ยายกับน้ารู้ข่าวฉีเล่อเล่อได้รับบาดเจ็บจากข่าวในโทรทัศน์ ต่างร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว
ฉีเล่อเล่อต้องปลอบอยู่นาน กว่าจะทำให้ทั้งสองยอมสงบใจและรอเธออยู่ที่บ้าน
หลายวันต่อมา ฉีเล่อเล่อก็กลับถึงบ้านในเมืองหลวง ยายมองรอยขีดข่วนบนใบหน้าของฉีเล่อเล่อด้วยความปวดใจจนน้ำตาไหลไม่หยุด ส่วนน้าก็เที่ยวเสาะหายาลบรอยแผลเป็นมาให้เธอใช้
ฉีเล่อเล่อรับไว้ทั้งหมด แม้จะไม่มีความจำเป็น แต่เธอก็ไม่อยากปฏิเสธความหวังดีของทั้งสอง
.......................................................................
เติ้งเสี่ยวหลิงเองก็เห็นข่าวเกาอวิ๋นเฟิงตกจากหน้าผาเสียชีวิตทางโทรทัศน์ เธอร้อนใจจนแทบบ้า เดินด่าอยู่ในบ้าน “ไอ้คนไม่ได้เรื่อง จะฆ่าคนสักคนก็ยังฆ่าไม่สำเร็จ กลับเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเสียอย่างนั้น ตายไปแล้วมีประโยชน์อะไร...นังเด็กบ้านั่น...”
เฝิงเทาสูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่า จนภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นควันฉุนแสบจมูก
สีหน้าของเขามืดครึ้ม ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “มันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ เหรอ? เกาอวิ๋นเฟิงคิดเล่นงานคนอื่นไม่สำเร็จ สุดท้ายกลับเล่นงานตัวเองจนตาย?”
เติ้งเสี่ยวหลิงแค่นหัวเราะ “ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นแล้วจะเป็นอะไร? หรือจะบอกว่านังเด็กบ้านั่นรู้เรื่องเข้า แล้ววางแผนย้อนกลับไปเล่นงานเกาอวิ๋นเฟิง?”
เฝิงเทาทำหน้าขรึม “เด็กนั่นเป็นนักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สมองดีมาก เรื่องนี้ก็พูดยากจริง ๆ”
ใบหน้าของเติ้งเสี่ยวหลิงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น “ไม่ว่ายังไง เรื่องนี้จะล้มเหลวไม่ได้ ฮ่าวฮ่าวยังรอใช้เงินอยู่ หมอเจ้าของไข้บอกให้เรารีบเตรียมเงิน ช่วงนี้มีไตที่เข้ากันได้อยู่หนึ่งราย ทุกคนกำลังแย่งกัน พวกเรายังต้องเอาใจหมอให้ดี ถึงจะมีโอกาสได้ไตมาให้ฮ่าวฮ่าว”
เฝิงเทากัดฟัน “ทำเถอะ ลูกชายรอไม่ได้แล้ว”
วิธีที่เกาอวิ๋นเฟิงเคยใช้จะนำมาใช้อีกไม่ได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงคิดหาวิธีอื่น
ฉีเล่อเล่อรู้ว่าเติ้งเสี่ยวหลิงกับเฝิงเทามีเจตนาร้ายต่อเธอ ในชีวิตก่อนของเจ้าของร่างเดิม สองคนนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน จะหวังให้พวกเขาปล่อยเธอไปย่อมเป็นไปไม่ได้
พอดีกับที่เธอเองก็ไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไปเช่นกัน
เฝิงฮ่าว ลูกชายสุดที่รักของพวกเขายังรอเปลี่ยนไต เงินก้อนมหาศาลกดดันอยู่ตรงหน้า พวกเขาต้องลงมือแน่ ก่อนปิดเทอมฤดูร้อนจะสิ้นสุดลงสิบกว่าวัน เติ้งเสี่ยวหลิงก็โทรมา “เสี่ยวเล่อ มีเวลามาที่บ้านสักหน่อยไหม? อาการของฮ่าวฮ่าวหนักขึ้น เขาอยากเจอพี่สาวอย่างลูก”
ฉีเล่อเล่อหัวเราะเย็นชา “ทำไมคะ? ลูกสาวไร้ค่าอย่างฉันยังมีประโยชน์อยู่อีกเหรอ?”
เติ้งเสี่ยวหลิงโกรธจนกัดฟัน แต่ปากกลับพูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ “เสี่ยวเล่อ ยกโทษให้แม่เถอะ ที่แม่ใจร้อนกับลูกก็เพราะฮ่าวฮ่าวป่วย ลูกเห็นใจคนเป็นแม่อย่างแม่บ้างเถอะนะ”
ฉีเล่อเล่อคิดในใจ 【ให้เห็นใจหัวอกคนเป็นแม่? แล้วใครเคยเห็นใจเจ้าของร่างเดิมบ้างว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งน่าสงสารแค่ไหน?】
เธอถามอย่างลังเล “น้องอยากเจอฉันจริง ๆ เหรอคะ? ไม่ใช่เพราะมีเรื่องอื่น?”
ท่าทางระมัดระวังของเธอราวกับเด็กสาวที่ยังคงโหยหาความรักจากครอบครัว
เติ้งเสี่ยวหลิงเหลือบมองเฝิงเทาอย่างได้ใจ น้ำเสียงยิ่งอ่อนโยนลง “เสี่ยวเล่อ แม่ไม่ดีเอง แต่ลูกกับฮ่าวฮ่าวเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันนะ ลูกสงสารน้องสักหน่อยเถอะ”
ฉีเล่อเล่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ได้ค่ะ แม่ส่งที่อยู่โรงพยาบาลมาให้ฉัน ฉันจะไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลเลย”
ตอนนี้เติ้งเสี่ยวหลิงไม่กล้าทำให้เธอไม่พอใจ จึงจำใจส่งที่อยู่ให้
สามีภรรยาสองคนรีบไปโรงพยาบาล ปลอบเฝิงฮ่าวและสอนคำพูดบางอย่างให้เขาใช้รับมือฉีเล่อเล่อ
ไม่นานฉีเล่อเล่อก็มาถึงห้องผู้ป่วยพิเศษของเฝิงฮ่าว เมื่อมองเด็กชายตัวน้อยที่ใบหน้าออกสีคล้ำ เธอกลับไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย ไม่มีความเห็นใจเลยสักนิด จะเป็นหรือตายก็เป็นชะตาของเขา แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้าของร่างเดิม?
เฝิงฮ่าวถูกพ่อแม่กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง แต่เมื่อเห็นฉีเล่อเล่อมีใบหน้าแดงระเรื่อ สุขภาพแข็งแรง เขาก็ยังปิดบังความเคียดแค้นในใจไม่มิด เกิดจากแม่คนเดียวกันแท้ ๆ ทำไมคนที่เป็นโรคแบบนี้ถึงต้องเป็นเขา? สายตาของเขาเหลือบมองบริเวณเอวของฉีเล่อเล่อครั้งแล้วครั้งเล่า แทบอยากควักอวัยวะในร่างกายของเธอออกมาใส่ไว้ในร่างตัวเอง
ความมุ่งร้ายในดวงตาของเด็กชายแทบทะลักออกมา แต่บนใบหน้ากลับยังมีรอยยิ้มว่าง่าย “พี่สาว พี่เป็นพี่สาวของผมจริง ๆ เหรอ? ดีจังเลย ที่แท้ผมก็มีพี่สาวด้วย”
ฉีเล่อเล่อยิ้มมองลูกหมาป่าตัวน้อยตรงหน้า พลางถอนใจอยู่ในใจ สมกับเป็นลูกชายของเติ้งเสี่ยวหลิงจริง ๆ ใจเหี้ยมมาแต่กำเนิด
เธอหัวเราะเบา ๆ “น้องสุขภาพไม่ดีก็พักรักษาตัวให้ดีเถอะ ให้แม่กับลุงทำความดีให้มากหน่อย ทำเรื่องชั่วให้น้อยลง บางทีสุขภาพของนายอาจดีขึ้นก็ได้นะ”
เติ้งเสี่ยวหลิงถึงกับพูดไม่ออก ส่วนเฝิงเทาก็คิดในใจว่า เด็กคนนี้พูดจาเหน็บแนมทุกคำหมายความว่ายังไงกัน?
เติ้งเสี่ยวหลิงพูดกับฉีเล่อเล่อ “เสี่ยวเล่อ ฮ่าวฮ่าวสุขภาพไม่ดี ต้องพักผ่อนเยอะ ๆ พวกเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า แล้วตามเธอออกจากโรงพยาบาล
เธอกลอกตาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนพูดว่า “แม่กับลุงเฝิงกลับไปก่อนเถอะค่ะ ฉันจะไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนกับผลไม้สักหน่อย แล้วค่อยตามไปที่บ้าน”
เติ้งเสี่ยวหลิงไม่วางใจ “งั้นรีบมานะ”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า “วางใจเถอะค่ะ ไม่นานฉันก็กลับไปแล้ว”
ฉีเล่อเล่อหาโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใกล้โรงพยาบาลแล้วเปิดห้องพัก
ใกล้พลบค่ำ เธอสั่งให้โรงแรมนำอาหารมาส่ง แขวนป้ายห้ามรบกวนไว้หน้าประตู ก่อนปิดประตูห้อง
เธอเก็บอาหารทั้งหมดเข้าไปในมิติ จากนั้นเปลี่ยนการแต่งกายของตัวเองใหม่ เปิดหน้าต่างด้านหลังแล้วกระโดดออกไป ระหว่างทางเธอแผ่จิตสัมผัสออกไปตลอดเวลา หลบเลี่ยงกล้องวงจรปิดและมุ่งหน้าไปยังบ้านของเติ้งเสี่ยวหลิง อำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้มีกล้องวงจรปิดไม่มากอยู่แล้ว
ยิ่งเป็นช่วงเวลาอาหารเย็น ผู้คนบนถนนก็ยิ่งบางตา เธอจงใจเลือกเส้นทางที่มีคนน้อยที่สุด ไม่นานก็ออกจากถนนสายหลัก
บ้านที่เติ้งเสี่ยวหลิงอาศัยอยู่ในตอนนี้ตั้งอยู่บริเวณชายขอบของตัวอำเภอ เป็นย่านเก่าโทรมที่สุด บ้านเป็นเพียงบ้านชั้นเดียวหลังเตี้ย ทั้งคับแคบและเล็กมาก บ้านเดิมถูกขายไปนานแล้วเพื่อนำเงินมารักษาเฝิงฮ่าว
ฉีเล่อเล่อถอนหายใจ คนเรามักใช้ความคิดของตัวเองไปตัดสินความคิดของคนอื่นเสมอ
ในชีวิตก่อนของเจ้าของร่างเดิม หากเติ้งเสี่ยวหลิงจริงใจและพูดกับเจ้าของร่างเดิมอย่างตรงไปตรงมาว่าอยากขอให้เธอบริจาคไตหนึ่งข้าง เด็กสาวผู้แสนใจดีคนนั้นก็ใช่ว่าจะไม่ยอม
แต่เติ้งเสี่ยวหลิงกลับไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้เลยแม้แต่คำเดียว เธอคิดเพียงจะเอาชีวิตของเจ้าของร่างเดิมไปแลกเงิน ก็ไม่แปลก สำหรับแม่ใจเหี้ยมที่ขายลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองเพื่อแลกเงิน ไตเพียงข้างเดียวจะไปเพียงพอได้อย่างไร หากได้รับเงินชดเชยสิบล้านหยวนมา เธอยังสามารถใช้เงินก้อนนั้นสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยได้อีกด้วย
...........................................................
ฉีเล่อเล่อมองไปรอบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเดินผ่าน จึงเข้าไปในลานบ้านแล้วเคาะประตู
ฉีเล่อเล่อพอใจมาก บริเวณนี้มีคนน้อย เวลานี้ทุกคนต่างกินมื้อเย็นอยู่ในบ้าน แทบไม่มีใครออกมาเดินข้างนอก ตลอดทางแทบไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ ต่อให้มีคนเห็น ตอนนี้เธอก็แต่งตัวเป็นผู้ชาย ทั้งยังสวมเสื้อผ้าหนา ๆ จนรูปร่างดูบึกบึน คงไม่มีใครจำเธอได้
เมื่อเติ้งเสี่ยวหลิงเห็นว่าเป็นเธอ ก็เปิดประตูให้เข้ามาพลางบ่น “ลูกคนนี้นี่ บอกว่าจะมาเร็ว ๆ แล้วทำไมถึงช้านัก? แล้วแต่งตัวอะไรของลูกเนี่ย?”
ฉีเล่อเล่อไม่ได้ตอบคำถามของเธอ เพียงหัวเราะคิกคักแล้วพูดว่า “ก็ฉันมีเงินไม่เยอะนี่คะ เวลาซื้อของก็ต้องเลือกแล้วเลือกอีก เลยเสียเวลาไปหน่อย ฉันกินข้าวมาแล้ว วันนี้วิ่งวุ่นมาทั้งวัน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ขอเข้าไปพักก่อนนะคะ มื้อเย็นไม่ต้องเรียกฉัน”
พูดจบ เธอก็เดินเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านข้าง แล้วปิดประตูดังปัง
เติ้งเสี่ยวหลิงกลอกตาอย่างไม่พอใจ อย่างไรเสีย นังเด็กบ้านี่ก็เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งคืน ใครจะสนว่ามันแต่งตัวประหลาดแบบนั้นทำไม
ราวสี่ทุ่มกว่า ฉีเล่อเล่อไม่ได้หลับ เธอแผ่จิตสัมผัสออกไปภายนอก ครอบคลุมลานบ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ไว้ทั้งหมด ความกระวนกระวายในใจของเฝิงเทายิ่งทวีขึ้น เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า
“ไม่อย่างนั้น...เราลองถามเสี่ยวเล่อดูดีไหม ว่าเธอยอมไปตรวจความเข้ากันได้กับฮ่าวฮ่าวหรือเปล่า? ถ้าเข้ากันได้จริง แล้วเธอยอมบริจาคไต เรื่องเงินเราค่อย ๆ หาทางก็ได้”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงคิดถึงสิ่งที่กำลังจะทำ หนังตาของเขาก็กระตุกไม่หยุด