บทที่ 39: ความจริงเปิดเผยกลางวงล้อม
“ครอบครัวของเขายากจนจนแทบจะไม่มีข้าวกินอยู่แล้ว จะไปขโมยเด็กมาทำไมกัน”
“เรื่องแบบนี้ใครจะไปรู้ล่ะ ซูอ้ายกั๋วกับซูอ้ายหมินต่างก็แต่งงานไม่ได้ทั้งคู่ คงไปขโมยเด็กมาเลี้ยงไว้ดูแลตอนแก่กระมัง”
ซูอ้ายกั๋วได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบตัว ชายหนุ่มโกรธจนแทบจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนซูอี้ว์ชันและไช่ต้าฮวา หัวหน้าทีมผลิตรีบเข้ามาดึงตัวเขาเอาไว้ทำให้เขาเข้าไม่ถึงตัวสองคนนั้น เขาโกรธจัดจนกระโดดไปมา ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโมโห
ซูอ้ายหมินไม่ได้ใจร้อนเหมือนน้องชายทว่าเขาก็รู้สึกโกรธเคืองไม่แพ้กัน หากมีคนพิสูจน์ได้ว่าเขาขโมยฟู่เป่ามาจริง เด็กน้อยก็จะต้องถูกพรากไปจากเขา ชายหนุ่มคิดถึงภาพที่ลูกสาวถูกคนอื่นอุ้มจากไป ความรู้สึกปวดร้าวแล่นเข้ามาในอกเหมือนมีคนมาควักหัวใจของเขาออกไป
เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟู่เป่า แม้ว่าซูอ้ายหมินจะเป็นคนพูดจาไม่เก่งเขาก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง
“คนยังไม่แต่งงานก็เก็บเด็กมาเลี้ยงไม่ได้เหรอ พวกคุณเอาอะไรมาตัดสินว่าเราขโมยเด็กมา”
“พี่อ้ายหมิน ทำไมเรื่องมันถึงได้บังเอิญขนาดนั้น บังเอิญว่าครอบครัวของพี่เก็บเด็กได้พอดี ฉันไปได้ยินคนในเมืองเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้มีแก๊งขโมยเด็กเยอะมาก เป็นการก่ออาชญากรรมแบบกลุ่ม ถ้าถูกจับได้ต้องรับโทษหนักมาก ใครแจ้งเบาะแสก็จะได้รางวัลด้วยนะ”
ซูอี้ว์ชันกัดไม่ปล่อยราวกับงูพิษ เธอทำเป็นไม่ใส่ใจคำอธิบายของซูอ้ายหมิน หญิงสาวแสดงท่าทางทำนองว่าเขาไม่รู้กฎหมายและกำลังทำเรื่องโง่เขลา เธอแสร้งทำเป็นปวดใจที่ต้องทนดูเขาทำผิดกฎหมายต่อไปไม่ได้
ประโยคสุดท้ายของเธอเปิดเผยเจตนาอันชั่วร้ายออกมา รางวัลจากการแจ้งเบาะแสทำให้ชาวบ้านบางคนเริ่มหวั่นไหว พวกเขาจ้องมองสองพี่น้องซูอ้ายกั๋วและซูอ้ายหมินด้วยดวงตาเป็นประกาย สายตาของพวกเขาราวกับมองเห็นเสบียงอาหารและเงินทองมากมายที่มาจากรางวัล
เจียงเยว่หรูเห็นครอบครัวของตนเองไม่สามารถแก้ตัวได้ ซูอี้ว์ชันยัดเยียดข้อหาลักพาตัวเด็กให้พวกเธอ หญิงวัยกลางคนร้อนใจจนใบหน้าซีดเผือด น้ำตาของเธอร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
ซูอ้ายหมินกำหมัดแน่น จ้องมองซูอี้ว์ชันและไช่ต้าฮวาเขม็ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น ชายหนุ่มส่งเสียงทุ้มต่ำและกังวาน
“คนทำดีย่อมไม่กลัวสิ่งใด เราควรให้คุณตำรวจมาตรวจสอบเรื่องนี้ให้ละเอียด จะได้รู้กันไปเลยว่าใครเป็นคนเอาเด็กไปทิ้งไว้บนภูเขาตอนกลางดึกเพื่อเป็นอาหารหมาป่า คนใจดำอำมหิตต้องตายไม่ดี”
ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์มาตลอดต้องยอมเอ่ยคำพูดรุนแรงออกมาในวันนี้ เพียงแค่เขาคิดว่าหากเมื่อคืนเขาและน้องชายไม่ได้เดินผ่านภูเขาเส้นนั้น ฟู่เป่าเด็กน้อยตัวเล็กแค่นั้นต้องถูกทิ้งไว้ในป่าลึกเพียงลำพัง หากไม่ถูกหมาป่ากินก็ต้องหิวตาย ความโกรธในใจของเขาก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ค้นหาตัวคนชั่วร้ายและนำตัวมาลงโทษ
ซูอี้ว์ชันรู้สึกหวาดกลัวเมื่อถูกสายตาอันเฉียบขาดของเขาจ้องมอง ใบหน้าเล็กของเธอซีดเผือดขณะถอยหลังไปหลายก้าว เสียงของเธอจุกอยู่ที่ลำคอราวกับคนเป็นใบ้
ชาวบ้านรอบข้างเห็นซูอ้ายหมินมีสีหน้าเคร่งขรึมและไม่เกรงกลัวสิ่งใด หากเขาเป็นคนขโมยเด็กมาจริงเขาจะกล้าทำตัวแบบนี้หรือ หากได้ยินว่าจะมีการตรวจสอบก็คงตกใจจนคุกเข่าไปนานแล้ว
ชาวบ้านบางคนยังคงไม่ยอมแพ้ พวกเขาสงสัยว่าซูอ้ายหมินกำลังพยายามใช้ท่าทีขึงขังเพื่อปกปิดความหวาดกลัวในใจ
หม่าเต๋อขุยสอดส่ายสายตามองไปรอบบริเวณและสังเกตสีหน้าของทุกคน เขาปรายตามองซูอี้ว์ชันที่กำลังมีท่าทีเหม่อลอยด้วยความเย้ยหยัน เมื่อเห็นว่าเธอเป็นหญิงสาวที่โตแล้วเขาจึงไม่อยากทำให้เธอต้องอับอายต่อหน้าผู้คน ทว่าเขาจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ไช่ต้าฮวา ชายวัยกลางคนชี้ให้เห็นถึงความคิดอันดำมืดของเธออย่างตรงไปตรงมา
“พวกคุณนี่เก่งกันจริงๆ ครอบครัวของคุณพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบีบให้ครอบครัวของซูเหลาสานต้องตาย เรื่องที่พวกเขาเก็บเด็กได้ อ้ายหมินก็มาแจ้งเรื่องที่ที่ทำการทีมผลิตตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ฉันเองก็รายงานเรื่องนี้ไปยังที่ทำการคอมมูน ตอนนี้ทางคอมมูนกำลังเร่งตรวจสอบอยู่ หากไม่มีใครมาแสดงตัวเป็นญาติของเด็กคนนี้ ซูอ้ายหมินก็จะรับเลี้ยงเด็กคนนี้เอง ขโมยเด็กอย่างนั้นหรือ อุตส่าห์เสียแรงวางแผนใส่ร้ายคนอื่น ครอบครัวไหนจะว่างงานถึงขั้นไปขโมยลูกสาวคนอื่นมาเลี้ยง หรือคิดว่ามีเสบียงอาหารมากเกินไป”
ไช่ต้าฮวากล้าเอาเรื่องการรายงานคอมมูนมาขู่เขา ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงยังสู้ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นไม่ได้ ต่อไปนี้ครอบครัวของซูเหลาต้าอย่าหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลย
“ถูกต้อง ลูกสาวเป็นเหมือนสินค้าขาดทุน เลี้ยงไปก็ไม่สามารถดูแลเราตอนแก่หรือจัดการงานศพให้เราได้ ขนาดลูกที่ตัวเองคลอดออกมายังไม่อยากจะเลี้ยง แล้วใครจะไปขโมยลูกคนอื่นมา”
ชาวบ้านได้ยินคำพูดของหม่าเต๋อขุยก็ล้มเลิกความคิดที่จะไปแจ้งเบาะแส
ไช่ต้าฮวาได้ยินว่าเด็กคนนี้ถูกเก็บมาจากบนภูเขา รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของเธอหยุดชะงัก ท่าทางของเธอห่อเหี่ยวราวกับมะเขือม่วงที่โดนน้ำค้างแข็ง หญิงวัยกลางคนมีสายตาล่อกแล่กขณะถามหม่าเต๋อขุย
“เด็กคนนี้เก็บมาจากบนภูเขาจริงๆ หรือ”
[จบบท]