ฮ่องเต้ทรงรอฉีเล่อเล่อด้วยพระทัยกระวนกระวาย เสียงทหารตรวจตราซักถามดังมาจากด้านนอกเป็นระยะ ทำเอาพระทัยแทบขึ้นมาจุกอยู่ที่พระศอ
ฉีเล่อเล่อลอบไปใกล้จวนหนิงอ๋อง เมื่อเห็นจวนอ๋องถูกล้อมไว้หลายชั้น ด้านในยังมีเสียงร้องไห้โวยวายดังออกมา นางก็พอรู้สถานการณ์แล้ว จึงรีบพุ่งกลับไปยังที่ซ่อนของฮ่องเต้จิ่งเหวิน
ทหารลาดตระเวนระหว่างทางรู้สึกเพียงว่ามีเงาคนวูบผ่าน พอหันกลับไปมองอีกครั้งกลับไม่เห็นอะไรเลย เขาขยี้ตา พลางคิดว่า คงเหนื่อยเกินไปจนตาฝาด หนิงอ๋องนี่ช่างก่อเรื่องเดือดร้อนจริง ๆ...
ฮ่องเต้จิ่งเหวินทอดพระเนตรฉีเล่อเล่อที่วิ่งเข้ามา ก็รีบตรัสถาม “พี่ฉี เป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อทอดพระเนตรสีหน้าของนาง พระองค์ก็คลายพระทัยไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องทรงยืนยันให้แน่ชัด
ฉีเล่อเล่อกล่าว “วางพระทัยเถิดเพคะ จวนหนิงอ๋องถูกล้อมไว้แล้ว น่าจะเป็นฝีมือแม่ทัพสวี เขายังส่งคนออกตามหาพระองค์ด้วย ตอนนี้จะเสด็จกลับวังเลยหรือไม่เพคะ?”
ฮ่องเต้จิ่งเหวินยังทรงไม่วางพระทัยนัก “เจ้าพาเจิ้นลอบเข้าวังได้หรือไม่?”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า “ได้เพคะ แต่พระองค์ต้องถอดเสื้อเก่าตัวนั้นออกก่อน หม่อมฉันจะแบกพระองค์กลับไป หึ ๆ”
ฮ่องเต้จิ่งเหวินคิดในพระทัย ที่แท้เจ้าก็รู้ว่ามันเหม็น!
พระองค์ทรงถอดเสื้อเก่าของชาวนาเฒ่าออก ฉีเล่อเล่อคลี่ห่อผ้าในมือ แล้วยื่นเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งให้ “ทรงคลุมตัวนี้ไว้ ระหว่างทางอย่าทรงร้องอีกนะเพคะ”
ตอนที่ช่วยฮ่องเต้ออกมาคราวก่อน พระองค์ถูกความเร็วของฉีเล่อเล่อทำให้ตกพระทัยจนร้องออกมาหลายครั้ง สุดท้ายฉีเล่อเล่อโมโหถึงกับตบพระปฤษฎางค์ของพระองค์ไปหนึ่งที
พอนึกถึงภาพนั้น ฮ่องเต้ก็ทรงรู้สึกร้อนพระพักตร์ขึ้นมาเล็กน้อย พระองค์เพิ่งทรงคลุมเสื้อดำและยกพระบาทจะก้าวออกไป จู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็พร่าเลือน อาคารแต่ละหลังพุ่งผ่านสายพระเนตร ต้นไม้เหลือเพียงเงาจาง ๆ ลากยาว
สายตาของทหารลาดตระเวนก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก คนตัวโตถึงสองคนผ่านไปทั้งที กลับมองไม่ชัด ยังพึมพำอยู่คนเดียวว่า แมวป่าวิ่งผ่านไปหรือ? โชคดีที่ฟ้ามืดแล้ว ยุคนี้ก็ไม่มีโคมไฟถนน ต่อให้เป็นเมืองหลวงก็ไม่มีถนนสว่างไสว จึงเอื้อประโยชน์ให้ฉีเล่อเล่ออย่างมาก
ฉีเล่อเล่อแบกฮ่องเต้จิ่งเหวินไว้บนหลัง แต่กลับวิ่งได้ราวกับไม่มีน้ำหนักใด
ฮ่องเต้จิ่งเหวินทรงประหลาดพระทัย ฉีซื่อผู้นี้แรงมากจริง ๆ มิน่าเล่าสามีถึงรังเกียจ คาดว่ายามปกติก็คงดุดันไม่น้อย หากฉีเล่อเล่อรู้ว่าพระองค์ทรงคิดเช่นนี้ คงโยนพระองค์ลงพื้นไปแล้ว
ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงบริเวณใกล้ตำหนักหย่างซิน ฉีเล่อเล่อมองขันทีและนางกำนัลที่ยังเดินวุ่นวายกันตามปกติ ก่อนหันไปถามฮ่องเต้ “จะเสด็จเข้าไปหรือไม่เพคะ?”
ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ “หากมีอันตราย เจ้าพาเจิ้นออกมาได้หรือไม่?”
ฉีเล่อเล่อกลอกตา “พระองค์คิดว่าหม่อมฉันทำได้ทุกอย่างหรือเพคะ?”
กล่าวจบ นางก็แบกพระองค์พุ่งวูบเข้าไปทันที ฮ่องเต้ทรงคิดในพระทัย สตรีผู้นี้ไม่ค่อยปกติจริง ๆ
ขันทีจางผู้ถวายงานใกล้ชิดฮ่องเต้กำลังเฝ้าอยู่ด้วยสีหน้ากังวล หลังได้รับการช่วยเหลือจากแม่ทัพสวีก็รีบกลับเข้าวัง คอยประคองการทำงานภายในตำหนักหย่างซินให้ดำเนินไปตามปกติ เพราะเกรงว่าจะมีผู้ฉวยโอกาสก่อเรื่องท่ามกลางความวุ่นวาย
จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงองครักษ์หน้าประตูตวาดดังมาจากด้านนอก “ผู้ใดบังอาจบุกรุกตำหนักหย่างซิน?”
จากนั้นก็มีเสียงชักอาวุธออกจากฝัก
ขันทีจางตกใจ กำลังจะเอ่ยถาม แต่เจ้านายกลับมาปรากฏตรงหน้าอย่างกะทันหัน “ฝ่าบาท?”
ฮ่องเต้จิ่งเหวินทรงจับแขนขันทีจางที่ยื่นมาประคองไว้ พยายามทรงตัวให้มั่น เวียนพระเศียรเหลือเกิน แทบจะอาเจียนอยู่แล้ว!
ขันทีจางรีบประคองฮ่องเต้ให้นั่งลง แล้วกล่าวไปทางด้านนอกว่า “ไม่มีอะไร เป็นฝ่าบาท”
พอหันกลับมา จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าในห้องยังมีสตรีอีกคนอยู่ ฉีเล่อเล่อยิ้มแฉ่ง
ฮ่องเต้จิ่งเหวินโบกพระหัตถ์ “ต้าปั้น ไม่มีอะไร”
ฉีเล่อเล่อไม่รอให้ผู้ใดเชื้อเชิญ นางหาที่นั่งเองแล้วทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง พลางบ่นว่า “เหนื่อยแทบตาย แบบนี้นับว่าหม่อมฉันรับใช้ฝ่าบาทเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าแล้วหรือยังเพคะ?”
แม้ฮ่องเต้จะถูกความเร็วของนางทำเอาพระเศียรหมุนไปหมด แต่ในพระทัยก็ยังทรงซาบซึ้งในความช่วยเหลือของนาง ขันทีจางจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วสั่งคนให้นำชามาถวาย
เขาใช้ผ้าเช็ดพระเสโทให้ฮ่องเต้ พลางกราบทูลสถานการณ์ภายในพระราชวังด้วยเสียงเบา
เนื่องจากก่อนหน้านี้คนของหนิงอ๋องเคยบุกเข้ามาในพระราชวัง และยังเกรงว่าจะมีกบฏแฝงตัวซึ่งยังจับกุมไม่หมด บัดนี้ทุกแห่งจึงยังคงควบคุมอย่างเข้มงวด คนในแต่ละตำหนักไม่ได้รับอนุญาตให้เดินไปมาโดยพลการ
เมื่อทรงฟังจบ ฮ่องเต้จิ่งเหวินจึงค่อยผ่อนพระทัยลง ตอนนี้ถึงทรงรู้สึกว่าพระวรกายเหนียวเหนอะไม่สบายอย่างยิ่ง อีกทั้งพระอุทรยังทรงหิวจนแทบทนไม่ไหว
ฉีเล่อเล่อแอบหัวเราะในใจ นางแอบกินของรองท้องมาแล้ว เพียงแต่ที่มาของอาหารอธิบายลำบาก อีกทั้งฮ่องเต้ก็ไม่ได้ตรัสขอ นางจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยังแอบบ่นในใจอีกว่า หากพระองค์อยากได้ก็ต้องตรัสออกมาสิเพคะ ไม่อย่างนั้นนางจะเดาออกได้อย่างไร
ขันทีจางกำลังสั่งคนให้เตรียมน้ำอุ่นสำหรับสรงและพระกระยาหารค่ำ
ฉีเล่อเล่อลุกขึ้น “ฝ่าบาท ตอนนี้พระองค์ทรงปลอดภัยแล้ว หม่อมฉันขอกลับจวนแม่ทัพก่อนเพคะ มิฉะนั้นท่านแม่บุญธรรมคงเป็นห่วง ส่วนทางท่านพ่อบุญธรรมก็ควรรีบส่งข่าวไปเช่นกัน”
ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์ “เจ้ากลับไปเถิด เรื่องส่งข่าวไม่ต้องกังวล เจิ้นมีวิธีจัดการเอง”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า โบกมืออย่างสบาย ๆ แล้วเดินออกไปอย่างผึ่งผาย
ฮ่องเต้จิ่งเหวินทอดพระเนตรแผ่นหลังเกียจคร้านของนาง พลางทรงคิดในพระทัย สตรีผู้นี้มีตรงไหนเหมือนสตรีในยุคนี้ที่ควรอ่อนโยน สำรวม และรู้กาลเทศะกัน? แต่ไม่ว่าอย่างไร คราวนี้ก็ต้องขอบใจนางจริง ๆ
พระองค์ทรงรู้สึกพระทัยสั่นวูบอยู่พักหนึ่ง พลางอดคิดไม่ได้ว่า หากคราวนี้ฉีซื่อไม่มาส่งข่าวและลงมือช่วย พระองค์อาจถูกเผาสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่กลางวันแล้วก็เป็นได้
ฉีเล่อเล่อกลับถึงจวนแม่ทัพ ฮูหยินแม่ทัพก็รีบให้คนมาเชิญนางไปพบทันที
ฉีเล่อเล่อคารวะแล้วจึงนั่งลง “ท่านแม่บุญธรรมวางใจเถิดเจ้าค่ะ ฝ่าบาทเสด็จกลับวังแล้ว ตอนนี้กำลังกวาดล้างพวกกบฏที่เหลืออยู่ อีกไม่นานทุกอย่างก็น่าจะสงบ ส่วนทางท่านพ่อบุญธรรม ฝ่าบาทจะทรงส่งคนไปแจ้งข่าวเอง คาดว่าอีกไม่นานก็คงกลับมาได้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินสวีจึงค่อยวางใจ รีบสั่งคนเตรียมน้ำหอมสำหรับอาบและอาหารให้ฉีเล่อเล่อ “หว่านเอ๋อร์ เจ้าจะอาบน้ำก่อน หรือกินอะไรสักหน่อยก่อน? คงหิวแย่แล้วกระมัง”
ฉีเล่อเล่อตอบ “ข้ากินขนมในวังไปสองสามชิ้นแล้วเจ้าค่ะ ขอไปอาบน้ำก่อน วิ่งเสียจนเหงื่อท่วมตัว”
.......................................................
วันถัดมา ราชสำนักตกอยู่ท่ามกลางพายุคาวเลือด พวกกบฏถูกกวาดล้างทีละกลุ่ม เลือดไหลนองแทบเป็นสายธาร แวดวงขุนนางไม่ต่างจากการพนัน พลาดเพียงก้าวเดียวก็อาจทำให้ทั้งเก้าชั่วโคตรถูกประหาร โดยเฉพาะความผิดฐานกบฏเช่นนี้ แทบไม่มีทางได้รับการละเว้น
แม่ทัพสวีกลับถึงเมืองหลวงแล้วแต่ยังไม่ได้กลับจวน เพียงส่งคนมาส่งข่าวว่า สองวันนี้ให้ปิดประตูจวนให้แน่นหนา ระวังพวกกบฏย้อนกลับมาแก้แค้น
ฮูหยินสวีกลอกตาอย่างหมดคำพูด คิดในใจ รอให้ท่านมาเตือน ทุกอย่างก็คงสายไปหมดแล้ว เจ้าทึ่มอย่างท่านพุ่งอยู่แนวหน้าตลอด จวนแม่ทัพของพวกเราถูกแก้แค้นจนชินแล้วด้วยซ้ำ ไล่คนไปตั้งหลายระลอกแล้ว
ฉีเล่อเล่อนั่งอยู่บนหลังคา รอบกายวางก้อนหินน้อยใหญ่ไว้มากมาย พอเห็นเงาคนหลายคนกำลังปีนกำแพงเข้ามา นางก็หยิบหินขว้างออกไปอย่างรวดเร็วหลายก้อน
ฮูหยินสวีได้ยินเสียงแหวกอากาศก็ดังถาม “หว่านเอ๋อร์ คราวนี้กี่คน?”
ฉีเล่อเล่อตอบ “ท่านแม่บุญธรรม ทางทิศตะวันตก สี่คนเจ้าค่ะ ตกอยู่ข้างนอกกำแพงสอง ข้างในอีกสอง”
ฮูหยินสวีรีบสั่งบรรดาผู้คุ้มกันในจวน “เร็ว ไปเก็บคนมา เร็วเข้า!”
เหล่าผู้คุ้มกันวิ่งไปทางทิศตะวันตก พลางบ่นพึมพำ “พวกเรามีไว้ประดับฉากอย่างเดียวสินะ?”
ถึงปากจะพูดเช่นนั้น แต่ความรู้สึกที่แทบไม่ต้องออกแรงก็ชนะได้แบบนี้ ช่างน่าพอใจเสียจริง
ความวุ่นวายดำเนินอยู่สามวันจึงค่อยสงบลง
จากนั้นพระราชโองการฉบับหนึ่งก็มาถึงจวนแม่ทัพ
“ด้วยพระบรมราชโองการแห่งโอรสสวรรค์ บัดนี้ฉีหว่าน บุตรสาวบุญธรรมของแม่ทัพ มีความชอบต่อบ้านเมือง ช่วยแบ่งเบาพระราชภาระและถวายการช่วยเหลือฝ่าบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหูโก๋วจวิ้นจู่ พระราชทานศักดินาหนึ่งจวิ้น ให้รับผลประโยชน์จากภาษีในเขตศักดินา และให้บรรดาศักดิ์สืบทอดได้สามรุ่น จบพระราชโองการ”
ฉีเล่อเล่อรับพระราชโองการมา ก่อนให้คนนำไปตั้งบูชาไว้ที่จวนแม่ทัพชั่วคราว รอให้นางย้ายกลับเรือนของตนแล้วค่อยอัญเชิญกลับไป ในใจนางอดคิดไม่ได้ ฝ่าบาททรงใจกว้างไม่น้อยเลย แต่...นางก็ไม่ได้คิดจะแต่งงานเสียหน่อย แล้วสืบทอดสามรุ่นนี่จะเอาไปทำอะไร?