บทที่ 52: สยบความแค้นด้วยการจับกดเตียง!
เฒ่าชีเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา เขารีบหันขวับเตรียมตัวจะเผ่นหนี ช่างน่าเสียดายที่ซูหนานชิงไหวตัวทัน ก้าวเท้าไปสกัดหน้าเอาไว้หนึ่งก้าว พร้อมกับดึงหนวดของเขาเอาไว้เสียก่อน
"ตาเฒ่า คุณจะวิ่งหนีไปไหนคะ"
เฒ่าชีร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
"เสี่ยวซุ่ยซุ่ย รีบปล่อยมือเร็วเข้า"
ฮั่วเสี่ยวสือซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างถึงกับทำหน้าไม่ถูก
เดิมทีฮั่วเสี่ยวสือคิดว่าหม่ามี้เป็นคนอ่อนโยน ท้ายที่สุดหม่ามี้ก็เอาแต่นอนหลับพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา คืนวานนี้ตอนกลับถึงบ้าน หม่ามี้ก็ยังดึงดันจะถอดกางเกงของเขาให้ได้ หม่ามี้ในเวลานั้นดูซุกซนเป็นอย่างมาก เพราะเหตุการณ์นั้นพวกเขาสองคนจึงได้หยอกล้อกันจนชุลมุนวุ่นวาย ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกจึงใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น
ในเวลานี้ฮั่วเสี่ยวสือได้ค้นพบความจริงอีกด้าน หม่ามี้กลับมีมุมที่ใช้ความรุนแรงซ่อนอยู่ด้วย
สำหรับเขาแล้ว หม่ามี้เปรียบเสมือนกล่องสมบัติล้ำค่า มักจะทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกประหลาดใจกับความแปลกใหม่ได้เสมอ
ซูหนานชิงดึงหนวดของเฒ่าชีหลุดไปสองเส้น หลังจากนั้นถึงยอมปล่อยมือจากเขา
ซูหนานชิงรู้สึกขัดใจเล็กน้อย
เด็กน้อยสองคนไม่เข้าใจถึงความเจ็บปวดจากการคิดถึงลูกของเธอ แต่ในฐานะอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา จะไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ได้อย่างไร เฒ่าชีถึงกับคอยช่วยเด็กน้อยสองคนปิดบังเรื่องนี้กับเธอเสียด้วย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูเสี่ยวถั่วถูกฮั่วจวินเย่าขับรถมาส่งถึงที่
ซูหนานชิงมองดูใบหน้าเล็กๆ สองใบหน้าที่ถอดแบบออกมาเหมือนกันทุกประการ ขอบตาของซูหนานชิงแดงเรื่อ ภายในใจถูกโอบล้อมไปด้วยความรู้สึกเติมเต็มอย่างแท้จริง
เฒ่าชีเดินวนสำรวจรอบตัวพวกเขาทั้งสองคน
"ฝาแฝดชายหญิงสามารถเติบโตมามีหน้าตาเหมือนกันได้ทุกประการ นับว่าเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากยิ่ง เสี่ยวซุ่ยซุ่ย มองดูจนพอใจแล้ว ฉันจะพาพวกเด็กๆ ไปฝึกศิลปะการต่อสู้แล้วนะ"
ซูหนานชิงพยักหน้าตอบรับ
หลังจากซูเสี่ยวถั่วเดินไปยืนดูเฒ่าชีและฮั่วเสี่ยวสือฝึกศิลปะการต่อสู้ ซูหนานชิงลดระดับสายตาลง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทรออกหาคุณน้าอันซือน่า บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
"คุณน้าคิดว่าถ้าตอนนี้ฉันพาเด็กสองคนหนีไป ฮั่วจวินเย่าจะทำอย่างไรคะ"
เสียงของคุณน้าฟังดูสดใสตรงไปตรงมา
"ทำไมต้องเจาะจงเป็นเขาด้วยล่ะ เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้กุมอำนาจของตระกูลอันดับหนึ่งเท่านั้นนะ ผู้ชายคนนี้ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย ต่อให้เธอสามารถหนีรอดไปได้ ไม่ช้าก็เร็วเธอจะต้องถูกคนของเขาจับตัวกลับมาอยู่ดี น้าขอแนะนำให้เธอล้มเลิกความคิดนี้เสียเถอะ"
ซูหนานชิงเอนตัวพิงเก้าอี้ผ้าใบด้วยท่าทางเกียจคร้าน
"ถ้าอย่างนั้นจะให้ทำอย่างไรดีคะ ฉันใช้เงินซื้อลูกชายจากเขาได้ไหม"
"ดูเหมือนเขาจะมีเงินทองมากมายกว่าเธอนะ"
"ถ้าอย่างนั้นฉันท้าประลองกับเขา ใครชนะได้สิทธิ์เลี้ยงดูเด็กไป"
"ดูเหมือนเขาก็จะต่อสู้เก่งกว่าเธอด้วยสิ"
ซูหนานชิงนิ่งเงียบใช้ความคิดไปครู่หนึ่ง
"เขามีเรื่องอะไรที่สู้ฉันไม่ได้บ้างคะ"
คุณน้าใช้ความคิดไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ จู่ๆ ก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา
"สู้ความสามารถในการนอนของเธอไม่ได้มั้ง หรือไม่เธอก็สยบเขาด้วยการนอนบนเตียงไปเลยสิ"
ซูหนานชิงพูดไม่ออกไปพักใหญ่
จากนั้นซูหนานชิงก็ได้ยินคุณน้าพูดจาหยอกล้อกลับมา
"ไม่อย่างนั้นเธอก็ใช้วิธีทำให้เขาตกหลุมรักเธอไปเลย พวกเธอสองคนก็ตกลงปลงใจสร้างครอบครัวด้วยกันไปเลยสิ"
ซูหนานชิงคิดทบทวนผลดีผลเสียอยู่พักหนึ่ง จึงได้ข้อสรุปออกมา
"ทำแบบนั้นมันขาดทุนเกินไปหน่อยนะคะ"
"ขาดทุนตรงไหนกัน เขาก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการ เหมาะสมกับเธอดีออก"
ซูหนานชิงถอนหายใจออกมา
"เดิมทีต้องการแค่ทวงคืนลูกชาย ทำแบบนี้จะเสียทั้งลูกสาว แถมยังต้องเสียตัวฉันเองไปให้เขาด้วย"
หลังจากต่อปากต่อคำกับคุณน้าไปสองประโยค ซูหนานชิงก็กดปุ่มวางสายโทรศัพท์
ซูหนานชิงคิดทบทวนไปมา รู้สึกว่าสู้เดินหน้าไปนั่งจับเข่าคุยปรึกษาหารือกับฮั่วจวินเย่าดีกว่า ท้ายที่สุดหลังจากได้สัมผัสพูดคุยกัน เธอค้นพบว่าฮั่วจวินเย่าก็ไม่ได้เป็นคนไร้เหตุผลเหมือนอย่างที่ข่าวลือบอกเอาไว้
หลังจากกล่าวทักทายเฒ่าชีและเด็กน้อยทั้งสองคน ซูหนานชิงก็เดินทางไปที่โรงพยาบาลอันดับหนึ่ง
ฮั่วจวินเย่าและน้องชายของเขากำลังยืนอยู่ตรงบริเวณโถงทางเดิน พวกเขาสองคนยังไม่ทันสังเกตเห็นเธอ ซูหนานชิงจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา
วันพรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ ฮั่วเฉินหาวจะเป็นตัวแทนของคุณปู่รองจากบ้านบรรพบุรุษมาจัดการเรื่องราวภายในครอบครัว
เมื่อถึงเวลานั้น ฮั่วจวินเย่าต้องการให้ฮั่วเฉินอี้อยู่เป็นเพื่อนฮั่วเสี่ยวสือ
ฮั่วเฉินอี้ยกมือขึ้นตบหน้าอกรับประกัน
"ไม่มีปัญหาครับพี่ใหญ่ ผมจะคอยปกป้องเขา จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเขาเด็ดขาด"
หลังจากพูดจบ ฮั่วเฉินอี้ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังปิดบังความลับใหญ่โตบางอย่างกับพี่ชายอยู่ เขากระแอมไอออกมาด้วยความรู้สึกผิด
"พี่ใหญ่ ผมขอถามคำถามพี่สักข้อได้ไหมครับ"
ฮั่วจวินเย่ายังคงเป็นคนพูดน้อยสงวนคำพูดเหมือนเช่นเคย
"พูดมา"
ฮั่วเฉินอี้ยกมือขึ้นเกาหัว
"ถ้าแม่ผู้ให้กำเนิดของฮั่วเสี่ยวสือปรากฏตัวขึ้นมาและยืนอยู่ตรงหน้าพี่ พี่จะทำอย่างไรครับ"
ซูหนานชิงเพิ่งจะเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินคำถามนี้เข้าพอดี
ซูหนานชิงชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงที่เย็นชาของฮั่วจวินเย่า น้ำเสียงนั้นมืดมนดั่งผิวน้ำ อัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นอย่างรุนแรง
"ฉันจะทำให้เธอตายโดยไม่มีซากศพหลงเหลืออยู่เลย"
ซูหนานชิงรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมา
ความเย็นยะเยือกไต่ขึ้นมาบนแผ่นหลัง ในตอนนั้นรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของฮั่วจวินเย่า รวมถึงจิตสังหารที่เข้มข้นภายในแววตา ทำให้ซูหนานชิงรู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งมือและเท้า
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูหนานชิงตระหนักได้จากใจจริง ผู้ชายที่คุณน้าพูดถึงคนนี้ ไม่ใช่คนที่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลยจริงๆ
ฮั่วเฉินอี้เองก็ตกใจกลัวกับท่าทีของพี่ชายเช่นเดียวกัน
"พี่ชาย แม่ของเขาทำอะไรเอาไว้ ถึงทำให้พี่เกลียดชังได้ขนาดนี้ครับ"
ฮั่วจวินเย่ากลับเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก
ซูหนานชิงถอยหลังกลับไปสองก้าวอย่างเงียบเชียบ อาศัยจังหวะที่พวกเขาสองคนยังไม่พบเห็นเธอ เลี้ยวเข้าไปในทางเดินปล่องบันไดและเดินลงไปชั้นล่าง ขับรถออกจากโรงพยาบาลไปโดยตรง
ซูหนานชิงใช้มือประคองพวงมาลัย ขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนัก
ตัวเธอเองมีความแค้นอะไรกับฮั่วจวินเย่ากันแน่ ถึงได้ทำให้เขาก่อเกิดความเคียดแค้นฝังลึกได้มากถึงเพียงนี้
หรือว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เธอตั้งครรภ์เมื่อห้าปีก่อน สรุปแล้วเธอตั้งครรภ์ได้อย่างไร คงไม่ถึงขั้นเดินละเมอไปขืนใจใครหรอกมั้ง
ช่างเถอะ คิดไม่ออกก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปิดบังเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน
อย่างไรเสียเธอก็ยังต้องพักอาศัยอยู่ในเมืองจิงตูต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ซูหนานชิงเดินทางไปที่ร้านขายยาแผนจีนโบราณ เพื่อรับยาลูกกลอนสำหรับรับประทานและยาทาภายนอกที่สั่งทำเอาไว้เมื่อวานนี้ ขณะที่รับยา เภสัชกรแพทย์แผนจีนก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสนใจ
"ยาลูกกลอนของคุณตัวนี้มีชื่อเรียกไหมครับ กลิ่นของมันหอมหวนชวนให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นผ่อนคลายมากเลยทีเดียว"
ซูหนานชิงยกมุมปากขึ้น ส่งยิ้มออกมา
"โม่โฉวหวานค่ะ"
ช่วงบ่ายคล้อย ก่อนที่ฮั่วจวินเย่าจะเดินทางมาถึง ซูหนานชิงพาซูเสี่ยวถั่วเดินทางจากโรงฝึกยุทธ์กลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลอัน
ตระกูลอัน
คุณน้าอันซือน่าเดินทางมาที่นี่อีกแล้ว สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียด อัดแน่นไปด้วยความวิตกกังวล ชุดสูททำงานและเครื่องสำอางที่แต่งแต้มอย่างประณีต ไม่สามารถปกปิดความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของเธอเอาไว้ได้
คุณป้าสะใภ้อู๋มู่ชิงมีสีหน้าซีดเผือด
"น้องรอง ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี"
ตระกูลอันเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการผลิตยามาโดยตลอด ตัวยาแผนจีนที่ผสมผสานขึ้นมามีประสิทธิภาพดีเยี่ยม สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และในรุ่นของพวกเขา ผู้เป็นพ่อได้ถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างให้กับพี่สาวคนโต ชื่นชมว่าเธอเป็นอัจฉริยะด้านการปรุงยาที่ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีใครเทียบเคียงได้ในอนาคต
อันซือหมิงผู้เป็นพี่ชายไม่ได้สืบทอดสายงานด้านการแพทย์แผนจีน
อันซือน่ากลับได้เรียนรู้มาเพียงผิวเผินเท่านั้น
ดังนั้นหลังจากที่พี่สาวคนโตหนีออกจากบ้านไป เป็นเหตุให้กิจการตระกูลอันค่อยๆ ตกต่ำลง อันซือน่าจึงก้าวออกมาข้างหน้า เพื่อประคับประคองการดำเนินงานของโรงงานผลิตยาให้เป็นไปตามปกติ
อันซือน่าเป็นคนปากร้ายแต่ใจดี ความรักที่เธอมีต่อพี่สาวคนโตแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง ส่งผลให้เธอมีความรู้สึกขุ่นเคืองใจต่อหลานสาวอย่างซูหนานชิงไปด้วย
อันซือน่ายืดแผ่นหลังตรง
"ตระกูลเมิ่งหน้าไม่อายเกินไปแล้ว ถึงกับจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบเปรียบเทียบยาปี้สู่หวานของพวกเขาและยาน้ำเจิ้งชี่ของเรา สรรพคุณยาของพวกเขาดีกว่าของเราจริง แต่พวกเราต่างคนต่างขาย พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาเหยียบย่ำพวกเราอย่างโอหังแบบนี้"
อันซือหมิงที่เพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลเอนตัวพิงโซฟา ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
"ปีนั้นพี่สาวคนโตเคยคิดค้นสูตรยาโม่โฉวหวานขึ้นมา สรรพคุณในการรักษาดีเยี่ยมยิ่งกว่ายาปี้สู่หวานเสียอีก ถ้าหากเธอยังอยู่ พวกเราก็คงไม่ตกต่ำจนถึงขั้นนี้หรอก"
อันซือน่าเบิกตากว้าง ขอบตาของเธอแดงเรื่อเนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ เอ่ยปากตำหนิ
"ตระกูลอันตกต่ำมาจนถึงจุดนี้ ยังไม่ใช่เพราะความผิดของเธออีกหรือ ตัวเธอจากไปก็แล้วไปเถอะ ยังจะเอาคัมภีร์ตำรายาเย่าผิ่นฮว่าอี้ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนของตระกูลอันติดตัวไปด้วย ทิ้งเรื่องราววุ่นวายกองใหญ่เอาไว้ให้พวกเราตามแก้ปัญหาแบบนี้"
อันซือหมิงไม่พูดอะไร
อู๋มู่ชิงกลับเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นมา
"ไม่อย่างนั้น พวกเราลองไปถามชิงชิงดูไหมว่าเธอมีความรู้เรื่องทฤษฎีการแพทย์บ้างหรือเปล่า"
อันซือน่าส่งเสียงหัวเราะเย็นชา
"ตอนที่เธอยังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ พี่สาวคนโตก็เสียชีวิตไปแล้ว เธอจะไปมีความรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร"
ในเวลานี้ ซูหนานชิงพาซูเสี่ยวถั่วเดินเข้ามาในบ้านพอดี เมื่อมองเห็นอันซือน่านั่งอยู่ เธอจึงไม่ได้เดินเข้าไปหาเพื่อสร้างความรำคาญใจ เพียงแค่พยักหน้าทักทายให้เล็กน้อย ตั้งใจจะเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อตามหาคุณยาย
อู๋มู่ชิงร้องเรียกซูหนานชิงเอาไว้ เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ชิงชิง ในถุงใบนี้ของหลานใส่ของอะไรเอาไว้หรือ"
[จบบท]