บทที่ 100: พ่อลูกตัวแสบ
บรรยากาศภายในห้องทำงานของฮั่วจวินเย่าเต็มไปด้วยความตึงเครียด ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาของเขามีความเคร่งขรึมและมีกลิ่นอายความเย็นชาแผ่กระจายออกมา นัยน์ตาสีเข้มลึกล้ำของเขามีประกายแสงที่คนทั่วไปยากจะคาดเดาความรู้สึกได้ ไฝรองน้ำตาเม็ดเล็กบนใบหน้าก็ส่งความรู้สึกหนาวเหน็บออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
อู๋เฟิงโย่วชะงักร่างกายไปเล็กน้อย ชายวัยกลางคนรู้สึกตกใจกับท่าทางของอีกฝ่าย อาการประหม่าส่งผลให้เขาขยับริมฝีปากตะกุกตะกัก
“คุณฮั่วไม่เคยพูดประโยคนี้เหรอครับ”
ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจของเขา หรือเป็นไปได้ไหมที่ซูหนานชิงจะหลอกลวงเขาด้วยการแอบอ้างชื่อของผู้นำตระกูลฮั่ว
ช่วงเวลาที่เขากำลังคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมด เสียงของฮั่วจวินเย่าก็ดังขึ้นอย่างเชื่องช้า
“นโยบายของประเทศยังไม่ออกมา ผมจะปล่อยข่าวลือแบบนี้ออกไปได้อย่างไร คุณลุงอู๋ประเมินผมสูงเกินไปแล้วครับ”
ประโยคนี้เป็นการถ่อมตัวอย่างแยบยล เขาเป็นเพียงแค่นักธุรกิจธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น จะสามารถมองทะลุแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างไร
อู๋เฟิงโย่วเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอพูดผิดไปเสียแล้ว เบื้องบนมีความหวาดระแวงมากที่สุดก็คือนักธุรกิจที่มีอิทธิพลสามารถตัดสินทิศทางเศรษฐกิจได้ ฮั่วจวินเย่าเก็บซ่อนความเก่งกาจและคมเขี้ยวของตัวเองมาหลายปี เขาจะพูดเรื่องนโยบายที่ยังไม่ออกมาแบบนี้ได้อย่างไร
วันนี้เขาเป็นอะไรไป เพียงแค่ได้ยินคำพูดที่คลุมเครือประโยคหนึ่ง เขากลับเดินมาซักถามต่อหน้าเจ้าตัวโดยตรง ชายวัยกลางคนรีบลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษครับ ผมเสียมารยาทไปแล้ว”
ประโยคยังไม่ทันจบ เขาก็มองเห็นความเย็นชาบนใบหน้าของฮั่วจวินเย่าค่อยๆ จางหายไป ชายหนุ่มส่งเสียงเรียบ
“คุณลุงอย่าเพิ่งรีบร้อนครับ อีกไม่กี่วัน ผมคาดว่าไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ น่าจะมีนโยบายที่เกี่ยวข้องออกมาครับ”
อู๋เฟิงโย่วเบิกตากว้าง เขามองฮั่วจวินเย่าด้วยความตกใจ สรุปว่าประธานฮั่วคนนี้ยอมรับเรื่องนโยบายแล้วใช่ไหม
รอจนกระทั่งเดินออกจากอาคารเครือบริษัทฮั่วกรุ๊ป อู๋เฟิงโย่วสามารถควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติได้ ภายในใจของเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ข้อมูลสำคัญระดับชาติขนาดนี้ คุณฮั่วกลับยอมเปิดเผยให้ซูหนานชิงรับรู้ พวกเขาทั้งสองคนมีความสัมพันธ์อะไรกันแน่
ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหน ต่อไปนี้เขาจะต้องเกรงใจคุณซูให้มากขึ้น แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่สามารถเผยแพร่ออกไปได้ชั่วคราว ใครก็ไม่สามารถเอาไปพูดต่อได้
ชั้นบนของอาคาร
ฮั่วเสี่ยวสือทำโจทย์คณิตศาสตร์โอลิมปิกเสร็จหนึ่งหน้า เด็กชายหันหน้าไปมองทรราชผู้เป็นพ่อที่กำลังนั่งพิงเก้าอี้โดยไม่มีท่าทีเคร่งขรึมเหมือนเวลาทำงาน ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มประดับอยู่ นัยน์ตาเรียวยาวทั้งสองข้างหรี่ลงจนแทบจะกลายเป็นเส้นตรง
ฮั่วเสี่ยวสือเบ้ปาก พ่อของเขาในตอนนี้ช่างทนดูไม่ได้จริงๆ
ฮั่วจวินเย่ากำลังถือโทรศัพท์มือถือเอาไว้ในมือ ชายหนุ่มใช้นิ้วพิมพ์ข้อความส่งหาซูหนานชิงผ่านแอปพลิเคชัน
“คุณซู คุณอู๋เพิ่งจะเดินออกไปจากที่นี่ คุณติดค้างอาหารผมอีกหนึ่งมื้อใช่ไหมครับ”
ข้อความนี้เพิ่งจะส่งออกไป อีกฝ่ายก็พิมพ์ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“พาลูกชายของคุณมาด้วย เวลาและสถานที่คุณเป็นคนกำหนดเลย”
ฮั่วจวินเย่ายกมุมปากขึ้น ชายหนุ่มขยับริมฝีปาก
“เสี่ยวสือ กินอาหารร้านอิตาเลียนไหม”
ฮั่วเสี่ยวสือเกลียดร้านอาหารอิตาเลียนมากที่สุด เด็กชายไม่ได้คิดทบทวนและตอบกลับไป
“ไม่กินครับ”
“อ้อ”
ฮั่วจวินเย่าหาร้านอาหารอิตาเลียนแบบสุ่มในระบบ เขาทำการส่งตำแหน่งที่ตั้งไปให้ซูหนานชิง ชายหนุ่มขยับริมฝีปากอีกครั้ง
“คืนนี้พ่อมีนัดกินข้าวกับคนอื่นที่ร้านอาหารอิตาเลียน ลูกไม่ชอบอาหารที่นั่น พ่อก็จะไม่พาลูกไป”
ฮั่วเสี่ยวสือไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองตกหลุมพรางของใครบางคนเข้าแล้ว เด็กชายพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ตกลงครับ”
นับตั้งแต่ทรราชพบว่าครูสอนพิเศษที่บ้านทารุณกรรมเขา ทรราชก็ปฏิเสธงานสังคมไปมากมาย ช่วงนี้มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนเขามากขึ้น การที่คุณพ่อจะออกไปงานเลี้ยงสังสรรค์บ้างเป็นบางครั้งก็ไม่เป็นไร
ฮั่วเสี่ยวสือถอนหายใจ เด็กชายมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ เขาพบว่าซูเสี่ยวถั่วส่งข้อความมาหาเขา เขาสวมหูฟังและกดปุ่มเล่นเสียง
“พี่ชาย คณิตศาสตร์โอลิมปิกยากมากเลย คืนนี้พี่ช่วยเสี่ยวถั่วถั่วหน่อยได้ไหมคะ”
ฮั่วเสี่ยวสือเงียบไป เด็กชายฉลาดและมีไหวพริบขนาดนี้ เรียนรู้อะไรก็เข้าใจ ทำไมถึงมีน้องสาวที่เรียนไม่เก่งแบบนี้ได้
เด็กตัวเล็กถอนหายใจ เขาทำการพิมพ์ข้อความตอบกลับหาเธอ เด็กน้อยวัยห้าขวบสามารถพิมพ์ตัวอักษรได้อย่างคล่องแคล่ว
“ถ่ายรูปการบ้านส่งมา พี่จะช่วยเขียนให้”
“ขอบคุณค่ะพี่ชาย รอหนูเลิกเรียนและกลับถึงบ้าน หนูจะส่งการบ้านไปให้นะคะ หนูยังต้องถ่ายทอดสดอีก ยุ่งมากเลยค่ะ”
เขาได้แต่อ่านข้อความและไม่พิมพ์ตอบอะไรกลับไปอีก
ซูหนานชิงและฮั่วจวินเย่านัดกินข้าวกันตอนหกโมงเย็น เวลาประมาณห้าโมงเย็น ด้านนอกบ้านมีเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้น น่าจะเป็นเถาถาวไปรับเด็กกลับมาแล้วใช่ไหม เธอคิดทบทวนแบบนี้และผลักประตูห้องเดินออกมา พอเดินลงบันไดมาชั้นล่าง เธอก็มองเห็นซ่งหมิ่นบุกเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“อู๋มู่ชิง เธอออกมาเดี๋ยวนี้”
อู๋มู่ชิงกำลังเตรียมอาหารเย็นด้วยตัวเองอยู่ในห้องครัว เธอเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับถอดผ้ากันเปื้อนส่งให้แม่บ้าน หลังจากมองเห็นอีกฝ่ายเธอก็ขยับริมฝีปาก
“พี่สะใภ้ พี่มาที่นี่ได้อย่างไรคะ”
“อย่ามาเรียกฉันว่าพี่สะใภ้”
ซ่งหมิ่นตะโกนด้วยความโกรธ หญิงวัยกลางคนก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและชี้หน้าด่าทอเธอ
“เธอไปพูดอะไรกับพี่ชายคนโตของเธอกันแน่ เขากลับไม่เห็นด้วยที่จะลงทุนแล้ว เธอไม่อยากได้เงิน เธอแกล้งทำตัวสูงส่ง ก็อย่ามาขัดขวางพวกเราสิ เธอทนเห็นตระกูลอู๋เจริญรุ่งเรืองไม่ได้ใช่ไหม”
อู๋มู่ชิงขมวดคิ้ว คนที่อ่อนโยนในเวลานี้กลับมีใบหน้ามืดมน น้ำเสียงของเธอหนักแน่นขึ้นหลายส่วน
“พี่สะใภ้ พอได้แล้วค่ะ พี่ชายคนโตไม่ซื้อต้องมีเหตุผลของเขาอย่างแน่นอน”
ซ่งหมิ่นเป็นคนปากสว่าง เรื่องอะไรก็เอาไปพูดมั่วซั่วอยู่ข้างนอก ดังนั้นข้อมูลสำคัญที่ฮั่วจวินเย่าให้มา จึงไม่สามารถบอกเธอได้อย่างเด็ดขาด
คำพูดนี้ตกเข้าหูของซ่งหมิ่น มันกลับไม่ใช่ความรู้สึกที่ดี อู๋เฟิงโย่วผู้เป็นสามีมาที่ตระกูลอันหนึ่งรอบ พอกลับไปก็ตัดสินใจไม่นำเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้ว เงินสองร้อยล้านที่เตรียมไว้ในบ้านก็กลับไปเข้าบัญชีที่บริษัทแบบนี้
เธอถามหาเหตุผล สามีก็ตอบกลับมา
“ผมมีเหตุผลที่พูดไม่ได้ สรุปคือไม่ลงทุนแล้ว คุณก็อย่าถามอีกเลย”
อย่าถามอีกเลย อาศัยอะไรถึงไม่ยอมให้เธอรับรู้ พวกเขาไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี พอพี่น้องเจอกันกลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้ มีความลับที่เธอไม่รู้อย่างนั้นเหรอ
ซ่งหมิ่นยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ หญิงส่งเสียงด่าทอ
“ยัยตัวปัญหา ตัวซวย หลังจากที่เธอแต่งงานเข้าตระกูลอัน ตระกูลอันก็ตกต่ำลง เธอหวังอยากให้ตระกูลอู๋ตกต่ำลงด้วยถึงจะพอใจใช่ไหม ฉันจะบอกเธอให้ ตระกูลอู๋เป็นของพี่ชายเธอ เขาเป็นคนตัดสินใจ แต่ตระกูลซ่งไม่ใช่ ต่อให้ตระกูลอู๋จะตกต่ำ ครอบครัวเดิมของฉันเจริญรุ่งเรือง ฉันก็ยังคงดูถูกเธออยู่ดี”
ตระกูลอู๋ไม่ต้องการโอกาสนี้ ตระกูลซ่งของเธอต้องการ พี่ชายของเธอเตรียมเงินทุนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เขาสามารถร่วมหุ้นได้โดยตรง ถึงเวลานั้นตระกูลซ่งหาเงินได้ก้อนโต เธอก็จะสามารถเชิดหน้าชูตาต่อหน้าอู๋เฟิงโย่วได้ และก็พอดีที่จะให้อู๋เฟิงโย่วได้เห็นว่า ความคิดที่น้องสาวของเขาเสนอมามันโง่เขลามากแค่ไหน
อู๋มู่ชิงกำหมัดแน่น เธอมองซ่งหมิ่นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เธอไม่พลาดความมุ่งร้ายที่ฉายผ่านแววตาของอีกฝ่าย เมื่อก่อนเธอเพียงแค่คิดว่าพี่สะใภ้อาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างต่อเธอ ในเวลานี้ เธอตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ซ่งหมิ่นไม่เคยเห็นเธอเป็นคนในครอบครัวเลย
ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วทำไมเธอจะต้องอดทน อู๋มู่ชิงชี้มือไปที่ประตู
“ซ่งหมิ่น บ้านของฉันไม่ต้อนรับเธอ ไสหัวไป”
ซ่งหมิ่นยังคงด่าทอต่อไป
“ไม่ต้อนรับฉันเหรอ สภาพบ้านของพวกเธอที่ยากจนข้นแค้นแบบนี้ เธอคิดว่าฉันเต็มใจอยากจะมาหรือไง”
อู๋มู่ชิงเป็นคนที่มีการศึกษา พอได้ยินคำพูดนี้เธอก็ยิ่งโกรธจนแทบจะทนไม่ไหว ในขณะที่เธอกำลังจะขยับริมฝีปาก ซูหนานชิงที่ยืนอยู่ตรงบันไดก็ส่งเสียงเย็นชาออกมา
“คุณน้าซ่ง นามสกุลร้อยตระกูลของบ้านคุณ ไม่มีนามสกุลจ้าวใช่ไหมคะ”
ซ่งหมิ่นชะงักไปเล็กน้อย หญิงส่งเสียงถาม
“เธอหมายความว่าอย่างไร”
ซูหนานชิงยกมุมปากขึ้น หญิงสาวขยับริมฝีปากตอบ
“หมายความว่า ในบ้านของคุณ เงินคืออันดับหนึ่งเสมอไงคะ”
“เธอ”
ตระกูลเศรษฐีไม่ชอบที่สุดคือการถูกด่าว่าเห็นแก่เงิน ซ่งหมิ่นโกรธกับคำพูดที่แทงใจดำนี้จนยกมือขึ้นตบหน้าอู๋มู่ชิงฉาดใหญ่
“ดูสิว่าเธอพาเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนกลับมาบ้าน ถึงกล้าพูดจาแบบนี้กับผู้ใหญ่”
ไม่มีใครคาดคิดว่าซ่งหมิ่นจะลงมือ อู๋มู่ชิงยกมือขึ้นกุมใบหน้าที่ถูกตบ เธอมองอีกฝ่ายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เธอ”
ซ่งหมิ่นกลับเชิดหน้าขึ้น หญิงส่งเสียงด้วยความเย่อหยิ่งถึงขีดสุด
“เธออะไรของเธอ ฉันเป็นพี่สะใภ้ของเธอ ตบเธอแล้วมันจะทำไม เธอเกล้าตบฉันคืนหรือไง”
คิดไม่ถึงเลยว่า ประโยคนี้เพิ่งจะจบลง
[จบบท]