บทที่ 2: ฝาแฝดคนละฝา
“ซู... หนาน... ชิง”
ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ในสนามบิน ซูเสี่ยวถั่วละสายตาจากเกมในมือถือพลางชูนิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่ป้ายรับคนในมือของชายหนุ่มตรงหน้า เด็กน้อยเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วสดใสตามประสาเด็กที่เพิ่งหัดอ่านภาษาแม่ “ตัวอักษรพวกนี้ หนูอ่านถูกไหมคะ”
เนื่องจากเติบโตที่ต่างประเทศมาตั้งแต่เกิด ภาษาจีนของซูเสี่ยวถั่วจึงอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
ซูหนานชิงวางมือลงบนศีรษะทุยๆ ของลูกสาวแล้วลูบเบาๆ เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แม้จะฟังดูเรียบนิ่งทว่ากลับกังวานใสไพเราะจับใจ “ถูกต้องค่ะ”
รอยยิ้มจางๆ ที่ผุดขึ้นบนมุมปากของเธอทำเอากู้อันซวินที่ยืนถือป้ายอยู่ถึงกับตะลึงจนตาค้าง
เขาไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าที่เมืองหยางจะมีผู้หญิงที่สวยสะกดสายตาได้ขนาดนี้ สวยเสียยิ่งกว่าดาราชื่อดังที่เขาเคยควงด้วยซ้ำ
ซูหนานชิงสัมผัสได้ถึงสายตาโลมเลียนั้นแต่เธอเลือกที่จะเมินเฉยราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ ผิดกับซูเสี่ยวถั่วที่กระพริบตาปริบๆ มองเขาด้วยความสงสัย “คุณอาคะ คุณมารับ...”
“พวกเราเหรอคะ” ประโยคนั้นยังไม่ทันจบดี กู้อันซวินก็รีบซ่อนป้ายรับคนไว้ด้านหลังทันควัน เขารีบปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ใช่แน่นอนครับหนูน้อย หน้าตาอย่างผมไม่มีวันไปเกี่ยวข้องกับยัยหมูตอนสมควรตายนั่นเด็ดขาด”
คำพูดหยาบคายนั้นทำให้ซูเสี่ยวถั่วเบ้ปากด้วยความรังเกียจทันที เด็กน้อยถอนหายใจยาวเหยียด “คุณอานี่น่าสงสารจังเลยนะคะ อายุแค่นี้สายตาฝ้าฟางซะแล้ว เฮ้อ... แย่จัง”
มาหาว่าแม่ของเธออ้วน ตาถั่วสิ้นดี
กู้อันซวินยืนงงเป็นไก่ตาแตกกับวาจาเชือดเฉือนของเด็กตัวกะเปี๊ยก ซูหนานชิงจึงอาศัยจังหวะนั้นจูงมือลูกสาวเดินเชิดหน้าผ่านเขาไปอย่างเย็นชา
พอตั้งสติได้ กู้อันซวินทำท่าจะวิ่งตามสาวสวยคนนั้นไป แต่ผู้ช่วยคนสนิทรีบเข้ามาขวางไว้เสียก่อน “คุณชายครับ อย่าลืมคำสั่งท่านผู้เฒ่านะครับ เราต้องรับคน”
กู้อันซวินมองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นด้วยความเสียดายสุดซึ้ง เขาหันมาบ่นกับลูกน้องด้วยความหงุดหงิด “นายลองคิดดูสิ ถ้ายัยตัวน่าเกลียดนั่นสวยได้สักครึ่งของแม่ลูกคู่นั้น ฉันคงยอมหลับหูหลับตาแต่งงานด้วยไปนานแล้ว ไม่ต้องมาวุ่นวายถอนหมั้นแบบนี้หรอก”
โรงแรมหรูในเครือฮั่วกรุ๊ป
บรรยากาศภายในห้อเพรสซิเดนเชียลสวีทเงียบสงบ ซูหนานชิงรอจนแน่ใจว่าซูเสี่ยวถั่วหลับสนิทแล้วจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู หน้าจอแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับเกือบสิบสาย และทั้งหมดมาจาก ‘บ้านตระกูลซู’
ทันทีที่เธอกดโทรกลับ ปลายสายก็ตะคอกกลับมาเสียงดังลั่นจนเธอต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู “ซูหนานชิง นี่แกเป็นบ้าอะไร ทำไมไม่รับโทรศัพท์ แกเป็นคนเรียกร้องจะถอนหมั้นเองไม่ใช่หรือไง ถ้าอยากถอนหมั้นนักก็รีบไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้ อย่ามาทำตัวเป็นตัวถ่วงความเจริญของน้องสาวแกกับคุณชายกู้”
ตระกูลซูไม่มีทางยอมปล่อยบ่อเงินบ่อทองอย่างตระกูลกู้หลุดมือไปง่ายๆ นั่นคือเหตุผลที่พ่อของเธอยื้อเรื่องการถอนหมั้นมาตลอด
แต่ในเมื่อตอนนี้ตระกูลกู้ยอมรับข้อเสนอที่จะให้ลูกสาวอีกคนแต่งงานแทน พ่อของเธอก็พร้อมจะเขี่ยเธอทิ้งและรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบๆ ไป
ซูหนานชิงตอบรับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “กำลังจะกลับไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
หญิงสาวหันไปกำชับป้าหลี่ พี่เลี้ยงที่ติดตามมาจากต่างประเทศให้ดูแลลูกสาวให้ดี ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องไป
ขณะยืนรอลิฟต์ หูของเธอได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบามาจากด้านหลัง พอหันกลับไปก็พบร่างเล็กๆ ในชุดนอนผ้าไหมสีเทายืนงัวเงียอยู่ ผมเผ้าชี้ฟูเล็กน้อยดูน่าเอ็นดู
ด้วยความที่ซูเสี่ยวถั่วไว้ผมสั้น แถมเครื่องหน้ายังสวยคมผสมน่ารัก ทำให้ดูไม่ออกว่าเป็นเด็กหญิงหรือชายกันแน่
ปกติแล้วตอนอยู่ต่างประเทศ ทุกครั้งที่เธอจะออกไปทำธุระ ลูกสาวตัวน้อยมักจะตามมาขอ 'กอดเติมพลัง' เสมอ
ซูหนานชิงจึงไม่ได้เอะใจเลยสักนิด เธอย่อตัวลงสวมกอดร่างเล็กนั้นด้วยความรักใคร่และประทับจูบเบาๆ ลงบนหน้าผากมน น้ำเสียงที่เคยเย็นชากลับกลายเป็นอ่อนโยนจนหยด “เด็กดี เดี๋ยวแม่จะซื้อเค้กมูสกลับมาฝากนะคะ ตอนนี้กลับไปนอนต่อในห้องก่อนนะ”
เด็กน้อยตรงหน้ามีท่าทีงุนงง ดวงตาที่เคยฉายแววฉลาดเฉลียวดูเหม่อลอยชอบกล คงเพราะกำลังสะลึมสะลือ เขาพยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินกลับไปตามทางเดินอย่างว่างง่าย
ชั้นนี้เป็นชั้นพิเศษที่มีห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทเพียงสองห้องเท่านั้น
นอกจากห้องของเธอแล้ว อีกห้องหนึ่งเป็นห้องส่วนตัวของตระกูลฮั่วที่ไม่เปิดรับแขก ตอนนี้ก็น่าจะไม่มีใครอยู่
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้น ซูหนานชิงก้าวเข้าไปข้างในโดยไม่ทันสังเกตว่าประตูห้องพักอีกฝั่งหนึ่งเพิ่งเปิดออก
ร่างสูงสง่าของผู้ชายคนหนึ่งก้าวออกมา เขาหันหลังให้ลิฟต์แต่แผ่นหลังกว้างนั้นแผ่รังสีอำนาจกดดันออกมาอย่างชัดเจน เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยสั่งเด็กน้อยที่ยืนอยู่กลางทางเดิน “เสี่ยวสือ กลับเข้าห้อง”
ฮั่วเสี่ยวสือวัยห้าขวบยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ประตูลิฟต์ที่เพิ่งปิดลง
สัมผัสจากอ้อมกอดที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมจางๆ รวมถึงจูบอุ่นๆ บนหน้าผาก ทำให้ใบหน้าของนายน้อยผู้เย็นชาแห่งตระกูลฮั่วเห่อร้อนขึ้นมาจนแก้มแดงปลั่ง
ฮั่วเสี่ยวสือพยายามตีหน้านิ่ง เขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวดดุจหุ่นยนต์ ทุกมื้ออาหารต้องคำนวณแคลอรีและสารอาหารเป๊ะๆ
แต่ทว่า... ความปรารถนาบางอย่างกลับปะทุขึ้นในใจของเด็กชายผู้เคร่งขรึม “พ่อครับ ผมอยากกินเค้กมูส”
“...”
ฮั่วจวินเย่าปรายตามองลูกชายด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหิ้วคอเสื้อเจ้าตัวแสบแล้วลากกลับเข้าห้องไปโดยไม่พูดอะไร
ชายหนุ่มเดินกลับมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อประชุมต่อ บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกจนคนในจอภาพยังรู้สึกได้
“ท่านประธานครับ เรายืนยันแล้วว่า ‘แอนตี้’ เดินทางกลับมาถึงในประเทศแล้ว และเราเพิ่งได้ภาพถ่ายล่าสุดของเธอมาด้วยราคาสูงลิ่ว กำลังส่งไฟล์ให้ท่านเดี๋ยวนี้ครับ”
ฮั่วจวินเย่ามองหน้าจอด้วยแววตาคมกริบ ริมฝีปากได้รูปขยับเอ่ยคำสั่งสั้นๆ แต่เฉียบขาด “ไปลากตัวเธอมา”
คฤหาสน์ตระกูลซู
ซูหนานชิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้าน ท่ามกลางเสียงเตือนจากระบบล็อกประตูดิจิทัลที่ร้องบอกว่า 'รหัสผ่านไม่ถูกต้อง' มุมปากของเธอกระตุกยิ้มเย้ยหยัน
เปลี่ยนรหัสผ่านกันหมดทั้งบ้าน แต่ไม่มีใครคิดจะบอกลูกสาวคนนี้สักคำ
เธอไม่คิดจะกดกริ่งเรียกใครให้เสียเวลา หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจิ้มหน้าจอเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะแนบมันลงกับแผงควบคุม เสียงกลไกปลดล็อกดังขึ้นต้อนรับเธอทันที
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป บรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์ก็ปะทะเข้าเต็มเปา แขกเหรื่อมากมายเดินกันขวักไขว่ทำให้เธอจำได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของซูอันอิ่ง น้องสาวต่างแม่ผู้แสนดีของเธอนั่นเอง
โชคดีที่ไม่มีใครสนใจการมาถึงของเธอ ซูหนานชิงจึงหลบฉากไปนั่งเงียบๆ ที่โซฟามุมห้อง ตั้งใจว่าจะของีบสักตื่น
ทว่าความสงบก็อยู่กับเธอได้ไม่นาน เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากระเบียงด้านนอก
กลุ่มวัยรุ่นไฮโซกำลังรุมล้อมรังแกหญิงสาวคนหนึ่งอย่างสนุกสนาน
ซูอันอิ่งในชุดราตรีสีน้ำเงินหรูหรา ถือแก้วไวน์แดงแกว่งไปมาด้วยท่าทางเหนือกว่า เธอมองดูเหยื่อที่ถูกผลักจนล้มลงไปกองกับพื้นด้วยแววตาสะใจ
คนคนนั้นคือไป๋หลิงเสวียน ลูกพี่ลูกน้องของซูหนานชิง คนเดียวในตระกูลที่คอยอยู่เคียงข้างและเป็นเพื่อนกับ 'ยัยอ้วน' มาตลอด
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่น มีคนตบหน้าไป๋หลิงเสวียนจนหน้าหัน “เมื่อกี้แกพูดว่าไงนะ? แกบอกว่าจริงๆ แล้วยัยอ้วนสมควรตายนั่นเครื่องหน้าสวยงั้นเหรอ? สงสัยตาแกคงบอดสนิทแล้วมั้ง ให้ฉันช่วยรักษาให้เอาไหม...”
ไป๋หลิงเสวียนร้องครางด้วยความเจ็บปวด
หญิงสาวอีกคนหัวเราะร่าพลางฉีดสเปรย์พริกไทยใส่หน้าของคนที่นอนอยู่กับพื้น “หน้าตาเหมือนหมูตอนขนาดนั้น เทียบไม่ได้แม้แต่เล็บเท้าของอันอิ่งด้วยซ้ำ ไป๋หลิงเสวียน แกใช้อวัยวะส่วนไหนมองว่ามันสวยยะ?”
ความแสบร้อนทำให้ไป๋หลิงเสวียนดิ้นทุรนทุราย เธอพยายามจะกรีดร้องแต่กลับถูกมือดีอุดปากไว้ ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้อย่างน่าเวทนา
ซูอันอิ่งย่อตัวลงนั่งข้างๆ อย่างผู้ชนะ เธอหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาโบกไปมา เป็นรูปสมัยที่ซูหนานชิงอ้วนฉุจนดูไม่ได้ “แหม... พวกเธอก็รุนแรงเกินไปแล้วนะ”
เพื่อนๆ ในกลุ่มหัวเราะคิกคักแล้วยอมปล่อยมือจากไป๋หลิงเสวียน หญิงสาวรีบยกมือปิดดวงตาที่บวมแดง ร้องขอความเมตตาเสียงสั่น “ขอร้องล่ะ... ปล่อยฉันไปเถอะ”
ซูอันอิ่งเหยียดยิ้มร้ายกาจ “เรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันดีกว่า มาพนันกันไหมล่ะ”
ไป๋หลิงเสวียนถามเสียงแผ่ว “พนัน... อะไร”
ซูอันอิ่งชูรูปถ่ายในมือขึ้น “ถ้าแกพิสูจน์ได้ว่ายัยอ้วนคนนี้ผอมลงแล้วจะสวยจริงๆ ฉันจะยอมกินรูปใบนี้เข้าไปเอง แต่ถ้าแกพิสูจน์ไม่ได้... แกต้องเป็นคนกินรูปใบนี้เข้าไป ตกลงไหม? ยุติธรรมดีออก”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นรอบทิศทาง
“โธ่เอ๊ย ยัยอ้วนปานนั้นชาตินี้จะผอมได้ยังไง”
“นั่นสิ หรือต้องลงทุนไปดูดไขมันออกหมดตัวเพื่อพิสูจน์ความสวยกันล่ะเนี่ย ฮ่าๆๆ”
“ไป๋หลิงเสวียน แกแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว เตรียมตัวกินกระดาษได้เลย!”
“กินเลย! กินเลย!”
เสียงเชียร์ให้กินรูปดังกระหึ่มราวกับเป็นเรื่องสนุกสนาน
ซูอันอิ่งยื่นรูปถ่ายไปจ่อที่ปากของไป๋หลิงเสวียน แววตาเต็มไปด้วยความอำมหิต “ว่าไง จะกินเองดีๆ หรือจะให้พวกฉันช่วยยัดใส่ปาก?”
[จบบท]