เต้าหู้ที่ชาวบ้านรับไปขายตั้งแต่เช้าถูกขายจนหมดเกลี้ยง ไม่มีใครต้องหอบของเหลือกลับมาแม้แต่ชิ้นเดียว
ทุกคนไม่ได้เดินทางไปไกลนัก บ้างนำไปขายตามหมู่บ้านใกล้เคียง บ้างตั้งแผงอยู่ในตำบล โดยกำหนดราคาไว้ที่ห้าอีแปะตามที่สือชิงลั่วแนะนำ เมื่อหักต้นทุนแล้ว เต้าหู้หนึ่งจินจึงทำกำไรได้หนึ่งอีแปะเต็มๆ
แม้หนึ่งจินจะได้กำไรเพียงอีแปะเดียว แต่เมื่อรวมเต้าหู้ทั้งหมดที่ขายออกไป เงินในมือก็เพิ่มขึ้นหลายอีแปะภายในเวลาเพียงครึ่งวัน บางคนรับไปมากหน่อยก็ยิ่งทำเงินได้มาก อย่างสองพี่น้องบ้านเซียวต้าซู่ที่หาเงินได้ถึงสามสิบอีแปะในเช้าวันเดียว
สำหรับชาวบ้านที่ต้องก้มหน้าทำนา ตากแดดตากลมอยู่แทบทั้งปี กว่าจะเก็บเงินได้แต่ละอีแปะ เรื่องนี้ไม่ต่างอะไรจากมีโชคก้อนใหญ่ตกลงมาตรงหน้า เพียงนำเต้าหู้ไปขายต่อก็ทำเงินได้โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงมากมาย ใครได้ยินเข้าจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร
ข่าวเรื่องนี้แพร่ไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ไม่นานทุกคนก็รู้กันหมดว่าเต้าหู้ที่บ้านบัณฑิตเซียวทำออกมานั้นขายดีเพียงใด
ผู้ที่เมื่อวานยังยืนดูอยู่ห่างๆ เพราะกลัวว่าจะขายไม่ออก พอเห็นคนอื่นกลับมาพร้อมเงินในมือก็พากันเปลี่ยนใจ ต่างตัดสินใจว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะต้องไปรับเต้าหู้มาขายบ้าง หากมัวแต่ลังเลต่อไป เกรงว่าคงได้แต่มองคนอื่นหาเงินตาปริบๆ
ทว่าหลังจากข่าวเรื่องเต้าหู้ทำให้ทั้งหมู่บ้านคึกคักได้ไม่นาน ข่าวอีกเรื่องหนึ่งก็แพร่สะพัดตามมา และทำลายความสงบภายในหมู่บ้านลงอย่างรวดเร็ว
บ้านเซียวสายหลักขายสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติแม่เฒ่าเซียวออกไปแล้ว
ชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์ตอนซิ่งหงถูกคนจากหอค้าทาสลากตัวออกจากบ้าน นางร้องไห้จนแทบหายใจไม่ทัน ทั้งร้องเรียกบิดามารดา ทั้งขอให้แม่เฒ่าเซียวอภัยให้ ปากก็ยอมรับว่าตนทำผิดไปแล้ว ทว่าเมื่อเห็นว่าไม่มีใครคิดเปลี่ยนใจ นางก็หันไปด่าสือชิงลั่วเสียยกใหญ่
ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผู้ใดช่วยนางได้ สุดท้ายนางถูกคนจากหอค้าทาสลากออกไปทั้งน้ำตา เสียงร้องของนางดังอยู่พักใหญ่กว่าจะค่อยๆ ห่างออกไป
หลังจากขายซิ่งหงแล้ว บ้านเซียวสายหลักก็ปล่อยข่าวออกมาอีกว่า พวกเขาต้องการขายทั้งบ้านเก่าและที่นา หากผู้ใดสนใจซื้อก็สามารถเข้าไปพูดคุยเรื่องราคาได้โดยตรง
เมื่อคนในบ้านเซียวได้ยินข่าวนี้ แม่เซียวกับลูกๆ ต่างดีใจกันมาก
คนจากบ้านเก่าพวกนั้นกำลังจะออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปเมืองหลวงเพื่อสร้างความวุ่นวายให้คนที่นั่นแทนเสียที ส่วนหญิงใจร้ายอย่างซิ่งหงก็ได้รับผลจากสิ่งที่ตนทำแล้ว พวกนางดีใจจนแทบอยากซื้อประทัดมาจุดฉลองให้คนทั้งหมู่บ้านได้ยิน
แม่เซียวมีรอยยิ้มติดอยู่บนใบหน้าตั้งแต่ได้ฟังข่าว แต่ในใจก็ยังสงสัยอยู่บ้าง
“ไม่รู้ว่าคนบ้านเก่าจะออกเดินทางกันเมื่อใด”
สือชิงลั่วคาดเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงตอบอย่างไม่รีบร้อนว่า “พอขายบ้านกับที่นาได้ พวกเขาก็คงขึ้นเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
หลังจากถูกนางยุส่งเมื่อวาน คนโลภเหล่านั้นก็ตั้งหน้าตั้งตารอจะไปเสวยสุขอยู่ในจวนแม่ทัพ พวกเขาคงอยากขายทรัพย์สินให้หมดโดยเร็วที่สุด จะได้รีบเดินทางไปเมืองหลวงและเข้าไปยึดอำนาจในจวนของแม่ทัพเซียว
พอได้ฟังเช่นนั้น รอยยิ้มของแม่เซียวก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
“อย่างนั้นก็ดี พอพวกเขาไปเมืองหลวงแล้ว คงไม่กลับมาคิดแย่งโรงทำเต้าหู้ของเราอีก”
สือชิงลั่วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ตอนนี้พวกเขาไม่เห็นโรงทำเต้าหู้อยู่ในสายตาแล้วเจ้าค่ะ”
คนบ้านเก่าหมายตาทรัพย์สินในจวนแม่ทัพเอาไว้ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว โรงทำเต้าหู้เล็กๆ ในหมู่บ้านย่อมดูไม่มากพอจะดึงดูดใจพวกเขาอีกต่อไป
แม่เซียวอยู่กับคนเหล่านั้นมาหลายปี ย่อมรู้นิสัยละโมบของแต่ละคนดีกว่าใคร เมื่อได้ยินลูกสะใภ้ยืนยัน นางก็รู้สึกเหมือนยกก้อนหินหนักออกจากอก
“จริงด้วย ต่อไปพวกเขาอยู่ห่างถึงเมืองหลวง บ้านเราก็คงได้ใช้ชีวิตสงบเสียที”
นางยิ้มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนมาถามเรื่องที่กำลังสนใจมากที่สุดในเวลานี้
“ชิงลั่ว เต้าหู้ขายดีถึงเพียงนี้ พรุ่งนี้เราควรทำเพิ่มอีกสักหน่อยหรือไม่?”
สือชิงลั่วตอบทันทีว่า “เพิ่มเป็นสองเท่าเจ้าค่ะ”
นางมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังของแม่สามีแล้วเตือนล่วงหน้า “หลังจากนี้จะมีคนมารับเต้าหู้ไปขายต่อมากขึ้นเรื่อยๆ พวกท่านเตรียมใจกันไว้ก่อน งานของเราคงหนักขึ้นอีกมาก”
แม่เซียวพยักหน้ารับด้วยความยินดี ไม่มีท่าทีหวั่นกลัวงานหนักแม้แต่น้อย
“แม่เตรียมใจไว้แล้ว กากถั่วที่เจ้าสอนให้จัดการ แม่เอาไปผสมกับผักป่าและไส้เดือนให้ไก่กับเป็ดกิน พวกมันชอบกินกันมากจริงๆ”
เมื่อเห็นฝูงไก่เป็ดแย่งกันจิกกินกากถั่ว นางก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าลูกสะใภ้มีความคิดดีๆ อยู่เต็มหัว กากถั่วที่แต่ก่อนหลายคนมองว่าไม่มีประโยชน์ พอผ่านมือสือชิงลั่วกลับนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้อย่างดี
“ต่อไปเราทำเต้าหู้มากขึ้น กากถั่วก็จะมีมากตามไปด้วย พอหาเงินได้ เราก็ซื้อภูเขาด้านหลังตามที่เจ้าเคยบอก เอาไว้เลี้ยงไก่กับเป็ดโดยเฉพาะ แล้วค่อยซื้อหมูมาเลี้ยงเพิ่มอีกสักหน่อย แบบนั้นกากถั่วทั้งหมดก็ไม่ต้องทิ้งให้เสียของ”
แม่เซียวชอบชีวิตในตอนนี้มาก แม้ต้องตื่นแต่เช้าและทำงานจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่นางกลับรู้สึกว่าทุกวันที่ผ่านไปเต็มไปด้วยความหมาย
ยิ่งทำงานมากเท่าใด เงินที่เก็บได้ก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น ชีวิตของครอบครัวกำลังค่อยๆ ดีขึ้น ความหวังที่เคยเลือนหายไปก็กลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ต่อให้งานหนักกว่าเดิม นางก็เต็มใจทำ
สือชิงลั่วเห็นแม่สามีมีเรี่ยวแรงและความหวังเช่นนี้ก็ยิ้มตาม
“ท่านแม่คิดเหมือนข้าเจ้าค่ะ อีกไม่นานพวกเราจะทำได้ตามที่วางแผนไว้”
แม่เซียวมองลูกสะใภ้ด้วยดวงตาเปี่ยมความหวัง พอคิดถึงภาพฝูงไก่เป็ดบนภูเขาด้านหลัง รวมถึงหมูที่เลี้ยงไว้ในคอก นางก็รู้สึกมีแรงทำงานเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
“อืม”
หลังจากตอบรับสั้นๆ นางก็พาเซียวน้องเล็กไปทำอาหารด้วยท่าทางร่าเริง เสียงพูดคุยของแม่ลูกดังมาจากห้องครัวเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านอบอุ่นขึ้นมาก
ส่วนสือชิงลั่วนั่งอยู่ในลานบ้าน มองเซียวหานเจิงเขียนนิยายอยู่ไม่ไกล
บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่เป็นบ้านเก่า ตั้งแต่ตอนสร้างก็จัดวางห้องไม่ดีนัก แสงสว่างภายในห้องจึงน้อย แม้เป็นเวลากลางวันก็ยังดูมืด หากนั่งอ่านหรือเขียนหนังสือนานเกินไปย่อมทำให้ปวดตา
เพราะเหตุนี้ ทุกครั้งที่สภาพอากาศดี เซียวหานเจิงจะยกโต๊ะกับเก้าอี้ออกมาตั้งไว้ในลานบ้าน แล้วนั่งเขียนนิยายหรืออ่านตำราอยู่ใต้แสงธรรมชาติ
หลายวันที่ผ่านมา เขาเขียนเพิ่มไปอีกหลายหมื่นตัวอักษร เมื่อจัดกระดาษทั้งหมดให้เป็นระเบียบแล้วจึงส่งให้สือชิงลั่วอ่าน
นางรับต้นฉบับมาถือไว้ ก่อนนั่งอ่านตั้งแต่ต้นจนจบอย่างตั้งใจ ยิ่งอ่านก็ยิ่งจมอยู่กับเรื่องราว เมื่ออ่านถึงแผ่นสุดท้าย นางยังรู้สึกว่าเรื่องราวขาดหายตรงจุดน่าติดตามพอดี จนอยากให้เขาเขียนตอนต่อไปออกมาเดี๋ยวนั้น
หลังจากวางกระดาษลง สือชิงลั่วก็อดชื่นชมไม่ได้
“เขียนดีมาก คราวนี้แทบไม่มีจุดไหนต้องแก้แล้ว”
นางมองสามีด้วยแววตาชื่นชมจากใจจริง ก่อนเสริมว่า “พรสวรรค์ด้านการเขียนนิยายของท่านพี่ดีมากเจ้าค่ะ”
แม้แต่นางซึ่งเคยอ่านนิยายมามากมายยังเผลออ่านเพลินจนไม่อยากวาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้คนในยุคนี้ที่ไม่เคยสัมผัสนิยายเกี่ยวกับการฝึกตนเป็นเซียนมาก่อน
เมื่อนิยายเล่มนี้ออกไปสู่สายตาผู้อ่าน โลกกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยสำนักฝึกตน วิชาอาคม อาวุธวิเศษและการตามหาเส้นทางสู่อมตะ ย่อมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้คนอย่างมาก นางพอจะนึกภาพออกว่าบรรดาผู้อ่านในยุคนี้จะรู้สึกแปลกใหม่เพียงใด
เซียวหานเจิงยิ้มรับคำชม “ขอบใจที่ชม”
เขาชอบเวลาภรรยาตัวน้อยยอมรับความสามารถของตน ยิ่งเห็นแววตาจริงใจของนาง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งเขียนหลายวันนั้นคุ้มค่า
ในชีวิตก่อน ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ต้องทำเพียงลำพัง ต่อให้ประสบความสำเร็จหรือพบอุปสรรค ก็ไม่มีใครคอยนั่งอยู่ข้างกายและแบ่งปันความรู้สึกเหล่านั้นกับเขา
แต่ชีวิตนี้กลับต่างออกไปแล้ว จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งเข้ามาอยู่เคียงข้าง คอยพูดคุย ช่วยออกความเห็น และชื่นชมผลงานที่เขาทำ ความรู้สึกเช่นนี้ดีมากจริงๆ
เขาเก็บต้นฉบับกลับมาอย่างระมัดระวัง
“อีกสองวันข้าจะเข้าเมืองอำเภอ เอาต้นฉบับที่เขียนเสร็จแล้วไปให้ร้านหนังสือดูก่อน เผื่อพวกเขาสนใจซื้อ”
สำหรับนิยายเรื่องนี้ เซียวหานเจิงค่อนข้างมั่นใจ เขาเชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะขายได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ร้านหนังสือจะมองเห็นคุณค่าของมันมากเพียงใด
สือชิงลั่วพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ดีเจ้าค่ะ มะรืนนี้ข้าจะเข้าเมืองไปกับท่านพี่ ถือโอกาสซื้อของกลับมาด้วย”
ระหว่างที่สองสามีภรรยากำลังปรึกษากัน เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากทางหน้าบ้าน ไม่นานเซียวเอ้อร์หลางจากบ้านเก่าก็ปรากฏตัวอยู่ตรงประตูลาน
เซียวหานเจิงมองผู้มาเยือนด้วยสายตาเรียบเฉย น้ำเสียงที่ใช้ก็ห่างเหินอย่างชัดเจน
“มีอะไร?”
แม้เซียวเอ้อร์หลางจะอายุมากกว่าเซียวหานเจิงหนึ่งปี แต่เขาเคยถูกลูกพี่ลูกน้องผู้นี้จัดการเป็นการส่วนตัวมาหลายครั้ง ความทรงจำแต่ละครั้งไม่ชวนให้นึกถึงแม้แต่น้อย ทุกวันนี้เพียงสบตาเซียวหานเจิง เขาก็รู้สึกหวาดอยู่ในใจ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่กล้าก้าวเข้ามาในลาน ได้แต่ยืนอยู่ตรงประตูและส่งคำตามที่ได้รับมอบหมาย
“ท่านปู่กับท่านย่าให้พวกเจ้าไปบ้านเก่าสักหน่อย”
สือชิงลั่วหันไปสบตากับเซียวหานเจิง ทั้งสองต่างมองเห็นความคิดเดียวกันในแววตาของอีกฝ่าย ก่อนพยักหน้าให้กันเบาๆ
เซียวหานเจิงเก็บต้นฉบับ กระดาษ พู่กันและแท่นฝนหมึกให้เรียบร้อย จากนั้นจึงลุกขึ้น
“ได้ นำทางไป”
บ้านเก่าเรียกพวกเขาไปพบในช่วงที่กำลังเร่งขายบ้านกับที่นา เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เชิญไปนั่งดื่มชาพูดคุยกันตามประสาญาติ คนเหล่านั้นคงกำลังคิดแผนบางอย่างอยู่
สองสามีภรรยาเดินตามเซียวเอ้อร์หลางไป ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็มาถึงเรือนหลังหนึ่งซึ่งดูใหม่กว่าบ้านของพวกเขาอยู่หลายส่วน
ทันทีที่ก้าวผ่านประตู สือชิงลั่วก็เห็นผู้คนสิบกว่าคนนั่งรวมกันอยู่ในลานบ้าน มองจากจำนวนและใบหน้าแล้ว นางคาดว่าคนของบ้านเซียวสายหลักน่าจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ครบทุกคน
ดูท่าพวกเขาจะเตรียมพร้อมสำหรับการพูดคุยครั้งนี้ไม่น้อย
สือชิงลั่วไม่รอให้ผู้ใดเปิดปาก นางมองตรงไปยังแม่เฒ่าเซียวแล้วถามก่อน
“อดีตท่านย่าเรียกพวกเรามามีธุระอะไรหรือเจ้าคะ?”
แม่เฒ่าเซียวถูกคำว่าอดีตท่านย่าทิ่มแทงจนสีหน้าแข็งขึ้นชั่วขณะ
นังเด็กตัวดีผู้นี้ช่างน่ารังเกียจเหมือนเดิม แม้จะมาถึงบ้านเก่าแล้วก็ยังต้องจงใจเติมคำว่าอดีตนำหน้าคำเรียกนาง ไม่ยอมปล่อยโอกาสย้ำเรื่องตัดญาติให้ผ่านไปแม้แต่ครั้งเดียว
หากเป็นวันอื่น แม่เฒ่าเซียวคงเปิดปากด่าไปแล้ว ทว่าวันนี้นางเรียกสองคนนี้มาเพราะมีจุดประสงค์อื่น ไม่ได้ต้องการหาเรื่องทะเลาะกันตั้งแต่เริ่ม
นางจึงข่มอารมณ์เอาไว้แล้วชี้ไปยังเก้าอี้ว่างสองตัวในลาน
“นั่งก่อน”
สือชิงลั่วกับเซียวหานเจิงไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งสองเดินไปนั่งเคียงกันอย่างสงบ รอให้คนบ้านเก่าเผยจุดประสงค์ออกมา
หลังจากเห็นทั้งคู่นั่งเรียบร้อย แม่เฒ่าเซียวก็เป็นฝ่ายเริ่มพูด
“ข้าทำตามที่เจ้าแนะนำแล้ว ซิ่งหงถูกขายออกไปเรียบร้อย”
สือชิงลั่วยกนิ้วขึ้นมาโบกเบาๆ พร้อมปฏิเสธทันควัน
“อดีตท่านย่าพูดแบบนั้นไม่ถูก ข้าเพียงเสนอความคิดเห็นเล็กน้อย คนที่ตัดสินใจขายนางคือพวกท่าน จะโยนความผิดเรื่องขายคนมาให้ข้ารับไม่ได้เจ้าค่ะ”
คนบ้านเซียวสายหลักต่างพูดไม่ออกอยู่ในใจ
นังเด็กผู้นี้ช่างไม่รู้จักอาย เมื่อวานเห็นกันชัดๆ ว่าความคิดทั้งหมดออกมาจากปากนาง ทั้งยังเป็นคนคอยชี้นำจนพวกเขาตัดสินใจขายซิ่งหง ตอนนี้กลับปัดความรับผิดชอบเสียหมด เหลือเพียงคำว่าเสนอความคิดเห็นเล็กน้อยเท่านั้น
แม่เฒ่าเซียวรู้ดีว่าหากต่อปากต่อคำกับสือชิงลั่ว ตนไม่มีทางได้เปรียบ นางจึงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับความหงุดหงิดที่กำลังพุ่งขึ้นมา
“ได้ พวกเราตัดสินใจขายนางเอง”
จากนั้นนางก็ปรับสีหน้า วางท่าราวกับกำลังยื่นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ให้สองสามีภรรยา
“ตอนนี้พวกเราจะขายบ้านเก่ากับที่นาทั้งหมด ข้าได้ยินว่าเต้าหู้ของพวกเจ้าขายดีมาก จึงเรียกมาถามว่าพวกเจ้าสนใจซื้อหรือไม่?”
ความจริงแล้ว หากเมื่อวานพวกเขาไม่ได้ถูกสือชิงลั่วยุจนมองโรงทำเต้าหู้เล็กๆ ไม่อยู่ในสายตา และหันไปวาดฝันถึงการเป็นนายใหญ่ในจวนแม่ทัพที่เมืองหลวง เมื่อได้ยินว่าเต้าหู้ขายดี คนโลภอย่างพวกเขาคงคิดหาทางเข้ายึดโรงทำเต้าหู้มาเป็นของตนแล้ว
แต่เวลานี้เป้าหมายของทุกคนเปลี่ยนไป พวกเขาต้องการรีบขึ้นเมืองหลวง จึงมีความคิดอย่างอื่นเกี่ยวกับบ้านและที่นาแทน
สือชิงลั่วเข้าใจเจตนาของพวกเขาแทบจะในทันที แต่นางยังคงส่ายหน้าโดยไม่เสียเวลาคิด
“พวกเราซื้อไม่ไหวเจ้าค่ะ”
ก่อนคนบ้านเก่าจะทันแสดงสีหน้า นางก็อธิบายต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“ตอนนี้เต้าหู้ขายดีเพราะเป็นของแปลกใหม่ ชาวบ้านไม่เคยเห็นมาก่อนจึงอยากซื้อไปลอง ต่อไปจะขายได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ก็ยังบอกไม่ได้”
“อีกอย่าง หนี้ของพวกเรายังใช้คืนไม่หมด จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อบ้านกับที่นาของพวกท่าน?”
เมื่อพูดจบ ดวงตาของนางก็กลอกไปมาเล็กน้อย ก่อนเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ พวกท่านให้พวกเราติดเงินไว้ก่อน หากยอมขายเชื่อ พวกเราซื้อแน่นอนเจ้าค่ะ”
คนโลภพวกนี้คิดแผนได้ไม่เลว ถึงกับอยากขายบ้านและที่นาให้ครอบครัวของนาง
หากพวกเขาไปเมืองหลวงแล้วอยู่ที่นั่นไม่ได้ วันหน้ากลับมาหมู่บ้านก็คงใช้เรื่องความกตัญญูเป็นข้ออ้าง บังคับให้เซียวหานเจิงคืนบ้านกับที่นาให้
ถึงตอนนั้น พวกเขาย่อมไม่คิดคืนเงินที่ได้รับไปแล้ว หากถูกทวงถามก็พร้อมจะหน้าด้านไม่ยอมรับ เท่ากับได้เงินค่าบ้านและที่นาไปใช้ระหว่างเดินทาง ทั้งยังสามารถกลับมายึดทรัพย์สินคืนโดยไม่เสียอะไรสักอย่าง
สือชิงลั่วไม่มีเวลาว่างพอจะมานั่งโต้เถียงกับคนเหล่านี้เรื่องกรรมสิทธิ์ในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่ได้ชอบบ้านหลังนี้อยู่แล้ว แม้จะดูใหม่กว่าบ้านที่พวกนางอาศัย แต่การจัดวางพื้นที่ไม่ได้ดีนัก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยร่องรอยของคนบ้านเก่า ต่อให้มีเงิน นางก็ไม่คิดซื้อ
เพราะรู้ว่าคนเหล่านี้ไม่มีทางยอมขายเชื่อ นางจึงจงใจบอกว่าไม่มีเงินและยื่นข้อเสนอนี้ออกไป ใช้นิสัยละโมบของพวกเขาปิดทางเรื่องซื้อขายเสียเอง
สีหน้าของคนบ้านเซียวสายหลักแข็งค้างพร้อมกัน
ขายเชื่ออย่างนั้นหรือ นางกำลังฝันอะไรอยู่?
เดิมทีพวกเขาเพียงต้องการลองหยั่งเชิงดู หากเซียวหานเจิงกับสือชิงลั่วหาเงินมาซื้อได้ก็เป็นเรื่องดีที่สุด ต่อให้เงินในมือไม่พอ พวกเขาก็อาจไปขอยืมจากชาวบ้านหรือเข้าเมืองอำเภอเพื่อหาเงินมาเพิ่ม
พอขายสำเร็จ พวกเขาก็จะมีเงินก้อนติดตัวไปเมืองหลวง ส่วนวันหน้าหากต้องกลับมายังหมู่บ้าน ค่อยหาวิธียึดบ้านกับที่นากลับคืนก็พอ แบบนั้นพวกเขายังประหยัดเงินซื้อบ้านและที่นาใหม่ได้อีกก้อน
แต่หากให้ติดหนี้ไว้ก่อนย่อมไม่มีทาง พวกเขาไม่ได้โง่ถึงเพียงนั้น
แม่เฒ่าเซียวฝืนยกมุมปาก ทว่ารอยยิ้มนั้นดูแข็งจนไม่เหมือนกำลังยิ้ม
“ถ้าไม่มีเงินก็ช่างเถอะ พวกเราต้องใช้เงินเป็นค่าเดินทาง”
สือชิงลั่วพยักหน้าแรงๆ แสดงท่าทีเห็นด้วยกับคำพูดนั้นทุกส่วน
“เรื่องนั้นถูกต้องเจ้าค่ะ ถึงพวกท่านไปถึงเมืองหลวงแล้วจะมีอาหารดีๆ ให้กินทุกมื้อ มีเสื้อผ้าดีๆ ให้สวม ทั้งยังมีเงินมากจนใช้ไม่หมด แต่ระหว่างเดินทางก็ต้องเตรียมเงินติดตัวไว้บ้าง”
คำพูดนี้ยิ่งตอกย้ำภาพชีวิตสุขสบายในเมืองหลวงที่คนบ้านเก่าพากันจินตนาการเอาไว้ ทุกคนจึงรู้สึกว่าการรีบขายบ้านและที่นาเพื่อนำเงินมาเป็นค่าเดินทางเป็นเรื่องจำเป็น
ขณะเดียวกัน แม่เฒ่าเซียวกลับรู้สึกไม่อยากเห็นหน้าสือชิงลั่วอีกต่อไป เพียงเห็นรอยยิ้มของนางก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกวางแผนใส่อย่างไรไม่รู้
เมื่อถามเรื่องซื้อบ้านกับที่นาแล้วไม่ได้คำตอบตามต้องการ นางจึงโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว พวกเจ้ากลับไปเถอะ”
แต่สือชิงลั่วยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่มีท่าทีว่าจะลุกออกไปแม้แต่น้อย
คนบ้านเก่าคิดจะเรียกพวกนางมาใช้เป็นหมาก พอเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์ก็รีบไล่กลับง่ายๆ เรื่องจะจบเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อคนเหล่านี้ยื่นโอกาสมาให้ถึงตรงหน้า นางย่อมต้องรับเอาไว้และเตรียมของตอบแทนให้เหมาะสม
ใครคิดวางแผนใส่ใครกันแน่ อีกไม่นานก็จะได้รู้
นางมองแม่เฒ่าเซียวด้วยสีหน้าเหมือนกำลังถูกทำร้ายความรู้สึก ก่อนเปิดปากทักท้วง
“อดีตท่านย่า พอเห็นว่าพวกเราไม่มีเงินซื้อบ้าน ท่านก็จะไล่กลับแล้วหรือเจ้าคะ?”
จากนั้นนางกวาดตามองคนบ้านเซียวสายหลักทีละคน รอยยิ้มตรงมุมปากดูมีความหมายมากขึ้น
“พวกท่านไม่มีเรื่องอื่นอยากคุยกับข้าอีกจริงหรือ?”
[จบบท]