ลุงหลิวใช้แส้แตะหลังวัวแก่เบา ๆ ทีหนึ่ง วัวแก่ก็เริ่มก้าวเดินดังตึกตักไปตามทาง
ฉีเล่อเล่อนั่งอยู่ด้านหน้า สีหน้าสบายอกสบายใจ “ลุงหลิว กว่าจะถึงหมู่บ้านของเรา ถ้าวัวแก่เดินด้วยความเร็วเท่านี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะ?”
ลุงหลิวตอบเสียงดังฟังชัด “ยังไงก็ต้องสองชั่วโมง ทางบนเขาก็เป็นแบบนี้แหละ บางครั้งถึงจะมองเห็นจุดหมายแล้ว แต่กว่าจะเดินไปถึงก็ยังต้องใช้เวลาอีกนาน ที่เขาว่ามองเห็นภูเขาอยู่ตรงหน้าแต่ควบม้าจนตายก็ยังไปไม่ถึงนั่นแหละ ทางบนเขาขรุขระ แถมยังมีทางโค้งเยอะ”
ฉีเล่อเล่อมองทางสายเล็กที่คดเคี้ยวขึ้นลง “แต่ในภูเขาก็มีของดีเหมือนกันนะคะ อยู่ใกล้เขาก็หากินกับเขา อยู่ใกล้น้ำก็หากินกับน้ำ พวกเราอยู่ในภูเขา อย่างไรก็คงไม่อดตาย”
น้ำเสียงของลุงหลิวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “ก็ใช่น่ะสิ หลายปีก่อนตอนเกิดภัยธรรมชาติ ได้ยินว่าหลายพื้นที่มีคนอดตายกัน ที่นี่ของเราตอนนั้นก็ลำบากเหมือนกัน แต่ยังดีที่อาศัยภูเขาลูกใหญ่นี่ ถึงได้เลี้ยงคนอย่างพวกเราให้รอดมาได้ทั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านของเราไม่มีใครอดตายสักคน”
ป๋ายฉี่เฉิงรับช่วงถาม “ลุงหลิว ฤดูนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงงานเกษตรยุ่งหรือยังครับ?”
ลุงหลิวหัวเราะ “ตอนพวกเธอมานี่ยังดีอยู่ ต้นกล้าเพิ่งโตได้ไม่สูงมาก งานก็มีแค่ถอนหญ้าใส่ปุ๋ย ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก เพียงแต่ต้องก้มหน้าทั้งวันจนเวียนหัว พอถึงเดือนกรกฎาคมสิงหาคมก็ต้องถางหญ้าพรวนดิน แล้วยังต้องเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ตอนนั้นงานจะหนักขึ้นเยอะ ช่วงที่ยุ่งที่สุดคือปลายเดือนกันยายน ที่นี่เข้าฤดูใบไม้ร่วงเร็ว ประมาณวันที่หนึ่งตุลาคมก็ต้องเริ่มเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ช่วงนั้นเหนื่อยที่สุด ต้องรีบกินของดี ๆ บำรุงร่างกายไว้แต่เนิ่น ๆ ไม่อย่างนั้นร่างกายจะทรุดเอาได้”
หวังป๋อเซวียนรูปร่างค่อนข้างเตี้ยเล็ก เขาถามเสียงเบา “ลุงหลิว ถ้าพวกเราทำงานที่นี่หนึ่งปี จะพอมีเหลือเก็บบ้างไหมครับ?”
ที่บ้านของเขายังมีน้องชายกับน้องสาว หากมีเหลือเก็บ เขาก็จะได้ส่งอาหารกลับบ้านไปบ้าง แบบนั้นพ่อแม่จะเกลียดเขาน้อยลงบ้างหรือเปล่า?
ลุงหลิวยิ้ม “คิดเรื่องกินให้อิ่มท้องตัวเองก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องอื่นเถอะ ร่างกายเล็ก ๆ อย่างเธอนี่คงลำบากหน่อย แต่ถ้าเป็นพวกที่ร่างกายกำยำแข็งแรง ก็พอจะขึ้นเขาไปเสาะหาของได้ ของป่าจากภูเขาแถวเรานี่ไม่ว่าเอาไปที่ไหนก็เป็นที่นิยมทั้งนั้น”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า ของขึ้นชื่อจากที่นี่ ต่อให้เป็นในยุคหลัง ก็ยังถือเป็นสินค้าระดับสูง
เธอถามด้วยความอยากรู้ “ลุงหลิว ของในภูเขาเก็บได้ตามใจเลยหรือคะ?”
ลุงหลิวใช้แส้แตะวัวแก่เบา ๆ อีกครั้ง พลางส่งเสียงเร่งมัน ก่อนตอบว่า “จะเก็บตามใจก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่พวกเราต่างทำตามกฎที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมา ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือทะเล ถ้าไม่มีการควบคุม คนเราก็กอบโกยจนหมดได้ทั้งนั้น เรื่องพวกนี้ไม่มีใครตั้งกฎตายตัวหรอก แต่พวกเรารู้จักยับยั้งชั่งใจ อีกอย่าง ตอนนี้ทุกอย่างเป็นของรัฐ ถ้าหาอะไรมาได้ก็ต้องส่งให้กองการผลิตแล้วแบ่งให้ทุกคน พอถึงฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว หมู่บ้านจะจัดการล่าสัตว์พร้อมกัน สัตว์ที่ล่ามาได้ หลังจากหักส่วนที่ต้องส่งมอบแล้วก็จะแบ่งให้ทุกคน ถ้าอยากเก็บไว้กินนาน ๆ ก็ทำเป็นเนื้อตากแห้งแขวนไว้ กินได้นานกว่าครึ่งปีเลย”
ป๋ายฉี่เฉิงมีสีหน้าครุ่นคิด หวังป๋อเซวียนมีสีหน้าขมขื่น ส่วนฉีเล่อเล่อมองภูเขาลูกใหญ่ด้วยรอยยิ้มสดใส
เหล่าสัตว์ตัวน้อยในภูเขาพากันสั่นสะท้าน—สัตว์ร้ายมาแล้ว...
สิ่งที่ลุงหลิวไม่ได้พูดก็คือ ปกติถ้าชาวบ้านจับไก่ป่าหรือกระต่ายป่าได้สักตัวสองตัว ก็มักแอบเอาไปกินกันเอง ขอแค่อย่าเอิกเกริกก็พอ เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องบอกเด็กยุวปัญญาชนเหล่านี้ เดี๋ยวพวกเขาเห็นแก่ของกินเพียงไม่กี่คำแล้วพากันขึ้นเขาจนเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า ๆ
อีกอย่าง คนในหมู่บ้านต่างถือว่าทรัพยากรเหล่านี้เป็นของหมู่บ้านตนเอง หากพวกยุวปัญญาชนหาไปมากเกินไป ชาวบ้านย่อมไม่พอใจ บนเส้นทางภูเขามีทางแยกอยู่มากมาย แต่ละสายมุ่งไปยังหมู่บ้านต่างกัน หากไม่คุ้นเคยกับเส้นทางก็ยากจะแยกออกว่าทางไหนไปหมู่บ้านใด
หมู่บ้านอู่เฟิงตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของภูเขา ไม่ว่าภายนอกจะเกิดลมฝนแปรปรวนเพียงใด ที่นี่ก็ยังนับว่าสงบเงียบ ไม่นานพวกเขาก็เข้ามาถึงหมู่บ้าน
ริมถนนตรงปากหมู่บ้าน ใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้างประตูบ้าน และนอกกำแพงลานบ้าน ล้วนมีชาวบ้านนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ ยามค่ำ ลมอ่อน ๆ บนภูเขาพัดมาให้ความรู้สึกเย็นเล็กน้อย แต่กลับสบายมาก
ตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงงานเกษตรยุ่ง แต่ละบ้านจึงกินอาหารวันละสองมื้อ เวลานี้ใกล้หนึ่งทุ่มแล้ว แทบทุกบ้านกินมื้อเย็นเสร็จกันหมดแล้ว
ลุงหลิวพาพวกเขาไปส่งที่ทำการกองการผลิต ผู้ใหญ่บ้านได้รับข่าวจากชาวบ้านก็รีบเดินทางมา
ผู้ใหญ่บ้านแซ่กัว อายุสี่สิบกว่า ใบหน้าคล้ำแดด เต็มไปด้วยร่องรอยกรำแดดกรำลม เขามองยุวปัญญาชนมาใหม่ทั้งห้าคนแล้วถอนหายใจ ฉีเล่อเล่อรูปร่างผอมสูง ใบหน้าอ่อนโยน มองอย่างไรก็ไม่เหมือนคนมีเรี่ยวแรง
ป๋ายรั่วผิวขาวเนียน ดูไร้เดียงสาอยู่บ้าง แค่เห็นก็รู้ว่าเติบโตมาอย่างทะนุถนอม หวงเสี่ยวอวี่รูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเหลืองเพราะขาดสารอาหาร ดูก็รู้ว่าฐานะทางบ้านไม่ดี เด็กในเมืองที่เป็นแบบนี้มีไม่มากนัก
ป๋ายฉี่เฉิงอายุไม่มาก แต่ดูเป็นคนสุขุมมั่นคง เสื้อผ้าที่สวมดูธรรมดา ทว่าความจริงกลับเรียบง่ายอย่างจงใจ เพราะเนื้อผ้าล้วนเป็นของดี
หวังป๋อเซวียนรูปร่างเตี้ยเล็ก ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ ราวกับมีเรื่องหนักอกอยู่มากมาย
นี่มีสักคนที่ดูเหมือนจะทำงานไหวหรือ? เขาเป็นหัวหน้ากองการผลิต จะปล่อยให้พวกยุวปัญญาชนอดตายก็คงไม่ได้มิใช่หรือ? ยังไงก็ต้องคอยดูแลพวกเขาสักหน่อยไม่ใช่หรือไง?
เฮ้อ แบบนี้ต้องถูกชาวบ้านด่าอีกแน่! ชาวบ้านชอบบอกว่าเขาเห็นคนนอกดีกว่าคนใน คอยแต่เข้าข้างคนนอก แต่เขาจะทำอย่างไรได้!
เขาพยักหน้าให้คนทั้งห้า “ไปเถอะ ตามฉันไปที่พักยุวปัญญาชน วันนี้จัดที่พักให้เรียบร้อยก่อน พรุ่งนี้พวกเธอค่อยไปหาเจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อรับเสบียงอาหาร พวกเธอเพิ่งมา ของพวกนี้ถือว่าให้ยืมไปก่อน ประหยัดกันหน่อย อดทนให้ผ่านปีนี้ไป พอถึงปีหน้าก็ต้องดูว่าพวกเธอหาแต้มแรงงานได้มากแค่ไหน ถึงตอนนั้นค่อยหักของที่ยืมไปจากส่วนที่พวกเธอหาได้”
หวงเสี่ยวอวี่บ่นพึมพำ “นี่ยังต้องหักคืนอีกเหรอ? แล้วถึงตอนนั้นพวกเราจะยังมีอะไรกินอีกหรือ?”
หัวหน้ากัวได้ยินแล้วก็ไม่พอใจ “แล้วเธอคิดว่าต้องทำยังไงถึงจะถูก? ให้เธอกินฟรี ๆ อย่างนั้นหรือ?”
หวงเสี่ยวอวี่บ่นเสียงเบา “พวกเรามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาชนบทนะ”
หัวหน้ากัวเหลือบมองเธออย่างไม่สบอารมณ์ ขี้เกียจจะถือสาเด็กไม่รู้ความคนหนึ่ง ยังจะมาช่วยสนับสนุนการพัฒนาชนบทอีก! ที่ดินในหมู่บ้านก็มีอยู่แค่นี้ งานใช้แรงงานต้องการพวกเธอที่ไหนกัน? เห็น ๆ อยู่ว่ามาแย่งอาหารชาวนากินต่างหาก!
แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่หมู่บ้าน คำพูดเหล่านี้ทำได้เพียงวนเวียนอยู่ในใจสองรอบ ไม่อาจพูดออกมาได้สักคำ ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกที่เขามีต่อยุวปัญญาชนกลุ่มใหม่ก็แย่ลงทันที ไม่รู้ความจริง ๆ เด็กแบบนี้น่ารำคาญเสียเหลือเกิน
ที่พักยุวปัญญาชนอยู่ห่างจากบริเวณบ้านเรือนของชาวบ้านหลายร้อยเมตร เป็นบ้านชั้นเดียวหลังเล็ก ๆ เรียงกันเป็นแถว ด้านนอกมีกำแพงล้อมอยู่โดยรอบ กำแพงค่อนข้างสูงและสร้างไว้อย่างแข็งแรงมาก
ที่นี่อยู่กลางภูเขา ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีสัตว์ป่าลงมาจากเขา การสร้างกำแพงให้สูงก็เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเหล่ายุวปัญญาชน แน่นอน หากตัวเองวิ่งเข้าไปในภูเขาแล้วถูกสัตว์ป่าตะปบเข้า จะไปโทษคนอื่นไม่ได้
หัวหน้ากัวไม่ได้เข้าไปในที่พักยุวปัญญาชน เขายืนอยู่ด้านนอกแล้วตะโกนเรียก “เหลียงเชา ออกมาหน่อย”
ด้านในมีเสียงขานรับ ก่อนชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งจะเดินออกมา “ผู้ใหญ่บ้าน?”
หัวหน้ากัวชี้ไปยังคนทั้งห้า “พวกนี้เป็นยุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่ นายช่วยจัดที่พักให้พวกเขา แล้วอธิบายกฎต่าง ๆ ให้ฟังด้วย”
พูดจบเขาก็ไม่เสียเวลาพร่ำต่อ สะบัดมือแล้วเดินจากไป แต่ละวันก็เหนื่อยแทบตายอยู่แล้ว หวังว่าเด็กพวกนี้จะอยู่กันอย่างสงบเสงี่ยม อย่าก่อเรื่องให้เขาต้องตามแก้ก็พอ