บทที่ 42: ไม่เชื่อหรอกว่าจะกล้ามาแย่งไป
ทำไมครอบครัวของเขาถึงได้ซวยขนาดนี้ ปกติแล้วคนที่ต้องรับเคราะห์มักจะเป็นครอบครัวของซูเหลาสานไม่ใช่หรือไง เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่ หรือว่าโชคชะตาจะพลิกกลับด้านไปแล้ว
หลังจากครอบครัวของเจียงเยว่หรูส่งตัวอัปมงคลอย่างไช่ต้าฮวากลับไป ซูอ้ายหมินเดินกลับเข้ามาในห้องแล้วรับตัวฟู่เป่าคืนมาจากน้องสาว เมื่อเห็นหัวคิ้วเล็กๆ ของลูกสาวขมวดเข้าหากัน ดวงตากลมโตยังคงมีหยาดน้ำตาเกาะอยู่บนแพขนตา ซูอ้ายหมินรู้สึกสงสารจับใจ เขาอุ้มลูกสาวเอาไว้แน่นพร้อมกับใช้ความอ่อนโยนปลอบโยนเด็กน้อย
“ฟู่เป่าไม่ต้องกลัว พ่ออยู่นี่แล้ว พ่อจะปกป้องลูกเอง”
“แม่ครับ วันนี้แม่ทำให้พวกเราต้องมองใหม่เลยนะ แม่ควรจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว คนอย่างป้าสะใภ้ใหญ่ต้องเจอคนจริงถึงจะไม่กล้ารังแกแม่ เมื่อก่อนแม่มักจะยอมความตลอด ป้าแกถึงได้ใจทำตัวกำเริบเสิบสาน ต่อไปนี้ถ้าไช่ต้าฮวามาก่อกวนอีก แม่ก็ตบปากแกไปเลยครับ”
ซูอ้ายกั๋วถูมือใหญ่ของตัวเองด้วยความตื่นเต้น เขามองเจียงเยว่หรูด้วยความชื่นชม วันนี้แม่ลงมือตีได้สะใจจริงๆ
“รีบเข้านอนกันเถอะ เดี๋ยวแม่จะเรียกขวัญให้ฟู่เป่าสักหน่อย เด็กคงจะตกใจมาก”
ใบหน้าของเจียงเยว่หรูกลับไม่มีความยินดีเลยแม้แต่น้อย เธอมีท่าทางอมทุกข์ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหนักอึ้งและอึดอัด
หยางลี่จวนมองเห็นความกังวลในดวงตาของเจียงเยว่หรู เธอคิดว่าอีกฝ่ายคงจะหวาดกลัวเพราะไปทุบตีพี่สะใภ้นิสัยแย่คนนั้นเข้า จึงเดินเข้าไปให้กำลังใจด้วยเสียงเบา
“น้องสาว อ้ายกั๋วพูดถูกแล้วนะ กับคนที่มารังแกพวกเรา เราจะไปยอมไม่ได้ ไม่ต้องไปกลัวหรอก พวกคนเลวก็เป็นแค่เสือกระดาษเท่านั้นแหละ”
“เฮ้อ ฉันไม่ได้กังวลเรื่องที่พี่สะใภ้ใหญ่จะมาอาละวาดหรอก ถึงไม่มีเรื่องวันนี้ แกก็รังแกฉันอยู่บ่อยๆ อยู่แล้ว สิ่งที่ฉันกังวลก็คือ วันนี้เรื่องมันใหญ่โตจนทางที่ทำการคอมมูนรู้เรื่องกันหมด ฟู่เป่าจะถูกพวกเขาพาตัวไปหรือเปล่า”
เจียงเยว่หรูส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ เธอยังคงไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร คำพูดของเธอทำให้คนในห้องพากันเงียบไป ตอนนี้ฟู่เป่ากลายเป็นแก้วตาดวงใจของทุกคนในครอบครัวไปแล้ว หากถูกที่ทำการคอมมูนพาตัวไปจริงๆ พวกเขาคงรับเรื่องนี้ไม่ได้แน่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซูอ้ายหมิน เขากอดฟู่เป่าในอ้อมแขนเอาไว้แน่น ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวายเหมือนมีม้าป่าฝูงใหญ่ควบตะบึงผ่าน สิ่งที่แม่พูดคงจะไม่กลายเป็นความจริงหรอกนะ
ฟู่เป่าคือความหวังของเขา หากความหวังสูญสลายไป ชีวิตนี้จะมีเป้าหมายอะไรให้ก้าวเดินต่อไปได้อีก
“คุณป้าคะ คุณป้าไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เด็กคนนี้ไม่น่าจะถูกขโมยมาหรอก มีใครขโมยเด็กแล้วเอามาทิ้งไว้ในป่าลึกบ้าง การเดินทางข้ามเขามาไกลขนาดนี้มันลำบากจะตายไป บางทีอาจจะเป็นอย่างที่ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ได้นะคะ อาจจะเป็นยุวชนหญิงคนไหนคลอดลูกแล้วกลัวคนอื่นรู้ก็เลยเอามาทิ้งไว้ในป่า ตราบใดที่ไม่มีใครมาแสดงตัวเป็นญาติ พี่ใหญ่ก็สามารถรับเลี้ยงเด็กคนนี้ได้ค่ะ”
ฉินเยว่เห็นคนตระกูลซูพากันหน้าดำคร่ำเครียดจึงรีบพูดปลอบใจ ฟู่เป่าน่ารักขนาดนี้ ขนาดเธอที่เป็นคนนอกเพิ่งคลุกคลีด้วยไม่ถึงครึ่งวันยังหลงรักจนหมดใจ แล้วนับประสาอะไรกับพวกเขาเล่า
“ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะค่ะ”
เจียงเยว่หรูส่งยิ้มฝืนๆ ตอบกลับ โชคร้ายมาทั้งชีวิตแล้ว เธอหวังว่าเรื่องของฟู่เป่าจะทำให้เธอโชคดีบ้างสักครั้ง ขอให้เด็กคนนี้ได้อยู่กับครอบครัวซูต่อไป การได้เห็นรอยยิ้มหวานๆ ของฟู่เป่าทุกวัน จะช่วยให้ชีวิตไม่รู้สึกขมขื่นเหมือนกินบอระเพ็ดอีกต่อไป
“แม่ ไม่ว่าใครจะมาขอฟู่เป่า พวกเราก็ไม่ให้ หนูไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะกล้ามาแย่งไป”
ซูเสี่ยวเม่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้นมาด้วยความโมโห เธอเกลียดครอบครัวของป้าสะใภ้ใหญ่มาก รังแกกันไม่รู้จักจบสิ้น รู้อย่างนี้เธอออกไปอัดซูอี้ว์ชันสักตั้งก็ดี จะได้เลิกทำตัวแย่ๆ เสียที
“พูดเหลวไหล ถ้าฟู่เป่าถูกขโมยมาจริงๆ พวกเราก็ต้องคืนให้เขาไป ลูกของใคร ใครก็ต้องรักดั่งแก้วตาดวงใจทั้งนั้น”
เจียงเยว่หรูยกมือขึ้นกุมเอวตัวเอง น้ำเสียงของเธอฟังดูอ่อนแรง คืนนี้เธอปวดเอวมากจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะหัก สงสัยตอนที่ลงมือทุบตีไช่ต้าฮวาจะออกแรงมากเกินไปจนไปกระทบกับแผลเก่า แต่เพราะกลัวลูกทั้งสามคนจะกังวล เธอจึงฝืนทนความเจ็บปวดเอาไว้และไม่ยอมปริปากพูดออกมา
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนในห้องตกอยู่ในความเงียบ เด็กที่น่ารักอย่างฟู่เป่า หากถูกขโมยมาจริงๆ พ่อแม่ของเด็กคงจะร้อนใจจนแทบคลุ้มคลั่งแน่
ถ้าพวกเขาสืบหาจนเจอ จะไม่คืนเด็กให้พวกเขาได้อย่างไร
ค่ำคืนนี้ไม่มีใครนอนหลับลงเลย
ซูอ้ายหมินอาศัยแสงจันทร์สลัวๆ นอกหน้าต่างมองดูฟู่เป่าที่กำลังหลับสนิท เขาแทบจะไม่กล้ากะพริบตา
เจียงเยว่หรูปวดเอวมากจนต้องพลิกตัวไปมานอนไม่หลับเช่นกัน
หยางลี่จวนชินกับการนอนเตียงนอนปกติ เธอไม่ชินกับการนอนบนเตียงเตาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวซูมีเพียงเบาะรองนอนบางๆ ที่ยัดไส้ด้วยฝ้ายเก่าขาดรุ่งริ่ง มันบางมากจนทำเอาเธอปวดกระดูกไปหมด ในใจคิดว่าคราวหน้าถ้ามาเยี่ยมจะต้องพกผ้าห่มฝ้ายมาด้วยสักสองผืน ไม่อย่างนั้นฉินเยว่คงจะต้องทนทรมานแย่
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง หยางลี่จวนก็รีบลุกขึ้นมาแต่เช้า เธอต้องการเดินทางกลับผ่านเส้นทางบนภูเขาก่อนที่ชาวบ้านจะตื่นนอน
[จบบท]