เติ้งเสี่ยวหลิงกลอกตา สามีคนนี้ของเธอมักทำท่าเหมือนตัวเองเป็นคนจิตใจดีอยู่เสมอ
แต่ความคิดนี้ไม่ใช่เขาเป็นคนเสนอขึ้นมาหรือ?
ตอนนี้กลับมาแสร้งทำเป็นคนดีเสียอย่างนั้น เป็นสามีภรรยากันมาตั้งหลายปี ใครยังไม่รู้นิสัยใครอีก
เติ้งเสี่ยวหลิงร้อนใจจริง ๆ หลังจากหย่ากับเกาอวิ๋นเฟิง เธอก็แต่งงานใหม่กับเฝิงเทาและมีลูกชายชื่อเฝิงฮ่าว
จู่ ๆ ลูกชายก็ป่วยเป็นโรคไต จำเป็นต้องเปลี่ยนไต เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นเธอจะไปหาจากไหน หลังจากขอยืมเงินใครก็ไม่มีใครให้ เธอจึงนึกถึงอดีตสามีขึ้นมา
ได้ยินมานานแล้วว่าเกาอวิ๋นเฟิงร่ำรวยขึ้นมา เปิดบริษัทเป็นของตัวเอง ขอให้เขาช่วยสักหน่อยก็น่าจะได้กระมัง?
ตอนนั้นทันทีที่เธอไปหาเกาอวิ๋นเฟิงและเพิ่งเอ่ยปาก ก็ถูกเกาอวิ๋นเฟิงที่กำลังหงุดหงิดร้อนใจด่ากลับมา “นังสารเลว หย่ากันไปแล้ว ยังจะมาขอยืมเงินอะไรจากฉันอีก? ไสหัวไป ๆ ซวยจริง ๆ”
แต่ไม่กี่วันต่อมา เกาอวิ๋นเฟิงกลับเป็นฝ่ายมาหาเธอ “ยังจำได้ไหมว่าลูกสาวที่เธอขายไปอยู่ที่ไหน?”
เติ้งเสี่ยวหลิงพยักหน้า “พอจะหาเจออยู่ ถามทำไม?”
เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทเกาอวิ๋นเฟิงขาดสภาพคล่อง จำเป็นต้องมีเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาอย่างเร่งด่วน หากยังหาเงินมาไม่ได้อีก บริษัทก็จะถูกตัดสินให้ล้มละลาย
จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีลูกสาวที่ถูกขายไปตั้งแต่เด็กอีกคน
ทั้งเขาและเติ้งเสี่ยวหลิงต่างหน้าตาดี เด็กคนนั้นก็คงไม่ขี้เหร่ หากส่งเธอให้ผู้มีอำนาจสักคนเพื่อสร้างเส้นสาย...
เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกสาวคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร
ตอนนั้นเฝิงเทานั่งอยู่ข้าง ๆ และได้ยินคำพูดของเกาอวิ๋นเฟิง จึงแสร้งพูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจถึงเรื่องของเพื่อนคนหนึ่ง “เสี่ยวหวังที่บริษัทเรา ภรรยาของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ ได้เงินประกันมาก้อนใหญ่เลย เพราะงั้นพวกเราก็ควรทำประกันเอาไว้บ้างนะ ถ้าวันหนึ่งเกิดเรื่องอะไรขึ้น อย่างน้อยก็ยังเหลือหลักประกันให้ลูก”
ตอนนั้นดวงตาของเกาอวิ๋นเฟิงเป็นประกายขึ้นมาทันที
เติ้งเสี่ยวหลิงเองก็นึกอะไรบางอย่างออก ทั้งสามมองหน้ากัน ก่อนเกาอวิ๋นเฟิงจะเสนอแผนฉ้อโกงเงินประกัน
จากนั้นพวกเขาก็เริ่มตามหาฉีเล่อเล่อ
เมื่อพอมีเบาะแสคร่าว ๆ แล้ว เพื่อไม่ให้ดูจงใจเกินไป พวกเขาจึงติดต่อรายการตามหาญาติพันลี้ หวังให้ทุกอย่างดูเปิดเผยตรงไปตรงมา ภายหลังจะได้ไม่มีใครนำเรื่องนี้มาครหา
......
แม้ฉีเล่อเล่อจะไม่รู้เบื้องหลังเหล่านี้ แต่เมื่อฟังบทสนทนาของคนสองคนในห้องข้าง ๆ แล้วนึกถึงขวดยากองใหญ่ใต้โต๊ะน้ำชา ตัวหนังสือต่างประเทศพวกนั้นจะทำให้เธออ่านไม่ออกได้หรือ?
เธอเข้าใจขึ้นมาทันที คนพวกนี้กำลังวางแผนใช้เธอแลกเงินหรือ?
แต่จะใช้วิธีไหนแลกเงินกัน?
ขายเธอ?
ต่อให้เป็นนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัย ขายไปแล้วจะได้เงินมากพอสำหรับหาไตมาเปลี่ยนหรือ?
เธอไม่รีบร้อน รอดูไปก็แล้วกัน ใครร้อนใจกว่าก็ให้คนนั้นเป็นฝ่ายลงแรง เธอเพียงไหลไปตามสถานการณ์ก็พอ
เติ้งเสี่ยวหลิงกับเฝิงเทาร้อนใจจริง ๆ วันรุ่งขึ้นก็เรียกตัวแทนประกันมาถึงบ้าน
เมื่อเห็นตัวแทนจางนั่งอยู่ในห้องรับแขก ฉีเล่อเล่อก็เข้าใจทันที และเดาสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าของร่างเดิมในชีวิตก่อนได้แล้ว
ใบหน้าของเธอยังคงมีรอยยิ้มสงบนิ่ง มองผู้หญิงที่กำลังสาธยายเรื่องประกันอุบัติเหตุอย่างไม่หยุดปากโดยไม่พูดอะไร
เติ้งเสี่ยวหลิงคุยกับผู้หญิงคนนั้นไปเรื่อย ๆ ก่อนทำเหมือนถูกโน้มน้าวจนคล้อยตาม “พี่จาง พอฟังพี่พูดแบบนี้ ฉันก็ชักสนใจแล้ว งั้นฉันทำประกันอุบัติเหตุสักฉบับดีไหม?”
ตัวแทนจางรีบตอบ “ใช่ ๆ ทำไว้สักฉบับ อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือคะ”
เติ้งเสี่ยวหลิงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้ลูกสาวฉันสักฉบับเถอะ! เธอเพิ่งกลับมา ฉันยังเป็นห่วงความปลอดภัยของเธออยู่มาก”
ตัวแทนจางเม้มริมฝีปาก แต่เพื่อให้ขายประกันได้และได้รับค่านายหน้า เธอจึงไม่ได้พูดอะไร
ฉีเล่อเล่อเอ่ยแทรก “แม่ ปกติประกันอุบัติเหตุไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทำประกันแล้วใส่ชื่อลูกเป็นผู้รับผลประโยชน์เหรอคะ? ถ้าผู้ใหญ่เกิดเรื่องเสียชีวิตกะทันหัน ก็จะได้เหลือเงินไว้ให้ลูกเป็นหลักประกันในการใช้ชีวิต แล้วแม่มาทำประกันให้ฉันทำไม? คิดจะฆ่าฉันแล้วรับเงินประกันหรือคะ?”
เติ้งเสี่ยวหลิงถึงกับพูดไม่ออก
ตัวแทนจางรีบเอ่ยแทรก “เด็กคนนี้ จะคิดถึงแต่ตัวเองไม่ได้นะ พวกเธอยังอายุน้อย ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา พอพ่อแม่แก่ตัวลงก็ไม่มีใครให้พึ่งพา การทำประกันให้พวกเธอสักฉบับก็ถือเป็นการกตัญญูต่อพ่อแม่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้าหงึก ๆ “อืม ๆ น้าจางพูดถูกค่ะ แล้วน้าได้ทำประกันให้ลูกตัวเองไว้สักฉบับหรือยังคะ? ต่อไปจะได้มีมรดกของเขาให้รับ”
ใบหน้าของตัวแทนจางแดงก่ำด้วยความโกรธ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงจนพูดไม่ออก
ฉีเล่อเล่อหันไปหาเติ้งเสี่ยวหลิง “แต่แม่คะ ฉันก็อยากมีหลักประกันเหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งแม่ตายขึ้นมา ใครจะส่งฉันเรียนล่ะ? เพราะฉะนั้นถ้าจะทำประกัน ก็ควรทำให้ทุกคนสิ”
เติ้งเสี่ยวหลิงกับเฝิงเทามองหน้ากัน เพื่อไม่ให้ฉีเล่อเล่อสงสัย และเพื่อให้ภายหลังหากเกิดเรื่องขึ้นจะได้สลัดข้อสงสัยออกจากตัว ทั้งสองจึงกัดฟันพยักหน้า “ใช่ ๆ ทำทุกคน ทุกคนจะได้มีหลักประกัน”
ดังนั้น ภายใต้สายตาจับจ้องของฉีเล่อเล่อ เติ้งเสี่ยวหลิงจึงทำประกันอุบัติเหตุให้ฉีเล่อเล่อสามฉบับ ส่วนตัวเองกับเฝิงเทาทำคนละสองฉบับ
ประกันของเติ้งเสี่ยวหลิงระบุชื่อฉีเล่อเล่อเป็นผู้รับผลประโยชน์ ส่วนประกันของเฝิงเทาระบุชื่อเฝิงฮ่าวเป็นผู้รับผลประโยชน์
เติ้งเสี่ยวหลิงกัดฟัน แอบเกลียดฉีเล่อเล่ออยู่ในใจที่เรื่องมากจนทำให้พวกเขาต้องเสียเงินเพิ่มไปอีกไม่น้อย
ฉีเล่อเล่อทำปากยื่น “ทำไมจำนวนประกันไม่เท่ากันล่ะคะ?”
เติ้งเสี่ยวหลิงฝืนยิ้มทั้งที่แทบกัดฟัน “เสี่ยวเล่อ ตอนนี้แม่มีเงินไม่พอใช้ ประกันพวกนี้ต้องจ่ายเบี้ยทุกปีนะ เงินไม่น้อยเลย เอาแค่นี้ก่อนดีไหม?”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ ก่อนหันไปบอกตัวแทนจาง “น้าจาง ออกกรมธรรม์ให้เรียบร้อยวันนี้เลยนะคะ!”
ตัวแทนจางยิ้ม “กรมธรรม์ฉบับจริง พรุ่งนี้น้าจะเอามาส่งให้”
สีหน้าฉีเล่อเล่อพลันบึ้งตึง “ไม่ได้ค่ะ ถ้าวันนี้น้าไม่เอากรมธรรม์มาส่ง ฉันจะติดต่อบริษัทประกันของน้าเพื่อยกเลิกประกัน”
ตัวแทนจางไม่มีทางเลือก ได้แต่กลับไปบริษัท ขอให้ผู้จัดการลงนาม แล้วนำกรมธรรม์ฉบับจริงมาส่งให้
กรมธรรม์ประเภทที่จ่ายค่าสินไหมเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตเช่นนี้ อีกทั้งผู้เอาประกันยังเป็นผู้ใหญ่แล้ว จำเป็นต้องได้รับความยินยอมและลายเซ็นจากผู้เอาประกันด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นหากภายหลังเกิดเหตุขึ้น บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม
ทั้งสามคนลงลายมือชื่อ ประทับลายนิ้วมือ และชำระเงิน เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนเหล่านี้ก็ถือว่าการทำประกันเรียบร้อย
ฉีเล่อเล่อยังยืนกรานเอากรมธรรม์ของเติ้งเสี่ยวหลิงมาเก็บไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอแอบยกเลิกประกันกลางคัน
ในเมื่อเกมเริ่มขึ้นแล้ว จะจบลงอย่างไรก็ต้องให้เธอเป็นคนตัดสิน
เมื่อเติ้งเสี่ยวหลิงกับเฝิงเทาจัดการเรื่องสำคัญเสร็จ ทั้งสองก็โล่งอก ส่วนเรื่องหลังจากนี้ ฉีเสี่ยวเล่อจะไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองอีกแล้ว
ทุกคนต่างคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมชะตากรรมของผู้อื่นได้ สุดท้ายก็ต้องดูกันว่าใครจะเหนือกว่าใคร
พวกเขาเก็บกรมธรรม์ซ่อนไว้เรียบร้อย สีหน้าใจดีมีเมตตาก็หายไปทันที แทนที่ด้วยความเย็นชา
ฉีเล่อเล่อมองพวกเขาแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ผ่านไปอีกหนึ่งคืน รถยนต์คันหนึ่งก็มาจอดหน้าบ้านตระกูลเฝิง เกาอวิ๋นเฟิงมารับฉีเล่อเล่อแล้ว
เติ้งเสี่ยวหลิงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “เสี่ยวเล่อ น้องชายของเธอกำลังป่วย ฉันกับลุงเฝิงไม่มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเธอ เธอไปอยู่กับพ่อเถอะ”
ฉีเล่อเล่อมองเติ้งเสี่ยวหลิงอย่างน้อยใจ “แม่ ฉันเพิ่งมาอยู่ที่นี่ไม่ถึงสองวันเองนะ! แม่รักแต่น้อง ไม่รักฉันเลยเหรอ?”
เติ้งเสี่ยวหลิงฉีกหน้ากากมารดาผู้แสนดีทิ้ง ตวาดเสียงแข็ง “จะรักหรือไม่รักเธอแล้วมันยังไง? ลูกสาวอย่างเธอจะเลี้ยงดูฉันยามแก่และจัดงานศพให้ฉันได้หรือ? สุดท้ายฉันก็ต้องพึ่งลูกชายอยู่ดี! ไปเถอะ ต่อไปไม่ต้องมาอีก”
ดวงตาฉีเล่อเล่อคลอไปด้วยน้ำตา “แม่ ฉันจัดงานศพให้แม่ได้จริง ๆ นะ ไม่ใช่แค่แม่ ฉันจัดให้ลุงเฝิงด้วยก็ได้! จะส่งน้องไปพร้อมกันเลยก็ยังได้”
เติ้งเสี่ยวหลิงกับเฝิงเทาต่างรู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย
ทั้งสองไม่สนใจเธออีก หันไปล็อกประตูแล้วมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล
สองวันที่ผ่านมา เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับฉีเล่อเล่อเอาไว้ พวกเขาไม่ได้ไปเฝ้าลูกชายเลย ไม่รู้ว่าอีกเดี๋ยวลูกชายจะอาละวาดขนาดไหน
น้ำตาของฉีเล่อเล่อไหลรินลงมาเป็นสาย ใบหน้าของเธอกลับเย็นชา ปล่อยให้น้ำตาเกาะอยู่บนแก้ม พลางพึมพำเบา ๆ “ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้ล่ะ ฉันไม่ใช่ลูกสาวของแม่เหรอ?”