บทที่ 41: ยังทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?
คำพูดของสือชิงลั่วทำให้สีหน้าของหญิงชราและคนอื่นๆ ยิ่งดูไม่ดี ความโกรธและความไม่พอใจที่พวกนางมีต่อหญิงผู้นั้นก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนี้ เกรงว่าพวกนางคงกรูกันเข้าไปตบสักหลายฉาดให้หายแค้น
หวังซื่อกับพวกอดกลั้นไม่ไหว พากันก่นด่าเสียงต่ำ
“ที่แท้นังแพศยานั่นก็คิดจะฮุบของดีไว้คนเดียวนี่เอง มิน่าถึงคอยขวางไม่ให้พวกเราไปอยู่ตลอด น่ารังเกียจจริงๆ นังจิ้งจอกหน้าไม่อาย!”
ยิ่งคิด เซียวเหล่าไท่ไท่ก็ยิ่งโมโห นางยกมือตบโต๊ะดังปัง
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ! นางเป็นเพียงหญิงกำพร้า กลับคิดจะยึดของดีทุกอย่างของลูกชายข้าไว้คนเดียว ฝันไปเถอะ!”
นางเป็นมารดาแท้ๆ ยังไม่ทันได้เสวยสุขจากความก้าวหน้าของลูกชาย แล้วนังแพศยานั่นมีสิทธิ์อะไรถึงได้ครอบครองทุกอย่างไว้แต่ผู้เดียว?
เมื่อนึกถึงจุดนี้ หญิงชราก็หันไปถามสือชิงลั่วด้วยความร้อนใจ
“เจ้าว่าพวกเราควรทำยังไง?”
ไม่ว่าอย่างไรสือชิงลั่วก็เป็นศิษย์ของท่านเซียน นางย่อมต้องคิดวิธีดีๆ ออกเป็นแน่
สือชิงลั่วรอให้หญิงชราก้าวเข้ามาติดกับอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้ยินคำถามจึงตอบอย่างไม่รีบร้อน
“พวกท่านขายบ้านกับที่ดินทั้งหมดเสีย จากนั้นก็รวบรวมเงินติดตัวแล้วเดินทางเข้าเมืองหลวง”
เซียวเหล่าไท่ไท่ไม่เข้าใจ ทั้งยังไม่เห็นด้วยอย่างมาก นางเบิกตากว้างพลางถาม
“อะไร? เหตุใดต้องขายทั้งบ้านทั้งที่ดินด้วย?”
สือชิงลั่วคิดอยู่ในใจว่า หากไม่ขายให้หมด แล้วจะทำให้คนพวกนี้กลับมาที่หมู่บ้านไม่ได้อีกนานได้อย่างไร? นางตั้งใจจะส่งคนทั้งครอบครัวไปสร้างความปั่นป่วนให้พ่อสารเลวกับหญิงผู้นั้น หากพวกเขายังมีบ้านและที่ดินให้ถอยกลับมา แผนการคงไม่ได้ผลเต็มที่
ทว่าบนใบหน้าของนางกลับเผยความจริงใจ ราวกับกำลังคิดเผื่อหญิงชราและคนตระกูลเซียวทุกด้าน
“ต้องทำแบบนี้เท่านั้น เขาถึงจะส่งพวกท่านกลับมาไม่ได้ง่ายๆ หากถูกไล่กลับมา พวกท่านจะพักอยู่ที่ไหน จะเอาอะไรกิน?”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างเป็นเหตุเป็นผล
“ท่านแม่ทัพคงไม่กล้าปล่อยให้บิดามารดาต้องนอนข้างถนนและอดตาย หากเขากล้าทำจริง พวกท่านก็ไปฟ้องทางการ”
“ต่อให้วันหนึ่งถูกบังคับให้กลับมา ก็เรียกเงินจากเขาเสีย ให้เขาซื้อบ้านและที่ดินผืนใหม่ชดใช้แก่พวกท่าน จำนวนเงินต้องมากกว่าเดิมหลายเท่าถึงจะพอ”
“จากนั้นก็ให้เขาสร้างบ้านหลังที่ดีที่สุดในหมู่บ้าน หากไม่ยอมทำ คนที่เสียหน้าก็คือท่านแม่ทัพอย่างเขา”
“พอถึงตอนนั้น พวกท่านจะได้ผลประโยชน์ทั้งสองทาง ไม่มีอะไรต้องเสีย”
เห็นหญิงชรากับคนอื่นเริ่มคล้อยตาม สือชิงลั่วก็ยุยงเพิ่มอีกเล็กน้อย
“ในเมื่อพวกท่านตัดสินใจไปแล้ว ก็ต้องทำท่าทีว่าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ฝ่ายไหนใจแข็งกว่า ฝ่ายนั้นก็ชนะ”
ตอนแรกเซียวเหล่าไท่ไท่และคนอื่นต่างไม่เห็นด้วยกับการขายบ้านขายที่ดิน แต่เมื่อฟังสือชิงลั่วอธิบายจนจบ พวกนางกลับรู้สึกว่าวิธีนี้มีเหตุผลมาก
หากบ้านก็ไม่มี ที่ดินก็ขายไปหมดแล้ว ต่อให้ถูกส่งกลับมา พวกเขาจะดำรงชีวิตอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างไร?
ไม่ว่าเจ้ารองจะใจดำเพียงใด เขาคงไม่อาจปล่อยให้บิดามารดาและพี่น้องกลายเป็นคนเร่ร่อนได้ หากอีกฝ่ายกล้าทำถึงขั้นนั้นจริง พวกเขาก็จะไปฟ้องร้อง ต่อให้ต้องลากเจ้ารองลงจากตำแหน่งแม่ทัพก็ช่างปะไร ในเมื่อพวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์จากตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว ก็มาดูกันว่าฝ่ายใดจะกล้าลงมือหนักกว่ากัน
เมื่อคิดเช่นนี้ เซียวเหล่าไท่ไท่ก็รู้สึกว่าสือชิงลั่ว แม้จะเป็นนังเด็กที่ไม่น่าชอบหน้า แต่กลับมีความสามารถเรื่องวางแผนไม่น้อย
“ฟังดูมีเหตุผล พวกเราจะกลับไปปรึกษากัน”
นางพูดจบก็ลุกขึ้นด้วยความเร่งร้อน อยากรีบกลับบ้านไปหารือกับคนในครอบครัวเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าสือชิงลั่วกลับยื่นมือรั้งนางเอาไว้
“ท่านจะรีบไปไหน?”
“หากพวกท่านออกไปตอนนี้ แล้วซิ่งหงที่อยู่ข้างนอกรู้ว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร แผนทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยทันที”
นางมองหญิงชรา ก่อนค่อยๆ เปิดโปงสิ่งที่อีกฝ่ายยังไม่เคยนึกสงสัย
“หญิงผู้นั้นจงใจส่งซิ่งหงมาอยู่ข้างกายท่าน ให้นางคอยยุยงพวกท่านมาหาเรื่องสามีข้า ทั้งยังให้จับตาดูและหลอกพวกท่านไม่ให้เข้าเมืองหลวง เพราะกลัวพวกท่านจะไปแย่งอำนาจดูแลจวนและสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องต่างๆ จากนาง ซิ่งหงก็คือสายลับที่หญิงผู้นั้นส่งมา”
“หากเจตนาของพวกท่านถูกเปิดเผยก่อน หญิงผู้นั้นต้องเป่าหูท่านแม่ทัพข้างหมอน แล้วหาทางขัดขวางไม่ให้พวกท่านเข้าเมืองหลวง”
เซียวเหล่าไท่ไท่ได้ฟังดังนั้นก็นั่งลงอีกครั้ง ความเร่งร้อนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความกังวล
“แล้วจะทำยังไงดี? ซิ่งหงคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายข้า หากพวกเราขายบ้านขายที่ดิน นางต้องรู้แน่!”
สือชิงลั่วมองอีกฝ่ายด้วยแววตาคล้ายกำลังสงสัยว่า เหตุใดเรื่องง่ายเพียงนี้ถึงคิดไม่ออก
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเก็บนางไว้”
เมื่อเห็นทุกคนยังตามความคิดไม่ทัน นางจึงอธิบายแผนการให้ฟังอย่างละเอียด
“หลังออกจากที่นี่ พวกท่านอย่าเผยเรื่องเข้าเมืองหลวงแม้แต่คำเดียว ทำเป็นด่าทอข้าด้วยความโมโหตามปกติ”
“พรุ่งนี้ก็ให้ท่านลุงใหญ่หรือท่านอาสามเข้าไปในอำเภอ หานายหน้าค้ามนุษย์แล้วขายนางเสีย ให้คนซื้อเดินทางมาลากตัวนางออกจากหมู่บ้านโดยตรง เพียงเท่านี้แผนของพวกท่านก็ไม่รั่วไหล”
หญิงชราและคนอีกหลายคนต่างตกตะลึง พวกนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องนี้จะจัดการเช่นนั้นได้
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว วิธีดังกล่าวกลับใช้ได้จริง
สือชิงลั่วจึงเติมเชื้อไฟต่อไป
“สาวใช้ผู้นั้นหน้าตาไม่เลว รูปร่างก็ดี ทั้งยังเคยเป็นสาวใช้ประจำกายของฮูหยินแม่ทัพ หากขายให้ถูกสถานที่ ต่อให้ได้เงินหลายสิบตำลึงก็คงไม่ยาก”
“หากนางไปส่งข่าว นั่นก็เท่ากับจงใจขัดขวางไม่ให้พวกท่านเข้าเมืองหลวงไปเสวยสุข ทั้งยังตัดหนทางหาเงินของพวกท่าน คนที่ทำเช่นนี้ถือเป็นศัตรู อย่าได้ใจอ่อนกับนาง”
“พอขายนางออกไป พวกท่านก็ได้เงิน ทั้งยังไม่มีคนคอยเกะกะข้างกาย ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว”
ก่อนหน้านี้ซิ่งหงเคยยุแยงคนจากบ้านเก่า ให้จับเซียวเสี่ยวเม่ยแต่งเข้าตระกูลอู๋เพื่อฝังร่วมกับคนตาย นางยังมีส่วนร่วมในการส่งคนไปซื้อหมอสือ ให้วางยาพิษเซียวหานเจิง มิหนำซ้ำยังคิดจะทำให้เอ้อร์หลางจมน้ำตาย บาปที่ก่อเอาไว้แต่ละเรื่องหนักหนาจนไม่อาจให้อภัย
ในเมื่อซิ่งหงชอบยุยงคนบ้านเก่าให้ทำร้ายผู้อื่น สือชิงลั่วก็จะยุยงคนเหล่านี้ย้อนกลับไปขายนาง ให้นางได้ลิ้มรสผลที่ตนเองก่อเอาไว้บ้าง
นางบอกเป็นนัยชัดเจนแล้วว่า สถานที่ใดจะยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อหญิงสาวหน้าตาดีเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมเป็นหอนางโลม
น่าเสียดายที่คุณชายเล็กตระกูลอู๋ตายไปแล้ว มิเช่นนั้นนางยังสามารถยุยงหญิงชรากับคนอื่น ให้ส่งซิ่งหงไปฝังร่วมกับเขาเสียด้วย
ตามที่คาด เซียวเหล่าไท่ไท่ หวังซื่อและอู๋ซื่อต่างแสดงท่าทีหวั่นไหวออกมา แม้ปากจะยังพูดเหมือนต้องนำกลับไปคิดดูก่อนก็ตาม
“เรื่องนี้พวกเราจะลองพิจารณาอีกที”
พวกนางพูดเช่นนั้น ทว่าในใจก็ตัดสินใจทำตามวิธีของสือชิงลั่วเรียบร้อยแล้ว หากเก็บซิ่งหงเอาไว้ มีแต่นางจะคอยขวางทางและทำให้แผนเสียหาย ขายออกไปเสียย่อมสะดวกกว่า อีกทั้งยังได้เงินก้อนหนึ่งติดมือมาเป็นค่าเดินทางเข้าเมืองหลวงด้วย
เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนติดกับเรียบร้อย สือชิงลั่วก็ขยับเข้าไปใกล้หญิงชรา หวังซื่อและอู๋ซื่อ จากนั้นจึงสอนวิธีรับมือหญิงผู้นั้นกับพ่อสารเลว หลังพวกนางเดินทางถึงเมืองหลวง
ตัวอย่างเช่น หากหญิงผู้นั้นแสร้งทำตัวอ่อนแอและร้องไห้ต่อหน้าท่านแม่ทัพ ก็ให้เซียวเหล่าไท่ไท่ร้องไห้เสียงดังกว่า พร้อมตะโกนให้ผู้คนได้ยินทั่วกันว่า นางอุตส่าห์เลี้ยงลูกชายจนเติบใหญ่ด้วยความลำบาก แต่พอลูกชายแต่งภรรยาแล้วกลับลืมมารดา
หากหญิงผู้นั้นทำดีเฉพาะต่อหน้า แต่ลับหลังกลับหักค่าอาหาร เสื้อผ้า และสิ่งของที่ควรจัดสรรให้พวกเขา ก็ให้หญิงชราพาลูกสะใภ้ทั้งสองออกไปร้องทุกข์กับผู้คนทั่วเมือง ยิ่งเป็นสถานที่ซึ่งมีคนมากอย่างโรงน้ำชาหรือภัตตาคารยิ่งดี ต้องเล่าให้ทุกคนรู้ว่าฮูหยินแม่ทัพปฏิบัติต่อบิดามารดาของสามีอย่างไร
หากอีกฝ่ายทำเกินไปกว่านั้น ก็ให้หญิงทั้งสามไปนั่งร้องไห้โวยวายตรงหน้าประตูจวนแม่ทัพ ดูซิว่าตระกูลเซียวจะทนเสียหน้าต่อหน้าฝูงชนได้นานเพียงใด
นอกจากนั้น สือชิงลั่วยังนำวิธีจัดการหญิงเสแสร้งที่เคยพบเห็นมาก่อน มาถ่ายทอดให้เซียวเหล่าไท่ไท่ หวังซื่อ และอู๋ซื่อแทบทั้งหมด ส่วนทั้งสามคนจะนำไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องรอดูฝีมือเมื่อถึงเมืองหลวง
แต่นางมั่นใจในความสามารถด้านการร้องไห้โวยวายของคนบ้านเก่า หากพวกนางเอาจริงขึ้นมา อานุภาพต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หญิงทั้งสามไม่เคยนึกมาก่อนว่า การรับมือใครสักคนจะมีวิธีมากมายถึงเพียงนี้ ราวกับประตูบานใหม่ถูกเปิดออกตรงหน้า เผยให้เห็นหนทางที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เมื่อเห็นว่านำไปใช้ได้จริง พวกนางจึงตัดสินใจลงมือ
นังเด็กนี่สมกับเป็นศิษย์ของท่านเซียน ความสามารถในการคิดกลอุบายสูงกว่าคนธรรมดามาก
ขณะที่จดจำทุกอย่างซึ่งสือชิงลั่วสอน เซียวเหล่าไท่ไท่กับลูกสะใภ้ทั้งสองก็อดรู้สึกกลัวและระวังนางมากขึ้นไม่ได้
นังเด็กผู้นี้ไม่ใช่คนดีอะไร ในหัวเต็มไปด้วยแผนร้าย วิธีที่นางสอนแต่ละอย่างล้วนทำให้ฝ่ายตรงข้ามปวดหัวได้ทั้งนั้น
แต่หากนำกลอุบายเหล่านี้ไปจัดการนังแพศยาในเมืองหลวง พวกนางกลับชอบใจอย่างมาก
เพราะฉะนั้น เมื่อทั้งสามมีจุดใดไม่เข้าใจ พวกนางก็เปิดปากถามสือชิงลั่วอย่างตั้งใจ คนกลุ่มหนึ่งขยับเข้ามารวมตัวกันแล้วพูดคุยเสียงเบา บรรยากาศระหว่างพวกนางกลับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างน่าประหลาด
เซียวหานเจิงซึ่งเฝ้ามองอยู่ข้างๆ ทั้งขบขันทั้งไม่รู้จะทำอย่างไร หากคนที่ไม่รู้เรื่องผ่านมาเห็นเข้า คงคิดว่าสือชิงลั่วกับคนจากบ้านเก่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก
หลังสือชิงลั่วสอนสิ่งที่ควรสอน และกำชับเรื่องที่ควรระวังจนครบถ้วนแล้ว นางก็เริ่มไล่คนกลับ
“พวกท่านรีบกลับไปเตรียมตัวเถอะ ในเมื่อมีโอกาสได้เสวยสุขเร็วขึ้น จะมัวถ่วงเวลาอยู่ทำไม”
เซียวเหล่าไท่ไท่และคนอื่นก็แทบรอไม่ไหว อยากกลับไปปรึกษาคนในบ้านและลงมือเตรียมการโดยเร็ว
“ได้ เอาตามนี้”
ด้วยเหตุนี้ พวกนางจึงลืมจุดประสงค์ที่เดินทางมาในวันนี้เสียสนิท ไม่คิดจะยึดโรงทำเต้าหู้อีก ทั้งยังลืมเรื่องเข้ามาเลือกของในบ้านเซียวจนไม่เหลืออยู่ในความคิด เวลานี้ในหัวของทุกคนมีเพียงการขายบ้าน ขายที่ดิน จัดการซิ่งหง และเดินทางเข้าเมืองหลวงไปเสวยสุข
ก่อนปล่อยคนเหล่านี้ออกจากบ้าน สือชิงลั่วยังจงใจขุดหลุมดักซิ่งหงไว้อีกชั้น
นางเตือนหญิงชราด้วยท่าทีจริงจัง
“พอพวกท่านออกจากประตูไป ซิ่งหงต้องซักถามทุกอย่างแน่ ท่านอย่าถูกนางจูงจมูกอีก หากเผลอหลุดเรื่องที่เพิ่งตกลงกันออกไป ทุกอย่างที่วางแผนไว้ก็พังหมด”
เซียวเหล่าไท่ไท่โบกมืออย่างไม่เห็นเป็นเรื่องน่ากังวล
“ข้าไม่หลุดปากหรอก”
ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้โง่จริง ในเมื่อรู้แล้วว่าซิ่งหงเป็นคนของหญิงผู้นั้น นางย่อมไม่ยอมเผยเรื่องสำคัญให้อีกฝ่ายรู้
จากนั้นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ก็ถูกสือชิงลั่วพาไปส่งถึงประตูลานบ้าน
ซิ่งหงเห็นพวกนางเดินออกมา จึงรีบเก็บสีหน้าไม่พอใจที่แสดงอยู่เมื่อครู่ แล้วฝืนยิ้มพลางเดินเข้าไปต้อนรับหญิงชรา
“เหล่าไท่ไท่ นังเด็กนั่นเรียกพวกท่านเข้าไปทำอะไร?”
“เรื่องดูแลโรงทำเต้าหู้ตกลงกันเรียบร้อยหรือยัง? แล้วเหตุใดพวกท่านถึงไม่ได้เอาของอะไรออกมา?”
นางถามต่อเนื่องหลายคำถามเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ ราวกับต้องรู้รายละเอียดทุกอย่างจึงจะยอมรามือ
หากเป็นเมื่อก่อน เซียวเหล่าไท่ไท่คงไม่คิดอะไร ทั้งยังอาจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ซิ่งหงฟังทั้งหมด แต่หลังจากได้ยินคำเตือนของสือชิงลั่ว นางกลับอดนึกถึงคำพูดเหล่านั้นไม่ได้
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยรู้สึกผิดสังเกต ทว่าเมื่อลองย้อนคิดดูในเวลานี้ ทุกอย่างกลับเป็นอย่างที่สือชิงลั่วบอกจริงๆ
ซิ่งหงคอยซักถาม คอยออกความเห็น และคอยยุยงพวกนางอยู่ตลอด อีกฝ่ายต้องการจูงจมูกพวกนางไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ ทั้งยังคิดใช้คนตระกูลเซียวเป็นอาวุธจัดการผู้อื่นแทนตน
น่ารังเกียจนัก!
สาวใช้ผู้นี้สมควรถูกขายออกไปจริงๆ !
[จบบท]