใช่คนเช่นนั้นเลย คิดจะตบตาแม่นม ย่อมเป็นไปไม่ได้
หรือจะพูดความจริง? บอกว่านางเป็นวิญญาณจากต่างโลก เป็นผีเร่ร่อนไร้ที่มาเข้าครอบครองร่างของเด็กสาวที่อีกฝ่ายรักดุจแก้วตาดวงใจอย่างนั้นหรือ? ล้อเล่นอะไร เรื่องเช่นนี้พูดไม่ได้เด็ดขาด!
พวกนางอยากคิดอย่างไรก็คิดไปเถิด อย่างไรเสียนางก็คือคุณหนูใหญ่ฉีหว่าน
นางถูกวางยาจนเกือบตาย จะให้นางมีอาการผิดปกติหรือคลุ้มคลั่งเป็นครั้งคราวไม่ได้หรือ?
ไม่ว่าผู้อื่นจะเชื่อหรือไม่ อย่างไรนางก็เชื่อเสียเอง นางคือฉีหว่าน
หากคิดจะหลอกผู้อื่น ก็ต้องทำให้ตัวเองเชื่อเสียก่อน ต่อให้หลอกผู้อื่นไม่ได้ ก็ต้องทำให้ตัวเองเชื่อให้ได้!
เมื่อเรียบเรียงความคิดเรียบร้อยแล้ว นางก็เคาะประตูบ้านตระกูลซา
ทุกครั้งที่ฉีเล่อเล่อนึกถึงชื่อของพี่เขยซา นางก็อดนึกถึงคำว่า “อู้จิ้ง” ขึ้นมาไม่ได้
พี่เขยซามีนามว่าซาจิ้ง ........เรียกติดปากดีเสียด้วย
หญิงชราคนหนึ่งมาเปิดประตู นางคือป้าหวัง ผู้มีหน้าที่ปัดกวาดทำความสะอาด
ป้าหวังชอบปลูกแตงที่สุด ในสวนหลังบ้านตระกูลซานางปลูกไว้เสียแปลงใหญ่ ทุกครั้งที่แตงสุก นางจะนำไปมอบให้เจ้าของร่างเดิมกับแม่นมฉีเป็นจำนวนมาก พร้อมโอ้อวดอยู่เสมอว่าแตงของตนหวานที่สุดในอำเภอ!
ฉีเล่อเล่อมองป้าหวังแล้วถามว่า “ท่านป้า ปีนี้ยังปลูกแตงอยู่หรือไม่?”
พอป้าหวังเห็นฉีเล่อเล่อก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันที “คุณหนูใหญ่มาแล้ว! คุณหนูใหญ่มาแล้ว!”
ฉีเล่อเล่อยิ้มพลางปิดประตู ก่อนเดินตามเข้าไป ขาของแม่นมฉีหายเกือบดีแล้ว เพียงแต่ยังเหน็ดเหนื่อยมากไม่ได้ เดิมทีพี่สาวแซ่หวัง มีนามว่าหวังหมี่ลี่
หลังเข้ามาอยู่ตระกูลฉี แม่นมฉีเปลี่ยนแซ่ของนางเป็นฉี และเปลี่ยนชื่อเป็นฉีเหม่ยลี่ ถูกขับไล่ออกจากบ้านถึงเพียงนั้นแล้ว หากยังใช้แซ่ของเดรัจฉานผู้นั้นต่อไป คงชวนให้ขยะแขยงเกินไป
พอได้ยินว่าคุณหนูใหญ่มาแล้ว ฉีเหม่ยลี่ก็รีบประคองมารดาออกมาต้อนรับ
ฉีเล่อเล่อถามแม่นมฉีว่า “แม่นม อาการดีขึ้นบ้างแล้วหรือ?”
จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับฉีเหม่ยลี่ “พี่เหม่ยลี่ ยิ่งนานวันยิ่งงดงามขึ้นนะ”
นี่เป็นน้ำเสียงที่เจ้าของร่างเดิมชอบใช้มากที่สุด ดวงตาของแม่นมฉีกับฉีเหม่ยลี่พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที
แม่นมฉีโผเข้ามาจับมือฉีเล่อเล่อไว้ “คุณหนูผู้น่าสงสารของบ่าว ท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ? เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนส่งข่าวมาบอกว่าท่านล้มป่วยอยู่ในเมืองหลวง บ่าวกำลังคิดว่าสองวันนี้จะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อดูแลท่าน หากมิใช่เพราะขายังเดินไม่สะดวก บ่าวคงไปตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ”
น้ำตาของฉีเล่อเล่อพลันไหลลงมา “แม่นม...”
น้ำเสียงนั้นอัดแน่นไปด้วยความคับข้องใจอย่างหาที่สิ้นสุด ความรู้สึกนี้ถาโถมมาอย่างกะทันหันเสียจนแม้แต่ฉีเล่อเล่อเองก็ตั้งตัวไม่ทัน นางเองก็แยกไม่ออกว่านี่เป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม หรือเป็นส่วนหนึ่งในใจของนางที่ขาดหายไป เมื่อได้พบแม่นมฉี นางก็นึกถึงมารดาของตัวเองขึ้นมา นึกถึงมารดาผู้พุ่งเข้าไปในฝูงซากศพเดินได้เพื่อช่วยชีวิตนาง
แม่นมฉีปวดใจเหลือเกิน แม้ฉีหว่านจะไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของนาง แต่นับตั้งแต่เกิดมาได้เพียงไม่กี่วัน ก็เป็นนางที่อุ้มเลี้ยงจนเติบใหญ่ เด็กน้อยสูญเสียมารดาตั้งแต่เล็ก นางย่อมสงสารจากใจจริง จึงรักและตามใจเป็นพิเศษ ไม่ได้น้อยไปกว่าบุตรสาวแท้ ๆ ของตนเลย
น้ำตาของฉีเหม่ยลี่ก็ไหลลงมาเช่นกัน นี่คือน้องสาวของนาง แม้ในนามจะเป็นนายกับบ่าว แต่พวกนางก็ยังมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า หรือเครื่องประดับ นายท่านฉีล้วนจัดหาให้พวกนางเหมือนกันทุกอย่าง ทำให้นางแม้จะถูกครอบครัวฝ่ายบิดาขับไล่ แต่กลับมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ต่างจากคุณหนูใหญ่
เมื่อครั้งนั้นนางถูกใจซาจิ้ง นายท่านฉีก็ช่วยสนับสนุนซาจิ้ง จนเขาสามารถขึ้นเป็นผู้ดูแลครอบครัวท่ามกลางพี่น้องทั้งหลายได้
ตอนนางออกเรือน นายท่านฉียังมอบร้านค้าให้นางหนึ่งแห่ง พร้อมสินเดิมหนึ่งพันตำลึง ในหมู่สะใภ้ของตระกูลสามี ไม่มีผู้ใดได้รับเกียรติและหน้าตาเทียบเท่านาง
ฉีเล่อเล่อรีบห้ามทั้งสองไว้ ดวงตายังมีน้ำตาคลอแต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้ม “พวกเรารีบเข้าไปนั่งคุยกันในห้องเถิด ขาของแม่นมยังเหน็ดเหนื่อยมากไม่ได้”
ทั้งสามประคองกันเข้าไปในห้อง ฉีเล่อเล่อเล่าความชั่วร้ายที่คนตระกูลป๋ายก่อขึ้นหลังจากไปถึงเมืองหลวงให้ฟังคร่าว ๆ นางต้องทำให้คนใกล้ตัวรู้ธาตุแท้ของคนตระกูลป๋ายทั้งหมด เช่นนี้พวกนางจึงจะได้รู้จักระวังตัว ไม่ตกหลุมพรางของคนตระกูลป๋าย
แม่นมฉีโกรธจนด่าทอเสียงดัง สตรีผู้มีจิตใจดีมาตลอดชีวิตผู้นี้ ด่าเป็นอยู่เพียงไม่กี่คำ “เดรัจฉานไร้มโนธรรม! ทั้งครอบครัวเลวยิ่งกว่าหมูกว่าหมา...”
ฉีเหม่ยลี่ปลอบมารดาของตน ก่อนเช็ดน้ำตาแล้วถามว่า “หว่านเอ๋อร์ เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”