ในชีวิตก่อนของเจ้าของร่างเดิม กัวลี่ลี่ใช้เงินกว่าหนึ่งพันหยวนซื้อตำแหน่งงานมาได้หนึ่งตำแหน่ง
เมืองหลวงเป็นสถานที่ที่มีคนร่ำรวยและมีอำนาจอยู่มากมาย ครอบครัวอย่างพวกเขา ต่อให้มีเงินก็ซื้อตำแหน่งงานดี ๆ ไม่ได้ แม้ชีวิตของกัวลี่ลี่จะไม่ได้ดีอย่างที่หวังนัก แต่อย่างไรก็ยังดีกว่าเจ้าของร่างเดิม
ฉีเล่อเล่อแค่นหัวเราะเย็นชา ใช้เงินของแม่เจ้าของร่างเดิมแท้ ๆ แต่กลับหลอกเด็กสาวตัวเล็ก ๆ อย่างเจ้าของร่างเดิมให้ไปอยู่ชนบท จนสุดท้ายต้องตายอย่างน่าอดสู พวกเขายังใช้ชีวิตกันอย่างสบายใจได้อีกหรือ?
กว่ายุวปัญญาชนทั้งเก่าและใหม่จะกลับมายังต้องรออีกพักหนึ่ง คนที่รับหน้าที่ทำอาหารจึงกลับมาถึงก่อน
วันนี้เป็นเวรของหวังป๋อเซวียนกับหลิวชิงซาน พอทั้งสองเดินเข้าห้องครัวก็เห็นกระต่ายวางอยู่
“โอ้โฮ กระต่ายกับเห็ดมาจากไหนเนี่ย?”
ฉีเล่อเล่อพิงกรอบประตู “อยากกินก็รีบจัดการแล้วทำให้สุก ยังจะโวยวายอีก เดี๋ยวหมาป่าก็ได้ยินเสียงแล้วตามมาหรอก”
เธอชี้พริกป่าที่วางอยู่บนพื้น “ใส่นี่ลงไปด้วย”
ชายหนุ่มทั้งสองส่งเสียงเฮ “ขอบคุณครับลูกพี่!”
จากนั้นก็ลงมือจัดการอย่างคล่องแคล่ว ตอนที่เหล่ายุวปัญญาชนกลับมาถึง กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยไปไกลแล้ว หวงเสี่ยวอวี่มองก้อนเนื้อติดมันของตัวเอง...ไม่ใช่สิ มองน้องสาวแสนดีอย่างป๋ายรั่ว “เธอเอาเนื้อกระป๋องให้พวกเขาไว้เหรอ?”
ในสายตาของหวงเสี่ยวอวี่ เนื้อกระป๋องนั่นย่อมต้องมีส่วนของตัวเองอยู่ด้วย ถ้าป๋ายรั่วเปิดเนื้อกระป๋องกิน จะกล้าปล่อยให้เธอนั่งมองเฉย ๆ หรือ? ดังนั้นน้ำเสียงของเธอจึงเจือความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
ช่วงนี้ป๋ายรั่วสนิทกับฉีเล่อเล่อมากขึ้น จึงเริ่มมีความคิดบางอย่างต่อพี่สาวคนนี้ พอได้ยินคำถามก็ขมวดคิ้ว “ฉันไม่ได้ให้พวกเขา อีกอย่าง ฉันจะให้หรือไม่ให้แล้วเกี่ยวอะไรกับเธอ ของก็ไม่ใช่ของเธอสักหน่อย”
พูดจบก็สะบัดเปียแล้วเดินจากไป
หวงเสี่ยวอวี่โมโหจนแก้มป่อง แต่ฝีเท้ากลับไม่ได้ช้าลงเลย หึ มีของอร่อย จะขาดส่วนของเธอได้ยังไง?
ฉีเล่อเล่อนั่งอยู่ในลานบ้าน
สายลมอ่อน ๆ พัดมาเป็นระยะ ให้ความรู้สึกสบายเป็นพิเศษ ไม่นานนัก ยุวปัญญาชนทั้งเก่าและใหม่ก็ทยอยเดินเข้ามาขอบคุณเธอทีละคน “ขอบคุณครับลูกพี่”
“ขอบคุณลูกพี่หวัง”
ฉีเล่อเล่อ “……”
ป๋ายรั่วล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินเข้ามา กอดแขนฉีเล่อเล่อไว้ “เล่อเล่อ เธอดีจริง ๆ เนื้อกระต่ายหอมมากเลย”
ฉีเล่อเล่อลูบศีรษะเธอ ช่างเหมือนลูกแมวตัวหนึ่งจริง ๆ
ป๋ายรั่วจ่ายเงินจ้างหวงเสี่ยวอวี่ ส่วนหวงเสี่ยวอวี่ก็นั่งซักเสื้อผ้าขยี้ไปมาอย่างน้อยอกน้อยใจ จบกัน ก้อนเนื้อติดมันของเธอหลุดมือไปแล้ว ช่างเถอะ อย่างน้อยซักเสื้อผ้าหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้างก็ยังดี
ไม่นาน อาหารก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ ทุกคนได้ข้าวแห้งคนละหนึ่งชาม!
สำหรับมื้อเย็นแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากมาก ปกติพวกเขาจะกินอาหารแห้งในมื้อเช้า เพื่อให้มีแรงทำงานช่วงบ่าย ส่วนมื้อเย็นโดยทั่วไปจะกินโจ๊ก แต่ตัวฉีเล่อเล่อเองไม่ได้ขาดแคลนอาหารอยู่แล้ว
ทุกคนก้มหน้าก้มตากินกันอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อป้องกันไม่ให้แย่งกันจนถึงขั้นทะเลาะวิวาท เหลียงเชาจึงพยายามแบ่งเนื้อกระต่ายกับเห็ดให้ทุกคนอย่างยุติธรรมที่สุด
ฉีเล่อเล่อมองเขา เด็กหนุ่มคนนี้ใช้ได้ แบบนี้สิถึงเรียกว่าเป็นผู้นำ ถ้าเห็นแก่ตัวมากเกินไปก็ง่ายที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง
ทุกคนต่างนึกโล่งใจว่า โชคดีที่บ้านของชาวบ้านอยู่ห่างจากบ้านพักยุวปัญญาชน ไม่อย่างนั้นหากมีเด็กสักหลายคนมายืนมอง จะให้กินหรือไม่ให้กินดีล่ะ? แม้ในภูเขาแถวนี้จะมีทั้งไก่ป่าและกระต่ายป่า แต่จะมีสักกี่คนที่จับพวกมันได้? สัตว์ในภูเขาพวกนี้ฉลาดและว่องไวจะตายไป
ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เพียงแต่น้อยเกินไป คนก็มีมาก ถึงชายหนุ่มสองคนจะพยายามสับกระต่ายเป็นชิ้นเล็กที่สุดแล้ว แต่แต่ละคนก็ยังได้เนื้อเพียงไม่กี่ชิ้น
ฉีเล่อเล่อมองบรรยากาศครึกครื้นตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา พลางเฝ้ารออยู่ในใจ เมื่อกัวลี่ลี่ตัวพ่วงคนนั้นมาถึง แล้วเพราะความขัดแย้งระหว่างพวกเธอทำให้ทุกคนไม่ได้กินเนื้ออีก คนพวกนี้จะทำอย่างไรกันนะ?
กระต่ายตัวเดียวแลกกับการที่ทุกคนพร้อมใจกันเย็นชาใส่กัวลี่ลี่ คุ้มแล้ว
หลังจากกินอาหารเสร็จและเพิ่งเก็บกวาดเรียบร้อย ยุวปัญญาชนคนใหม่ก็มาถึง
คราวนี้ถูกจัดสรรมาเพียงคนเดียว ฉีเล่อเล่อยิ้มออกมา
ตอนที่กัวลี่ลี่เห็นหนังสือแจ้งให้ลงชนบท เธอก็รู้แล้วว่าตัวเองกับฉีเล่อเล่อถูกส่งมายังพื้นที่เดียวกัน แต่จะเป็นหมู่บ้านเดียวกันหรือไม่นั้น เธอไม่แน่ใจนัก ตอนฉีเล่อเล่อออกเดินทาง กัวลี่ลี่ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายถูกส่งไปอยู่ที่ไหนโดยละเอียด
เมื่อเดินตามผู้ใหญ่บ้านกัวเข้ามาในบ้านพักยุวปัญญาชน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นฉีเล่อเล่อทันที
เธอมั่นใจอย่างยิ่งว่าเรื่องที่ตัวเองถูกลงชื่อให้ไปชนบท ต้องเป็นฝีมือของผู้หญิงคนนี้แน่นอน
กัวลี่ลี่มองฉีเล่อเล่อ “น้องสาว เธอนี่จริง ๆ เลยนะ ลงชื่อให้ฉันไปชนบทแล้วทำไมไม่บอกกันสักคำ ทำเอาฉันตั้งตัวไม่ทัน ของก็เตรียมมาไม่ครบ”
เธอคิดจะทำลายชื่อเสียงของฉีเล่อเล่อเสียก่อน คนที่แอบเล่นงานคนอื่นลับหลังแบบนี้ ใครรู้เข้าก็ต้องรังเกียจแน่นอน พูดจบ เธอก็กวาดตามองเหล่ายุวปัญญาชนทั้งเก่าและใหม่รอบตัว แต่กลับเห็นทุกคนมองเธอด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หวงเสี่ยวอวี่ก้มหน้า กลอกตาครุ่นคิดไปมา แต่ไม่กล้าอ้าปากพูด ส่วนเติ้งอวี้ฉีถูกฉีเล่อเล่อจัดการจนกลัวแล้ว แม้จะอยากก่อเรื่อง แต่ก็ไม่มีความกล้าพอจะลงมือ อีกอย่าง วันนี้ทั้งสองเพิ่งกินกระต่ายที่ฉีเล่อเล่อล่ามา จึงไม่หน้าด้านพอจะกระโดดออกมาหาเรื่องอีก ช่างเถอะ อย่าไปยั่วดาวมรณะคนนี้เลย ต่อไปไม่แน่ว่ายังอาจได้อาศัยใบบุญกินของดี ๆ บ้าง
กัวลี่ลี่เห็นว่าไม่มีใครสักคนออกมาสนับสนุนตัวเอง ก็ถึงกับงุนงง
ฉีเล่อเล่อแค่นหัวเราะ “เธอก็แค่ลูกติดที่พ่วงเข้ามาอยู่บ้านตระกูลหวังของเรา แต่ตอนลงชนบทกลับเอาของติดตัวมาไม่น้อยเลยนี่ แม่ของเธอ ซึ่งก็คือแม่เลี้ยงของฉัน เป็นคนลงชื่อให้ฉันไปชนบท แต่กลับไม่ให้ผ้าห่มฉันสักผืน เงินสักเหมาก็ไม่ให้ แม้แต่เงินอุดหนุนสำหรับการลงชนบทของฉันก็ยังยึดไปหมด ถ้าไม่ได้คนอื่นช่วยไว้ ฉันคงไม่มีแม้แต่เครื่องนอนด้วยซ้ำ”
กัวลี่ลี่อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะโต้กลับอย่างไร
เธอรู้ว่าตั้งแต่หวังเล่อเล่อหมดสติไปครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปมาก แต่ครั้งที่อาละวาดรุนแรงที่สุดก็มีเพียงครั้งแรกที่ลงมือตีเธอเท่านั้น
ปกติเวลาอยู่ต่อหน้าคนนอก หวังเล่อเล่อเสแสร้งเก่งมาตลอดไม่ใช่หรือ? ทำไมพอมาถึงที่นี่กลับไม่เสแสร้งแล้ว?
เมื่อครู่ผู้ใหญ่บ้านกัวยังค่อนข้างชอบเด็กสาวอย่างกัวลี่ลี่อยู่เลย อย่างไรเสียก็เขียนอักษร “กัว” สองตัวด้วยพู่กันเดียวไม่ได้ แต่เมื่อห้าร้อยปีก่อน ไม่แน่ว่าอาจเป็นคนตระกูลเดียวกันก็ได้
แต่ตอนนี้พอมองอีกที โอ้โฮ ตัวปัญหาชัด ๆ แถมยังเป็นตัวปัญหาที่สมองไม่ค่อยปราดเปรื่องเสียด้วย
ไม่รู้หรือว่าครอบครัวตัวเองทำอะไรเอาไว้? มาถึงที่ใหม่แทนที่จะพยายามปิดเรื่องไว้ แล้วเอาอกเอาใจเล่อเล่อไม่ให้พูดออกมา กลับเป็นฝ่ายกระโดดออกมาหาเรื่องคนอื่นก่อนเสียเอง!
เขาหันไปพูดกับเหลียงเชา “นี่คือยุวปัญญาชนคนใหม่ กัวลี่ลี่ เธอช่วยจัดการเรื่องที่พักให้ด้วย ฉันไปก่อนละ เหมือนคนอื่นนั่นแหละ พรุ่งนี้ให้พักหนึ่งวัน มะรืนค่อยเข้าร่วมทำงาน”
เหลียงเชายื่นมือไปทางผู้ใหญ่บ้านกัว “หัวหน้า...”
เขาอยากร้องขอความช่วยเหลือเหลือเกิน! ผู้ใหญ่บ้านกัวรีบเดินจากไป ต้องรีบไปให้เร็ว ดูสายตาของเล่อเล่อสิ เย็นเยียบจนเขารู้สึกหนาวไปหมดแล้ว
ฉีเล่อเล่อไม่ได้สนใจกัวลี่ลี่อีก วันเวลายังอีกยาวไกล ไม่ต้องรีบร้อน
…….....................................................
วันต่อมา ขณะที่ทุกคนกำลังทำงานอยู่ในแปลง ผู้ใหญ่บ้านกัวก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “เล่อเล่อ เล่อเล่อ เธอได้รับคำชมเชยแล้ว ฮ่า ๆ ๆ ปีนี้ตำแหน่งดีเด่นของหมู่บ้านเราไม่หนีไปไหนแล้ว!”
ฉีเล่อเล่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตอนที่ช่วยจับหัวขโมยบนรถไฟ เธอก็แค่อยากจับพวกนั้นเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าขบวนรถที่บอกว่าจะส่งจดหมายชมเชยมาให้ จะส่งมาจริง ๆ
เมื่อมองคำว่า “กล้าต่อสู้กับคนร้าย ยื่นมือช่วยเหลือเมื่อเห็นความไม่เป็นธรรม” บนจดหมาย เธอก็ยิ้มออกมา เรื่องดีนี่นา ต่อไปเวลาจะทำอะไรก็สะดวกขึ้นอีก
ชาวบ้านหลายคนพากันเข้ามามุงดูอย่างตื่นตาตื่นใจ “โอ้โฮ เล่อเล่อ นี่มันเรื่องอะไรกัน? เธอทำความดีช่วยเหลือคนอื่นเหรอ เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ!”
ฉีเล่อเล่อตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ไม่มีอะไรน่าเล่าหรอก แค่ตอนอยู่บนรถไฟ ฉันช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำขบวนรถจับหัวขโมยสองคนเท่านั้น”