แต่ป๋ายรั่วไม่ยอมให้เรื่องที่เล่อเล่อทำความดีไม่มีใครรู้ รีบเบียดเข้ามา “ฉันรู้ ตอนอยู่บนรถไฟฉันนั่งติดกับเล่อเล่อ”
เด็กสาวเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงใส ๆ นุ่มนวล ตั้งแต่ฉีเล่อเล่อต่อสู้กับหญิงอ้วนบนรถไฟ เปิดโปงว่าอีกฝ่ายหลบเลี่ยงค่าโดยสาร ไปจนถึงจับหัวขโมยและช่วยคนจำนวนมากเอาเงินที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา เธอเล่าเสียเห็นภาพจนแม้แต่ฉีเล่อเล่อเองยังฟังอย่างเพลิดเพลิน ฉีเล่อเล่อลูบศีรษะป๋ายรั่ว เด็กคนนี้มีแววเป็นนักเล่านิทานอยู่เหมือนกัน
ตอนนี้ฉีเล่อเล่อสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ตอนที่เธอเพิ่งทะลุมิติมา เจ้าของร่างเดิมก็สูงกว่าหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรอยู่แล้ว หลังจากใช้ยาพลังพิเศษ ส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นมาอีกหลายเซนติเมตร
สองวันที่อยู่บ้านยังเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนนัก เดิมทีเธอก็ผอมสูงอยู่แล้ว จึงไม่มีใครใส่ใจ
ส่วนป๋ายรั่วสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรนิด ๆ ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันแบบนี้ จึงสะดวกมากเวลาที่เธอเกาะแขนฉีเล่อเล่อ
เมื่อทุกคนฟังป๋ายรั่วเล่าจบ ก็พากันอุทานด้วยความตกใจ ให้ตายเถอะ คนแบบนี้ใครจะกล้าไปหาเรื่องด้วย!
พวกเขาหันไปมองฉีเล่อเล่อ เด็กสาวคนนี้ดูทั้งผอมทั้งสูง สามารถยกคนอ้วนตัวใหญ่ขึ้นมาได้จริง ๆ หรือ? แถมยังจัดการหัวขโมยที่มีอาวุธได้อย่างง่ายดายอีก?
ฉีเล่อเล่อเลิกคิ้ว ก่อนแกว่งแขนให้ดูสองสามที
ทุกคนมองแล้วคิด ดูอย่างไรก็เหมือนไม่ค่อยมีแรงอยู่ดี
แต่เด็กคนนี้ดุเอาเรื่องจริง ๆ เรื่องที่ไม่ควรไปหาเรื่องด้วยนั้นแน่นอนอยู่แล้ว
……
เมื่อคืนกัวลี่ลี่ต้องนอนเบียดอยู่ท่ามกลางยุวปัญญาชนทั้งเก่าและใหม่ หลับอย่างไม่สบายตัวนัก
วันนี้เธอไม่ต้องลงงาน พอเห็นห่อสัมภาระของฉีเล่อเล่อที่วางอยู่ตรงปลายเตียงเตา ก็เริ่มคันไม้คันมือขึ้นมา
ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีญาติที่มีประโยชน์อะไร ถึงได้ส่งของมาให้มากมายขนาดนี้
ก็จริง ครอบครัวของแม่แท้ ๆ ของอีกฝ่ายเดิมทีก็มีฐานะอยู่บ้าง จะมีญาติเก่ง ๆ สักหลายคนก็ไม่แปลก เพียงแต่ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขากลับมาติดต่อกันได้อย่างไร
ตอนกลางวันทุกคนออกไปลงงานกันหมด กัวลี่ลี่อดใจไม่ไหว สุดท้ายก็แอบเปิดห่อสัมภาระของฉีเล่อเล่อดู ถุย มีแต่เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้าอะไรพวกนี้ ถึงเธอจะอยากหยิบไปมาก แต่พอคิดดูแล้วก็ยังไม่กล้า ตอนนี้เด็กบ้านั่นดุจะตาย
ตอนเที่ยง ทุกคนกลับมากินข้าว ห่าวหมิงจูกับฉู่ผิงอันกลับมาก่อนเพื่อเตรียมอาหารไว้เรียบร้อย วันนี้เป็นเวรทำอาหารของทั้งสองคน
พอฉีเล่อเล่อกลับมา เธอก็เดินเข้าห้องก่อน เมื่อเห็นว่าห่อสัมภาระถูกคนรื้อค้น มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา เธอเดินออกไปในลาน มองกัวลี่ลี่ที่กำลังพูดคุยกับทุกคน ก่อนจะพุ่งเข้าไปอย่างฉับพลัน คว้าตัวอีกฝ่ายขึ้นมาแล้วตบหน้าฉาด ๆ ติดต่อกันหลายที
“เธอเป็นคนรื้อของฉันใช่ไหม ทำไมถึงได้ต่ำช้าขนาดนี้? ฉันจะไปแจ้งตำรวจ ให้ตำรวจจับเธอเข้าคุก!”
กัวลี่ลี่ถูกตบจนมึนงงไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้ก็กรีดร้องพลางพุ่งเข้าใส่ฉีเล่อเล่อ ยื่นมือหมายจะข่วนหน้า พร้อมร้องไห้โวยวายเสียงดัง “หวังเล่อเล่อ นังเด็กบ้า! เห็นแม่ฉันไม่อยู่ที่นี่ก็กล้าลงมือกับฉันแล้วใช่ไหม ฉันจะข่วนหน้าเธอให้เละเลย!”
ไม่รู้ว่ากัวลี่ลี่ได้ลักษณะหน้าตามาจากใคร เธอมีผิวคล้ำ ดวงตาเรียวยาว ปากเล็ก สูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร รูปร่างค่อนข้างอวบ แต่เธอไม่ได้ขี้เหร่ ลักษณะเหล่านี้เมื่อรวมกันกลับดูกลมกลืนดี รูปร่างเหมือนก้อนแป้งอวบ ๆ ดูน่ารักอยู่บ้าง
แต่ใครใช้ให้เธอมีความแค้นกับเจ้าของร่างเดิมกัน ถึงกัวลี่ลี่จะไม่ใช่คนลงมือเอง แต่หลินหวนก็เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของเธอไว้ ถึงได้ยืนกรานจะส่งเจ้าของร่างเดิมลงชนบท ในฐานะคนที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ฉีเล่อเล่อย่อมไม่มีทางปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ฉีเล่อเล่อมองอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามา มุมปากยังคงมีรอยยิ้ม รอให้เธอก่อเรื่องอยู่นี่แหละ ไม่รู้หรือไงว่าไม่หาเรื่องก็ไม่เจ็บตัว?
เธอหัวเราะหึ ๆ “งั้นก็ให้แม่เลี้ยงของฉันมาสิ”
ฉีเล่อเล่อใช้มือข้างเดียวคว้าตัวกัวลี่ลี่ ก่อนเหวี่ยงเธอออกไปนอกบ้านพักยุวปัญญาชนในพริบตา
เหล่ายุวปัญญาชนมองคนที่ลอยผ่านประตูใหญ่ซึ่งเปิดกว้างออกไป ก่อนจะพร้อมใจกันเงียบกริบ
ยุวปัญญาชนหลายคนที่กลับมาทีหลังสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นบางอย่างลอยออกมาจากประตู
จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังตุ้บ เมื่อเห็นกัวลี่ลี่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่มีเสียงอยู่นาน หัวใจของพวกเขาก็เต้นระรัวด้วยความตกใจ นี่สินะเวลาลูกพี่หวังลงมือตีคนจริง ๆ? ยุวปัญญาชนกัว...ยังมีชีวิตอยู่ไหม?
พวกเขาค่อย ๆ เดินเข้าไปตรวจดูอย่างระมัดระวัง อย่าให้ถึงกับมีคนตายเลย ถ้ามีคนตายขึ้นมา บ้านพักยุวปัญญาชนของพวกเขาทั้งหมดคงเดือดร้อนไปด้วย
เรื่องถึงชีวิตย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น ฉีเล่อเล่อรู้ดีว่าควรลงมือหนักเบาเพียงใด
จู่ ๆ กัวลี่ลี่ก็ส่งเสียงร้องโหยหวน “ฉันไม่อยากอยู่แล้ว หวังเล่อเล่อรังแกฉัน ฮือ ๆ แม่จ๋า รีบมาช่วยฉันที ฉันถูกคนรังแกแล้ว...”
เหล่ายุวปัญญาชนคิดพร้อมกัน อ้อ ยังมีแรงร้องขนาดนี้ งั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว
ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปทำสิ่งที่ควรทำ อย่างไรกัวลี่ลี่ก็เสียงดังฟังชัด ดูแล้วไม่ได้เป็นอะไร
เล่อเล่อเหวี่ยงเธอออกไป ก็แสดงว่าเธอต้องเป็นฝ่ายผิด ต้องไปหาเรื่องเล่อเล่อก่อนแน่นอน
ถึงจะอยู่ด้วยกันมาไม่นาน แต่ทุกคนก็ดูออกแล้ว เล่อเล่อไม่ใช่คนชอบก่อเรื่อง และไม่เคยเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นก่อน แต่ห้ามไปหาเรื่องเธอเด็ดขาด ดูยุวปัญญาชนกัวเป็นตัวอย่างสิ อยู่ดี ๆ ไปรื้อห่อสัมภาระของคนอื่นทำไม? ไม่ต้องพูดถึงเล่อเล่อหรอก ต่อให้เป็นใครในหมู่พวกเขา หากถูกคนอื่นรื้อค้นสัมภาระก็ต้องโกรธเหมือนกัน
กัวลี่ลี่กลับรู้สึกว่าคราวนี้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ เท่ากับมีเหตุผลอยู่ฝ่ายตัวเองแล้ว
เธอร้องไห้โวยวายพลางวิ่งไปบ้านหัวหน้ากัว “ลุงกัว ลุงกัว หวังเล่อเล่อตีฉัน คุณต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะ!”
หัวหน้ากัวอยากหายตัวไปเสียเดี๋ยวนั้น! ยุวปัญญาชนกัวคนนี้เรื่องมากจริง ๆ! จะไปหาเรื่องเล่อเล่อทำไม!
ถึงไม่อยากยุ่งแค่ไหน สุดท้ายเขาก็ต้องมาที่บ้านพักยุวปัญญาชนอย่างจนใจ
“เล่อเล่อ ทำไมเธอถึงตียุวปัญญาชนกัว? พวกเธออยู่ร่วมกันดี ๆ ไม่ได้หรือไง? ดูสิว่าเธอตีคนเสียเป็นแบบไหน”
ฉีเล่อเล่อชี้ห่อสัมภาระของตัวเอง “วันนี้ทุกคนออกไปลงงานกันหมด มีแค่เธอคนเดียวอยู่บ้าน ห่อสัมภาระของฉันถูกคนรื้อค้น ฉันตีหัวขโมยคนหนึ่ง ไม่นับว่าผิดใช่ไหมคะ?”
หัวหน้ากัวหันไปมองกัวลี่ลี่
กัวลี่ลี่อ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดอย่างมั่นอกมั่นใจราวกับตัวเองมีเหตุผลเต็มที่ “ก็...ฉันแค่เปิดดูเอง พวกเราเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ฉันก็ไม่ได้เอาของของเธอไป แค่ดูหน่อยแล้วจะเป็นอะไร?”
ฉีเล่อเล่อแค่นหัวเราะเย็นชา “ไม่ เธอแซ่กัว ฉันแซ่หวัง เราสองคนไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน อีกอย่าง เธอกับแม่ของเธอคอยรังแกฉันทุกวัน ยิ่งไม่ใช่พี่น้องกันเข้าไปใหญ่ การไปรื้อค้นของคนอื่นก็คือขโมย แล้วฉันยังไม่ได้เปิดห่อสัมภาระตรวจดูเลยด้วยซ้ำว่าเธอเอาอะไรไปหรือเปล่า ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลย”
กัวลี่ลี่คิดว่า ตัวเองก็ไม่ได้เอาของอีกฝ่ายไปเสียหน่อย จะกลัวอะไร “งั้นเธอก็เปิดห่อสัมภาระตรวจดูสิ ฉันไม่ได้เอาก็คือไม่ได้เอา”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า “ได้ ฉันจะตรวจต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านกับทุกคน”
เธอค่อย ๆ เปิดห่อสัมภาระอย่างไม่รีบร้อน ข้างในมีเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า และของใช้จุกจิกในชีวิตประจำวันอีกเล็กน้อย รวมถึงห่อผ้าเช็ดหน้าห่อหนึ่ง
กัวลี่ลี่เบิกตากว้าง ก่อนหน้านี้ไม่มีห่อผ้าเช็ดหน้านี่! สัญชาตญาณบอกเธอทันทีว่าท่าไม่ดีแล้ว
ฉีเล่อเล่อเปิดห่อผ้าเช็ดหน้าออก ข้างในมีเพียงเหรียญเฟินไม่กี่เหรียญ
เธอร้องขึ้นด้วยความตกใจ “เงินของฉันล่ะ? เดิมทีตรงนี้มีธนบัตรสิบหยวนตั้งห้าใบ ทำไมหายไปแล้ว? นั่นเป็นเงินที่ญาติให้ฉันมานะ!”
จากนั้นก็หันไปมองกัวลี่ลี่ “ต้องเป็นเธอเอาไปแน่ เงินในห่อสัมภาระของฉันวางอยู่ตรงนี้มาหลายวันแล้ว ไม่เคยมีใครแตะต้อง...”
กัวลี่ลี่เด้งตัวขึ้นทันที “ฉันไม่ได้เอาเงินของเธอ! เงินห้าสิบหยวนของฉัน แม่ยัดให้ฉันก่อนออกเดินทางต่างหาก!”
ฉีเล่อเล่อแค่นหัวเราะเย็นชา พลางคิดในใจ ว่าแล้วเชียว ธนบัตรสิบหยวนในลิ้นชักข้างเตียงหายไปห้าใบ ที่แท้คงเอามาให้เธอนี่เอง พ่อสารเลวนั่นสมควรถูกสวมเขาจริง ๆ! ลูกสาวตัวเองลงชนบทกลับตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมให้อะไร แต่กับลูกสาวของคนอื่นกลับใจกว้างเสียเหลือเกิน
หน้าตาของกัวลี่ลี่มีตรงไหนเหมือนคนตระกูลหวังบ้าง! หวังเหวินเฉียงตาถั่วจริง ๆ เหมาะจะเลี้ยงลูกให้คนอื่นเสียเหลือเกิน
ฉีเล่อเล่อหันไปมองหัวหน้ากัว “ลุงหัวหน้า เงินของฉัน ฉันจำได้ทุกใบ ไม่อย่างนั้นให้ยุวปัญญาชนกัวเอาเงินของเธอมาวางไว้กับลุง แล้วลองดูกันว่าเป็นเงินของฉันหรือเปล่า?”