ยาชนิดนี้มหัศจรรย์มาก มันไม่มีพิษอะไร แต่จะเร่งให้พลังชีวิตของคนค่อย ๆ ดับสูญเร็วขึ้นของจากบัณฑิตพิษร้อยชนิด ราชาพิษแห่งยุทธภพนั้น เธอเก็บมาไม่น้อยเลย
ในโลกก่อน หมอนั่นเป็นคนก้ำกึ่งระหว่างฝ่ายธรรมะกับอธรรม ถูกเธอไล่ล่าอยู่นานหลายปี สุดท้ายก็หมดฤทธิ์หมดเดชอย่างสิ้นเชิง แล้วปลีกตัวไปใช้ชีวิตในป่าเขา
หวังเหวินเฉียงไม่ใช่ชอบหลินหวนมากหรือ? ชอบอยู่กับคนที่ตัวเองรัก แล้วมีลูกที่ตัวเองรักด้วยกันใช่ไหม? หวังว่าอีกหนึ่งปีต่อมา ตอนที่หลินหวนผมหงอกขาวโพลน ร่างกายร่วงโรยใกล้ตาย ความรักของพวกเขาจะยังยืนยาวได้เหมือนเดิม
หลินหวนหลบการกรอกยาของโจรคนนี้ไม่พ้น ความหวาดกลัวพลันผุดขึ้นในใจ แต่กลับไม่มีแรงต่อต้านแม้แต่น้อย ทำได้เพียงดิ้นรนขอความเมตตา
เด็กสองคนถูกเสียงดังปลุกจนตื่น พวกเขาตกใจจนร้องลั่นแล้ววิ่งเข้ามา
ฉีเล่อเล่อไม่สนใจพวกเขา พุ่งตัวลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว
เธอเกือบชนคุณตาคนหนึ่งที่กำลังเดินขึ้นมาจากชั้นหนึ่งจนกระเด็น ชายชราตกใจรีบแนบตัวชิดมุมบันไดเพื่อเปิดทางให้เธอ “เชิญคุณไปก่อนเลย เชิญตามสบายครับ”
ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังอยู่ในช่วงคับขัน ฉีเล่อเล่อคงหลุดหัวเราะออกมาแล้ว
เธอพุ่งออกจากเขตที่พักราวกับบิน ก่อนทะยานออกจากตรอกไป จากนั้นใช้พลังพิเศษด้านความเร็ว มุ่งหน้าไปยังชานเมืองอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงชานเมือง เธอถอดเสื้อกั๊กผ้าฝ้ายออก หยิบรถจักรยานยนต์พลังผลึกออกมา แล้วขับมุ่งหน้าไปยังมณฑลจีด้วยความเร็วสูง บางครั้งเจอคนที่เดินทางตอนกลางคืน คนเหล่านั้นต่างตกใจจนแทบเสียขวัญ “บ้าเอ๊ย นี่มันคนอะไร ขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนขับเครื่องบินเลย…”
แม้สายตาของฉีเล่อเล่อจะดีมาก แต่ในยามค่ำคืนเธอก็ยังกลัวว่าจะพุ่งชนต้นไม้หรือตกลงไปในคู จึงแผ่สัมผัสจิตออกไปราวกับเครื่องนำทาง กวาดตรวจสภาพถนนล่วงหน้าไกลออกไปกว่าสองกิโลเมตร
เธอขับต่อเนื่องจนมาถึงบริเวณที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตอนนี้เกือบหกโมงเช้าแล้ว อีกไม่นานก็ถึงเวลาลงงาน
ฉีเล่อเล่อหยิบห่อสัมภาระที่จัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานออกมา แบกขึ้นหลังแล้วเดินกลับไปทางบ้านพักยุวปัญญาชน
ระหว่างทางเจอคนในหมู่บ้าน มีคนถามด้วยความประหลาดใจ “ยุวปัญญาชนหวัง เธอไปทำอะไรมาน่ะ?...”
ฉีเล่อเล่อก้มหน้า พูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง “ฉันไปรับของที่ทางบ้านส่งมาให้ค่ะ กลัวจะเสียเวลาลงงาน เลยออกจากบ้านญาติมาตั้งแต่เช้ามืดค่ะ”
คนในหมู่บ้านต่างมองอย่างเข้าใจทันที “อ้อ งั้นก็รีบกลับเถอะ ออกมาตั้งแต่กลางดึกเลยสินะ?”
นี่คงถูกคนเขาไล่ออกมาตั้งแต่เช้ามืดสินะ?
ฉีเล่อเล่อตอบเสียงเบา “อืม ระหว่างทางได้อาศัยรถที่ผ่านมานิดหน่อยถึงกลับมาได้”
คนนั้นพยักหน้า ก่อนถือผักป่ากำหนึ่งกลับบ้านไป ให้อาหารไก่สองตัวแต่เช้า แบบนี้อาจออกไข่เพิ่มได้อีกสองฟอง
แต่ไม่นาน ข่าวก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านว่า ยุวปัญญาชนที่มาใหม่มีญาติอยู่ในตัวอำเภอ แต่ญาติไม่ชอบเธอ ถึงกับไล่ออกจากบ้านตั้งแต่กลางดึก
ฉีเล่อเล่อกลับถึงบ้านพักยุวปัญญาชน ใช้คำตอบแบบเดิมรับมือกับคำถามของเหล่ายุวปัญญาชน จากนั้นรีบวางห่อสัมภาระใบใหญ่ ล้างหน้าบ้วนปากแล้วตามคนอื่นไปลงงาน
วันนี้เธอรู้สึกเหนื่อยมาก แต่เพราะอารมณ์ดี จึงรู้สึกว่าท้องฟ้าวันนี้เป็นสีฟ้าสดใสเป็นพิเศษ
งานของวันนี้คือถอนหญ้าในแปลงต้นข้าวสาลี ยุคนี้ยังไม่มียาฆ่าหญ้า การกำจัดวัชพืชจึงต้องใช้มือถอนทั้งหมด ฉีเล่อเล่อคิดว่านี่ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ ถอนหญ้าเอง จะยากอะไรนักหนา
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ถอนหญ้า ถอนหญ้า ถอนหญ้า ทุกคนทำกันอย่างเชื่องช้า...
สองชั่วโมงต่อมา ให้ตายเถอะ หงุดหงิดชะมัด น่าเบื่อเกินไปแล้ว...
จู่ ๆ หญิงชาวบ้านคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้น “ยุวปัญญาชนหวัง ทำไมเธอถอนต้นข้าวสาลีทิ้งไปตั้งเยอะ? ผู้ใหญ่บ้านกัว รีบมาดูหน่อย แบบนี้ไม่ได้นะ...”
หัวหน้ากัวเดินเข้ามา “อ้อ ยุวปัญญาชนหวังเพิ่งทำงานครั้งแรก ยังไม่มีประสบการณ์ ต่อไปก็ระวังหน่อย”
ไม่รู้เพราะอะไร หญิงคนนั้นเหมือนจะเพ่งเล็งฉีเล่อเล่อเป็นพิเศษ “หัวหน้า แบบนี้ไม่ได้หรอก คุณดูสิ ต้นนี้ก็ใช่ ต้นนี้ก็ใช่ เมื่อก่อนคุณเคยพูดไว้ว่า...”
หัวหน้ากัวจนใจ “วันนี้ยุวปัญญาชนหวังถอนต้นข้าวสาลีทิ้งมากเกินไป หักหนึ่งแต้มแรงงาน”
ฉีเล่อเล่อมองพี่สะใภ้เก่อด้วยสายตาเย็นชา “หึ ๆ...”
พวกนี้เป็นต้นที่เธอถอนผิดตอนเหม่อในช่วงแรกงั้นหรือ? จะเป็นไปได้ยังไง เธอระวังอยู่พอสมควร หรือว่าตอนที่เธอไม่ทันสังเกต มีคนจงใจโยนความผิดมาให้?...
หลังเลิกงานช่วงเช้า เธอรีบวิ่งไปหาผู้ใหญ่บ้าน “ลุงหัวหน้า ฉันขอถามอะไรหน่อยค่ะ”
หัวหน้ากัวส่งเสียงหึในลำคอ เด็กจากเมืองคนนี้จะมีเรื่องอะไรอีก? คงไม่ใช่ว่าไม่อยากทำงานหรอกนะ? เรื่องนี้เขาไม่ยุ่งอยู่แล้ว ไม่ทำงานก็ไม่มีแต้มแรงงาน ถึงเวลาไม่ได้แบ่งเสบียงก็อย่ามาโทษเขา
ฉีเล่อเล่อถาม “ลุงหัวหน้า มีงานอื่นให้ทำไหมคะ? งานนี้น่าเบื่อเกินไป”
หัวหน้ากัวพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “มีก็มีอยู่หรอก แต่กลัวว่าเธอจะทำไม่ไหว”
ฉีเล่อเล่อ “งานอะไรคะ? ขอแค่เป็นงานใช้แรง ฉันทำได้หมด”
เธอมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอมีแรงตั้งเยอะ จะมีงานอะไรที่ฉีเล่อเล่อทำไม่ได้?
หัวหน้ากัวแค่นหัวเราะ “ยังมีอีกงาน ตักส้วม! เธอทำไหวไหม?”
ฉีเล่อเล่อก้มหน้าลงทันที “งั้นช่างเถอะค่ะลุงหัวหน้า ฉันถอนหญ้าต่อก็ได้!”
เธอก้มหน้าเดินตามหลังหัวหน้ากัวไปได้ครู่หนึ่ง ป๋ายรั่วก็ดึงแขนเสื้อเธอ “เล่อเล่อ รีบกลับกันเถอะ พักกลางวันสักหน่อย เดี๋ยวก็ต้องกลับมาถอนหญ้าอีก”
ฉีเล่อเล่อบ่นอย่างหงุดหงิด “ทำไมในแปลงต้องมีหญ้าขึ้นด้วยนะ?”
หัวหน้ากัวเหลือบมองเธอทีหนึ่ง พูดไร้สาระ ถ้าในแปลงไม่ขึ้นหญ้า จะให้ขึ้นคำขวัญสามัคคีแทนหรือไง?
กลับไปกินข้าวแบบลวก ๆ ฉีเล่อเล่อก็เปิดห่อสัมภาระ หยิบเครื่องนอนออกมาปูบนเตียงเตา แล้วนอนมองเพดาน
แน่นอนว่าเธอรู้จักสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่ายาฆ่าหญ้าพาราควอต แต่เพราะมันมีพิษรุนแรงมาก หลังใช้อยู่หลายปีก็ถูกสั่งห้าม เธอฝืนทำงานต่ออีกทั้งบ่าย งานที่ต้องค่อย ๆ ทำทีละนิดแบบนี้ทำให้เธอหงุดหงิดอย่างมาก
ป๋ายรั่วได้เพียงสี่แต้มแรงงาน แต่เธอไม่ได้ใส่ใจนัก หวงเสี่ยวอวี่กลับได้แต้มเต็ม แต่เหนื่อยจนแทบยืดเอวไม่ตรง
ถึงอย่างนั้น เธอยังเชิดคางสูง มองคนอื่นอย่างเหนือกว่า “ยุวปัญญาชนใหม่แล้วไง ฉันก็ยังเก่งเหมือนเดิม ดูสิว่าใครจะกล้าดูถูกฉัน”
เฉียนเสี่ยวลี่ยังเตือนเธอ “ทำงานให้เบาลงหน่อย ถ้าฝืนจนเจ็บตัวขึ้นมา เดี๋ยวช่วงหลังจะทำงานไม่ไหว โดยเฉพาะเธอเพิ่งเริ่มใช้แรงงาน ยิ่งบาดเจ็บง่าย”
หวงเสี่ยวอวี่รับปาก “ขอบคุณนะพี่เสี่ยวลี่ ฉันรู้แล้ว”
แต่ในใจก็คิด ไม่ใช่เพราะอิจฉาที่ฉันทำงานเก่งหรือไง?
ในบรรดายุวปัญญาชนหญิง มีเพียงเธอคนเดียวที่ได้แต้มเต็ม ส่วนฉีเล่อเล่อไม่รู้เพราะอะไรถึงถอนต้นข้าวสาลีหลุดไปหลายต้น ถูกชาวบ้านเห็นเข้าแล้วไปร้องเรียนกับหัวหน้า หัวหน้าถูกร้องเรียนจนรำคาญ จึงหักแต้มแรงงานของฉีเล่อเล่อไปหนึ่งแต้ม
ฉีเล่อเล่อมองออกไปด้านนอก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เอาสิ เล่นกันสินะ งั้นก็เล่นด้วยกันให้หมดนี่แหละ
....................................................……
ส่วนบ้านของหวังเหวินเฉียงในเมืองหลวง หลังฉีเล่อเล่อจากไปก็เรียกได้ว่าตกอยู่ในสภาพทุกข์ระทมอย่างแท้จริง
หวังเหวินเฉียงกับหลินหวนบาดเจ็บเหมือนกันไม่มีผิด เรื่องโดนตบไปกี่ครั้งไม่ต้องพูดถึง ใบหน้าบวมเหมือนหัวหมูก็ยังพอมองข้ามได้ ที่หนักที่สุดคือขาหักกับมือหัก
เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงแล้วรีบมาดู เห็นหวังเจียเป่ากับหวังจิงจิงเอาแต่ร้องไห้ ก็รีบเข้าไปดูผู้ใหญ่ทั้งสอง
หวังเหวินเฉียงกับหลินหวนนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น น้ำมูกน้ำตาเปื้อนเต็มหน้า
คุณลุงจากชั้นหนึ่งในที่สุดก็ขึ้นมาถึง สีหน้าซีดเขียวด้วยความตกใจ ให้ตายเถอะ เมื่อคืนเขาเจอตัวอะไรกันแน่? เกือบทำเขาตกใจตายแล้ว!
เพื่อนบ้านหลายคนช่วยกันยกสามีภรรยาทั้งคู่ไปโรงพยาบาลอย่างกระตือรือร้น มองแวบเดียวก็รู้ว่าบาดเจ็บไม่น้อย ขาน่าจะหัก หญิงสาวบ้านตรงข้ามเปิดประตูออกมา ยืดคอมองเข้าไปในบ้านของหวังเหวินเฉียง สามีของเธอร่างกายแข็งแรง จึงเป็นกำลังหลักในการช่วยยกคน
เธอเบ้ปาก “บ้านนี้แต่ละวันมีแต่เรื่อง จะอยู่กันสงบ ๆ บ้างไม่ได้หรือไง!”
……....................................................
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ตำรวจจึงส่งคนมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที
เสิ่นจิ้งอวี่มองสถานที่คุ้นเคยตรงหน้า นี่เรียกว่าขโมยจนเกลี้ยงจริง ๆ! เห็นชัด ๆ ว่ามีความแค้นกันอยู่ ขโมยที่ไหนจะเอาไปหมดทุกอย่างแบบนี้? ยังทุบเฟอร์นิเจอร์ของเจ้าของบ้านจนพังอีก! แถมยังทำร้ายคนจนพิการ! ยังกรอกยาให้หลินหวนอีก ถึงแม้จะตรวจไม่พบสารพิษก็ตาม
คนร้ายนี่ชั่วจริง ๆ! นี่ไม่ใช่การลักขโมยธรรมดาแล้ว แต่เป็นการบุกเข้าบ้านชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย!
ผลกระทบของคดีร้ายแรงมาก จนกรมตำรวจให้ความสำคัญและมีคำสั่งให้สืบสวนอย่างละเอียด!