ตอนนั้นเอง ป้าคนหนึ่งที่ยืนฟังและตามมามุงดูความครึกครื้นอยู่ตลอดก็ถ่มน้ำลายใส่พวกเขาอย่างดูแคลน “พวกเจ้านี่ช่างไร้ยางอายเสียจริง! น้องชายของพวกเจ้าน่ะ จ้างวานคนร้ายฆ่าพ่อตาของตน เมื่อวานฝ่าบาทมีพระบัญชาให้ตัดศีรษะไปแล้ว พวกเจ้าอยากตามหาก็ไปหาที่ป่าช้าร้างเถิด!”
เพราะฝ่าบาททรงผดุงความยุติธรรม แม้เกี่ยวพันกับพระญาติก็มิได้ทรงเห็นแก่ความสัมพันธ์ บัดนี้ราษฎรจึงพากันกล่าวขานสรรเสริญไปทั่ว กระทั่งมีผู้ใจกล้าบางคนเริ่มนำเรื่องนี้ไปแต่งเป็นละครเรื่องใหม่แล้วด้วยซ้ำ!
คนตระกูลป๋ายหลายคนเบิกตากว้างในทันที อะไรนะ? เป็นไปได้อย่างไร?
ฉีเล่อเล่อไม่สนใจพวกเขาอีก นางหมุนตัวเดินจากไป พลางคิดอย่างขบขัน ช่างน่าสนุกจริง ๆ พ่อแม่ของพวกเขาเพิ่งออกจากเมืองหลวงไป ส่วนพวกเขากลับเดินทางมาพึ่งพิงที่นี่ สวนทางกันอย่างพอดิบพอดี!
ไม่เสียแรงที่นางอุตส่าห์เดินทางไปอำเภอหงถง กวาดทรัพย์สินของพวกเขาจนเกลี้ยง! เดิมทีนั่นก็เป็นทรัพย์สินของตระกูลฉีอยู่แล้ว ส่วนที่พวกเขากินใช้ไปตลอดหลายปีมานี้ นางยังไม่ได้คิดบัญชีเสียด้วยซ้ำ
คนตระกูลป๋ายไม่ยอมเชื่อคำพูดของป้าชราผู้นั้น
แต่สุดท้ายพวกเขาก็จำต้องเชื่อ! เพียงลองถามใครสักคนในเมืองหลวง ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้กันหมด
ทางการยังตัดสินให้น้องสามกับสตรีฉีหว่านตัดขาดความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแล้ว!
พวกเขาไม่เพียงไร้ญาติขาดมิตรในเมืองหลวง ยังถูกผู้คนรังเกียจเดียดฉันท์อีกด้วย!
หลายคนคิดไปคิดมา เมื่อไม่มีที่ใดให้ไป จึงทำได้เพียงเดินทางกลับหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาในบ้านเกิดอีกครั้ง ฉีเล่อเล่อหัวเราะหึ ๆ ในใจ ใบไม้ร่วงคืนสู่ราก เช่นนี้ก็ดี นางจะได้อยู่เมืองหลวงอย่างสบายใจ ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ของตนเองต่อไป
หรูอี้จวิ้นจู่ถูกจวนหนิงอ๋องส่งออกจากเมืองหลวง เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางสุขสบายไปอีกสักระยะเถิด
เมื่อความแค้นผูกกันขึ้นแล้ว ย่อมไม่มีทางคลี่คลายได้อีก
ฉีเล่อเล่อจึงเริ่มจับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนหนิงอ๋องอยู่เสมอ
.........................................................
ฉีเล่อเล่อไม่ได้รีบร้อนลงมือกับหรูอี้จวิ้นจู่ เพราะต้องการปล่อยให้เรื่องนี้เงียบลงเสียก่อน
นางไม่อาจจัดการจูหรูอี้ด้วยวิธีเดียวกับที่จัดการป๋ายอวี้ชวนได้
หรูอี้จวิ้นจู่ก็เสียหน้าไปมากพอแล้ว หากคิดจะฆ่านาง สำหรับฉีเล่อเล่อแล้วง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ แต่ตอนนี้ยังลงมือไม่ได้ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์ ศัตรูต่างกันย่อมต้องใช้วิธีจัดการต่างกัน เรื่องนี้ฉีเล่อเล่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ช่วงนี้นางไม่มีเรื่องใดต้องทำ ทุกค่ำคืนยามว่างจึงแวะมาที่ห้องหนังสือของหนิงอ๋องเพื่อฟังข่าวใหม่ ๆ
นางพบว่าหนิงอ๋องผู้นี้น่าสนใจไม่น้อย ทุกวันในยามกลางวัน พระองค์จะทรงมีสภาพราวกับถูกสุรานารีสูบเรี่ยวแรงจนหมด พระพักตร์อวบอ้วนบวมฉุ พระเนตรปรือครึ่งหลับครึ่งตื่น ราวกับพระวรกายใกล้จะไม่ไหวเต็มที
พอตกกลางคืนก็เสด็จเข้าเรือนของอนุคนหนึ่งตั้งแต่หัวค่ำ หากตะวันยังไม่ส่องถึงก้นก็ไม่ยอมออกมา ภายในเรือนยังมีเสียงสตรีสำราญอย่างไร้การสำรวมดังออกมาเป็นเวลานาน
เดิมทีฉีเล่อเล่อตั้งใจว่าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว ผู้ใดจะอยากถูกบังคับให้มานั่งแอบฟังเรื่องในห้องของตาเฒ่ามักมากอยู่ทุกวันกัน ชวนให้ขยะแขยงเปล่า ๆ แต่ก่อนจะจากไป นางกลับรู้สึกว่าตนเฝ้าอยู่หลายคืนแล้ว หากกลับไปมือเปล่าก็ออกจะขาดทุนเกินไปสักหน่อย
ดังนั้นนางจึงแผ่สัมผัสจิตออกไปสำรวจทั่วทุกแห่ง หากยังหาความลับอะไรไม่พบอีก นางก็จะกวาดจวนอ๋องให้เกลี้ยงแล้วค่อยถอนตัว ทว่าเมื่อสัมผัสจิตเข้าใกล้เรือนหลังหนึ่ง นางก็ได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากระยะไกล
ข้อได้เปรียบที่สุดเวลานางลอบดูหรือลอบฟังคือไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้ เพียงหามุมลับตาที่พอเหมาะแล้วนั่งยอง ๆ อยู่ตรงนั้นก็พอ
วันนี้ก็เช่นกัน เรือนหลังนั้นดูคล้ายที่พักของบ่าวรับใช้ แต่คนลาดตระเวนกลับเดินผ่านบริเวณนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นได้ชัดว่าจับตาดูสถานที่แห่งนี้เป็นพิเศษ
ฉีเล่อเล่อซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่ง ก่อนรวบรวมสมาธิส่งสัมผัสจิตเข้าไปยังเรือนหลังนั้น
หนิงอ๋องผู้มีพระวรกายอ้วนท้วนตรัสกับชายชราร่างผอมคนหนึ่งว่า “จื้อโส่ว เจ้าคิดว่าครั้งนี้ หากพวกเราลงมือ โอกาสสำเร็จมีมากเพียงใด?”
ชายชราร่างผอม ซึ่งก็คือจื้อโส่วผู้นั้น ตอบว่า “คราวนี้สถานที่หลบร้อนของผู้นั้น แม้จะมีการป้องกันแน่นหนา แต่ย่อมตีฝ่าได้ง่ายกว่าตอนที่เขาหดหัวอยู่แต่ในพระราชวังไม่ยอมออกมา หากนายท่านไม่หวาดกลัว ก็จงทุ่มหมดหน้าตักเสี่ยงดูสักครั้ง ข้าคำนวณดูแล้ว หากพลาดโอกาสคราวนี้ไป ภายหน้าคงยากจะหาโอกาสเช่นนี้ได้อีก”
หนิงอ๋องตรัสว่า “เช่นนั้นก็ลงมือ! บัดซบเอ๊ย ทุกวันนี้ต้องอยู่อย่างอัดอั้น ถูกเขาคอยระแวดระวังซ้ายขวา ไหนเลยยังมีศักดิ์ศรีของบุรุษอยู่!”
จื้อโส่วคิดในใจ คนในราชวงศ์อย่างพวกท่าน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เคยตัดใจจากบัลลังก์นั้นได้จริง ๆ
หนิงอ๋องตรัสด้วยพระสุรเสียงเหี้ยมเกรียม “ปีนั้นเสด็จพ่อทรงหมายพระทัยจะยกราชบัลลังก์ให้ข้าอยู่แล้ว เป็นพี่ชายผู้นั้นต่างหากที่แย่งของของข้าไป เรื่องนี้จะโทษข้าไม่ได้”
จื้อโส่วยิ้มเล็กน้อยโดยไม่กล่าวอะไร ศึกชิงราชบัลลังก์แต่ไหนแต่ไรมาล้วนต้องหลั่งเลือดนองแผ่นดิน ส่วนเขาก็เพียงต้องการสร้างความชอบจากการช่วยผู้มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์เท่านั้น
ฉีเล่อเล่อกะพริบตา ฟังแผนการของพวกเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนร่างจะพลิ้วหายออกจากจวนหนิงอ๋อง
นางต้องกลับไปคิดให้ดีว่าจะคว้าความชอบจากการช่วยฝ่าบาทคราวนี้มาไว้ในมืออย่างไร
หนิงอ๋องคิดจะขึ้นครองบัลลังก์หรือ? เรื่องนั้นย่อมไม่ได้เด็ดขาด หากเขาขึ้นครองบัลลังก์จริง จะยังมีเรื่องดีอะไรเหลือถึงนาง? ได้ยินว่าหรูอี้จวิ้นจู่แท้งบุตรไปแล้ว และต่อจากนี้ไม่อาจมีบุตรได้อีก
นางถูกจวนแม่ทัพแก้แค้นไปครั้งหนึ่ง ทั้งยังถูกตนเล่นงานเสียยับเยิน คนในจวนหนิงอ๋องจะไม่เกลียดนางเข้ากระดูกหรือ? หากขัดขวางได้ก็ย่อมดีที่สุด แต่ถ้าฝ่าบาทไม่เอาไหนจนหยุดหนิงอ๋องขึ้นครองบัลลังก์ไม่ได้ เช่นนั้นนางก็คงต้องไปบีบคอใครสักคนอีกแล้ว
นางทะลุมิติมาที่นี่ มิใช่เพื่อใช้ชีวิตหลบหนีไปวัน ๆ นางต้องใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและงดงามไปตลอดทั้งชาติ
..........................................................
เมื่อกลับถึงจวน นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบไปขอพบฮูหยินแม่ทัพ มารดาบุญธรรมของตนทันที
ฮูหยินแม่ทัพถูกปลุกขึ้นมากลางดึกก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องสำคัญ จึงรีบออกมาพบนาง
ฉีเล่อเล่อกล่าวว่า “ท่านแม่บุญธรรม มีข่าวทหารเร่งด่วน ข้าขอพบท่านพ่อบุญธรรมด้วยเจ้าค่ะ”
แม่ทัพใหญ่สวีตามเสด็จส่งฮ่องเต้กับไทเฮาเรียบร้อยแล้วก็กลับเมืองหลวง เพราะต้องช่วยฝ่าบาทดูแลความสงบในเมือง
เขากล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ฉีหว่านผู้นี้ช่างไม่รู้กฎเกณฑ์เอาเสียเลย กลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ยัง...”
ฮูหยินแม่ทัพหยิกเขาแรง ๆ หนึ่งที เขาจึงยอมหยุดบ่น
ฉีเล่อเล่อกล่าวกับแม่ทัพสวีว่า “ท่านพ่อบุญธรรม ข้ารู้ว่าตนเสียมารยาท แต่เรื่องนี้เร่งด่วน ขอให้ท่านสั่งคนรอบข้างถอยออกไป และให้คนเฝ้าด้านนอกไว้ด้วยเจ้าค่ะ”
แม่ทัพสวีเห็นนางมีสีหน้าจริงจัง ก็รู้สึกว่าดูไม่เหมือนคนบ้าที่เคยไปขวางขบวนเสด็จในคราวนั้นแม้แต่น้อย เรื่องคราวนั้นเขาถูกปรักปรำจริง ๆ! เขาไม่ได้ช่วยนางเลยแม้แต่น้อย!
แต่ฝ่าบาททรงปักพระทัยว่าเขาช่วย ต่อให้อธิบายอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
แม่ทัพสวีโบกมือให้คนทั้งหมดถอยออกไป แล้วให้บ่าวชายคนสนิทเฝ้าอยู่ด้านนอก ก่อนถามอย่างจนใจว่า “คราวนี้เจ้ามีเรื่องอะไรอีก?”
ฉีเล่อเล่อกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านพ่อบุญธรรม สิ่งที่ข้าจะกล่าวต่อจากนี้ล้วนเป็นความจริง ขอให้ท่านฟังข้าพูดให้จบก่อนเจ้าค่ะ”
แม่ทัพสวีพยักหน้า ส่วนฮูหยินแม่ทัพนั่งฟังอยู่ด้านข้าง
ฉีเล่อเล่อกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าไปจวนหนิงอ๋องมา และได้ยินความลับเรื่องหนึ่ง...”
แม่ทัพสวีได้ยินเพียงเท่านี้ก็กระเด้งลุกขึ้นทันที “อะไรนะ? เจ้าไปจวนหนิงอ๋องมา? เจ้ายังคิดจะทำอะไรอีก? คิดจะจัดการหรูอี้จวิ้นจู่อีกหรือ? เจ้ายังไม่ยอมจบอีกหรืออย่างไร?”
ฉีเล่อเล่อเองก็ไม่พอใจขึ้นมาแล้ว เมื่อครู่ยังตกลงกันอยู่แท้ ๆ ว่าจะฟังนางพูดให้จบ แม่ทัพใหญ่ผู้นี้ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร?
นางจึงไม่เกรงใจอีก กล่าวกับแม่ทัพสวีด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าเห็นแก่หน้าท่านแม่บุญธรรมจึงคิดจะบอกเรื่องนี้แก่ท่าน ท่านคิดหรือว่าข้าจำเป็นต้องพึ่งท่านเพียงผู้เดียว? ข้าไปทำอะไรอย่างนั้นหรือ? หึ ท่านทนเห็นบุตรชายของตนถูกวางยาพิษจนตายได้ แต่ข้าทนไม่ได้ที่จูหรูอี้กับป๋ายอวี้ชวนร่วมมือกันวางยาพิษข้า ข้าจะต้องกำจัดนางให้ได้”
แม่ทัพใหญ่สวีโกรธจนแทบกระโดด เขาไม่อยากแก้แค้นหรืออย่างไร? แต่เขาจะไปปะทะกับราชวงศ์ได้หรือ?
ฮูหยินแม่ทัพเองก็ถลึงตามองแม่ทัพใหญ่อย่างโกรธจัด “บุตรชายของข้ามีคนในดวงใจอยู่แล้วแท้ ๆ เป็นจูหรูอี้ต่างหากที่ดึงดันเข้ามาแทรก หากมิใช่เพราะท่านตอบรับการแต่งงานครั้งนั้น ตอนนี้บุตรชายของข้ากับหลานสาวของข้าก็คงยังมีชีวิตอยู่ หลานชายของข้าคงวิ่งเล่นได้แล้ว... ฮือ ๆ ๆ”
แม่ทัพใหญ่สวีเห็นภรรยาร้องไห้ ก็รู้แก่ใจว่าตนติดค้างบุตรชาย จึงเลิกกระโดดโลดเต้นด้วยความโกรธ ก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจ
ฉีเล่อเล่อพยายามกดอารมณ์ร้อนของตนลง บุรุษพวกนี้ เพื่อแสดงความภักดีต่อฮ่องเต้ ถึงกับยอมเสียสละคนในครอบครัว แล้วยังพูดเสียเต็มปากเต็มคำอีก หากคนผู้นี้มิใช่ท่านพ่อบุญธรรมของนาง นางก็อยากซัดเขาสักยกแล้ว
หลังสงบอารมณ์ลง ฉีเล่อเล่อจึงกล่าวกับแม่ทัพใหญ่สวีว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถกเถียงกันว่าพวกเราจะปล่อยคนอื่นไปหรือไม่แล้ว สองตระกูลของพวกเรากำลังจะมีภัยใหญ่หลวงมาถึงตัว”
แม่ทัพใหญ่สวีตอบเสียงอู้อี้ว่า “หึ ขู่ให้คนตกใจเกินเหตุ”
ฉีเล่อเล่อยิ่งอยากซัดคนทึ่มผู้นี้เข้าไปอีก