บทที่ 73: คำเชิญร่วมโต๊ะอาหาร
ตั้งแต่รถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณหน้าโรงเรียนอนุบาล บรรยากาศภายในรถก็เต็มไปด้วยความเงียบงัน อันลั่วเฉินนั่งกอดอกพิงพนักเบาะด้วยความหงุดหงิด เขาพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็หาเหตุผลไม่ได้เลยว่าทำไมซูเสี่ยวถั่วถึงถูกปฏิเสธโอกาสในการสัมภาษณ์เข้าเรียนแบบไร้เยื่อใยขนาดนี้ กระทั่งกลับมาถึงบ้านและต้องมาเผชิญหน้ากับคำพูดจิกกัดของซ่งหมิ่น อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่แล้วก็ยิ่งปะทุขึ้นไปอีก เขาขมวดคิ้วแน่น ดวงตากลมโตหรี่ลง ซ่อนประกายความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ภายใต้แพขนตาหนา ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากตอบโต้ผู้เป็นป้าสะใภ้ เสียงเล็กๆ แหลมๆ ของซูเสี่ยวถั่วก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน ทำให้อันลั่วเฉินอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มออกมา
พอเห็นใบหน้าที่เคยเชิดรั้นด้วยความเย่อหยิ่งของซ่งหมิ่นต้องชะงักค้างไป เขาก็รู้สึกสะใจลึกๆ อยู่ในอก เมื่อเห็นเธอหันมาตั้งคำถาม อันลั่วเฉินจึงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยท่าทางกวนๆ
“พวกเราไม่ได้ไปสอบสัมภาษณ์หรอกครับ”
ซ่งหมิ่นชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะหึๆ ออกมา
“ไม่ได้สัมภาษณ์งั้นเหรอ เป็นเพราะจดหมายแนะนำที่เตรียมไปมันไม่มีน้ำหนักพอใช่ไหมล่ะ ก็แหงสิ โควต้าของตระกูลอันมันหมดไปตั้งนานแล้ว ลูกพี่ลูกน้องของเธอจะไปหาจดหมายฝากฝังจากผู้มีอิทธิพลคนไหนมาได้อีก”
พูดจบเธอก็หันไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าราคาแพง แล้วยื่นส่งให้อู๋มู่ชิงด้วยปลายนิ้วราวกับกำลังทำทาน
“เอ้านี่ เอาไปสิ นี่คือจดหมายแนะนำจากตระกูลอู๋ พรุ่งนี้ก็พากันไปสัมภาษณ์ใหม่ก็แล้วกัน”
อู๋มู่ชิงรีบยื่นมือออกไปรับด้วยความดีใจ ใบหน้าของเธอฉายแววซาบซึ้งอย่างปิดไม่มิด
“พี่สะใภ้ ขอบคุณมากนะคะ”
แต่ทว่าปลายนิ้วของเธอยังไม่ทันจะได้แตะกระดาษแผ่นนั้น ซ่งหมิ่นก็จงใจคลายมือออกเสียก่อน จดหมายแนะนำแผ่นสำคัญจึงร่วงหล่นลงไปกองอยู่บนพื้นพรม ซ่งหมิ่นแสร้งทำเป็นตกใจพร้อมกับยกมือขึ้นทาบอก
“อุ๊ยตาย มู่ชิง เธอดูมือของฉันสิ ซุ่มซ่ามจริงๆ เลย ทำไมถึงปล่อยมือเร็วขนาดนี้นะ สงสัยต้องรบกวนเธอช่วยก้มลงไปเก็บมันขึ้นมาหน่อยแล้วล่ะ”
หลังจากพูดประโยคที่จงใจหักหน้าจบ เธอก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวหรู ไขว่ห้างด้วยท่วงท่าสง่างาม ยืดแผ่นหลังตรง นั่งจ้องมองอู๋มู่ชิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน ตระกูลอู๋นั้นร่ำรวยและมีหน้ามีตาในสังคม ยิ่งช่วงหลังมานี้พวกเขาเกาะใบบุญของตระกูลซู ธุรกิจต่างๆ ก็เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าไปไกล
ในอดีตนั้น ซ่งหมิ่นและอู๋มู่ชิงต่างก็เติบโตมาในแวดวงไฮโซเหมือนกัน แต่อู๋มู่ชิงและอันซืออี้กลับเปล่งประกายโดดเด่นจนใครๆ ก็ต้องจับตามอง ส่วนซ่งหมิ่นเป็นได้แค่ตัวประกอบที่ต้องคอยเฝ้ามองความสำเร็จของพวกเธอ บรรดาชายหนุ่มที่เธอเคยหมายปองก็เอาแต่ตามจีบผู้หญิงสองคนนี้ แต่โชคชะตาก็เล่นตลก เมื่ออันซืออี้ดันหนีตามผู้ชายไปจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนอู๋มู่ชิงก็เลือกทางเดินที่ผิดพลาดด้วยการแต่งงานกับอันซือหมิง ชายที่ใครๆ ก็มองว่าไร้อนาคต โดยไม่สนคำทัดทานจากผู้ใหญ่
ในขณะที่ซ่งหมิ่นกลับโชคดีได้แต่งงานกับพี่ชายของอู๋มู่ชิง และก้าวขึ้นมาเป็นนายหญิงแห่งตระกูลอู๋อย่างเต็มภาคภูมิ ซ่งหมิ่นจึงมักจะหาโอกาสข่มเหงและเหยียบย่ำคนที่เคยอยู่สูงกว่าเธอเสมอ การได้เห็นอู๋มู่ชิงต้องมาคอยรองรับอารมณ์ของเธอคือความสุขลึกๆ ที่เธอโปรดปราน อู๋มู่ชิงยังคงยืนนิ่ง มือของเธอค้างอยู่ในอากาศ เธอกำหมัดแน่น เธอรู้ดีว่าซ่งหมิ่นตั้งใจกลั่นแกล้ง ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้เธอไม่อยากก้มลงไปเก็บกระดาษแผ่นนั้น แต่พอเหลือบไปเห็นใบหน้าของซูหนานชิง เธอก็ต้องใจอ่อน
หญิงสาวตรงหน้ามีใบหน้าที่งดงามหมดจด เค้าโครงหน้าถอดแบบมาจากอันซืออี้ผู้เป็นแม่ไม่มีผิดเพี้ยน โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่เหมือนกับอันลั่วเฉินราวกับฝาแฝด แต่ชีวิตของเด็กคนนี้กลับน่าสงสารนัก แม่จากไปตั้งแต่ยังเล็ก พ่อแท้ๆ ก็ไม่เคยเหลียวแล แถมยังถูกแม่เลี้ยงกดขี่ข่มเหง มิหนำซ้ำยังต้องมาตั้งครรภ์ก่อนแต่งอีก อู๋มู่ชิงจะไม่รู้สึกเวทนาหลานสาวคนนี้ได้อย่างไร
อู๋มู่ชิงถอนหายใจยาวๆ เพื่อระงับอารมณ์ ขณะที่เธอกำลังจะย่อตัวลงไปเก็บจดหมาย มือเรียวสวยของซูหนานชิงก็เอื้อมมาจับแขนของเธอเอาไว้ หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จดหมายแนะนำใบนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วล่ะค่ะ”
ซ่งหมิ่นที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา
“หมายความว่ายังไง”
อันลั่วเฉินอาศัยจังหวะนั้นก้มลงไปเก็บจดหมายแนะนำขึ้นมา แล้วปาใส่หน้าของซ่งหมิ่นอย่างแรง ใบหน้าของเขาบึ้งตึง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“คุณป้าสะใภ้เก็บความหวังดีของคุณกลับไปเถอะครับ ลูกสาวของซูหนานชิง พี่สาวผม ได้รับสิทธิ์เข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วครับ”
แค่โดนหลานชายปาจดหมายใส่หน้า ซ่งหมิ่นก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดงอยู่แล้ว แต่พอได้ยินสิ่งที่อันลั่วเฉินพูด เธอก็เบิกตากว้างพร้อมกับแผดเสียงร้องออกมา
“ไม่ต้องสัมภาษณ์งั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้ ทั่วทั้งเมืองจิงตู คนที่มีสิทธิ์พิเศษแบบนี้ นอกจากตระกูลฮั่วกับตระกูลซูแล้ว ก็แทบจะไม่มีใครอีก เธอไปเอาโควต้ามาจากใครกัน”
อันลั่วเฉินเองก็สงสัยไม่แพ้กัน เขาหันไปมองซูหนานชิงเพื่อรอคอยคำตอบ ซูหนานชิงปรายตาไปมองซ่งหมิ่นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะอ้าปากหาวหวอดใหญ่ด้วยท่าทางเกียจคร้าน ซ่งหมิ่นได้แต่นั่งอ้าปากค้างพูดไม่ออก อู๋มู่ชิงลองปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“นี่ชิงชิงไปขอให้ฮั่วจวินเย่าช่วยจัดการให้ใช่ไหม”
ในความคิดของเธอ ตระกูลที่พอจะมีเส้นสายระดับนี้และชิงชิงรู้จัก ก็เห็นจะมีแค่ฮั่วจวินเย่าเท่านั้น พอได้ยินข้อสันนิษฐานนั้น ซูหนานชิงก็แอบถอนหายใจเบาๆ ในใจ
ไม่มีทางเสียหรอก การไปไหว้วานให้คนอื่นช่วย ย่อมหมายถึงการติดหนี้บุญคุณ เรื่องที่เธอรักษาคุณย่าของเขาและเรื่องยาลูกกลอนโม่โฉวหวาน เธอไม่มีทางยอมใช้หนี้บุญคุณก้อนนี้ไปกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้แน่ เธอต้องเก็บมันไว้ใช้เป็นข้อต่อรองชิ้นใหญ่เพื่อขอตัวลูกชายกลับคืนมาต่างหาก เธอเพียงแค่ไปเจรจากับผู้ถือหุ้นของโรงเรียนอนุบาลมานิดหน่อย แต่ในเมื่อคุณป้าสะใภ้คิดหาเหตุผลมาสนับสนุนให้เสร็จสรรพ เธอก็ขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายความจริง
เธอส่งยิ้มบางๆ ให้แทนคำตอบ ซึ่งอู๋มู่ชิงก็ตีความไปว่ามันคือการยอมรับ จากนั้นซูหนานชิงก็จูงมือซูเสี่ยวถั่วเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองอย่างไม่สนใจใคร ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เสี่ยวถั่วต้องไปถึงโรงเรียนก่อนแปดโมงเช้า ส่วนเธอเองก็ต้องตื่นตั้งแต่เจ็ดโมงสี่สิบนาทีเพื่อเตรียมตัวไปส่งลูก ดังนั้นคืนนี้เธอต้องรีบเข้านอนเพื่อเก็บแรงเอาไว้
คล้อยหลังสองแม่ลูก ซ่งหมิ่นก็ขมวดคิ้วแน่น เธอหันไปถามอู๋มู่ชิงด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
“หลานสาวของเธอคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่ ทำไมถึงไปมีเส้นสายรู้จักมักจี่กับคุณฮั่วได้”
แวดวงสังคมชั้นสูงของเมืองจิงตูแคบจะตายไป ตระกูลใหญ่ๆ ล้วนดองกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แต่ต่อให้จะสนิทสนมกันแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้าเอาเรื่องจุกจิกเรื่องการเข้าโรงเรียนของเด็กไปรบกวนฮั่วจวินเย่าหรอก อู๋มู่ชิงรู้นิสัยชอบประจบคนรวยของซ่งหมิ่นดี จึงเลือกที่จะตอบกลับไปสั้นๆ
“พวกเขาไปรู้จักกันตอนอยู่ที่เมืองหยางน่ะ”
การตอบแบบนี้ก็เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับชิงชิง ต่อไปภายหน้าซ่งหมิ่นจะได้ไม่กล้ามาทำตัวกร่างใส่หลานสาวของเธออีก ซ่งหมิ่นเห็นว่าถามไปก็คงไม่ได้คำตอบอะไรเพิ่มเติม ประกอบกับภาพใบหน้าสวยหมดจดของซูหนานชิงที่ยังคงติดตา เธอจึงเลือกที่จะเงียบปากไป
พอซ่งหมิ่นกลับไปแล้ว อู๋มู่ชิงก็เริ่มกลับมามีสีหน้ากังวลอีกครั้ง เธอมองหน้าอันลั่วเฉินแล้วเอ่ยขึ้น
“ถึงชิงชิงจะเคยมอบโม่โฉวหวานให้ฮั่วจวินเย่าไปตั้งห้าพันเม็ดก็เถอะ แต่ตอนนั้นเขาก็แสดงความมีน้ำใจอยากจะช่วยพวกเราอยู่ก่อนแล้ว เอาอย่างนี้ดีไหม เดี๋ยวฉันลองโทรไปหาเขาเพื่อกล่าวคำขอบคุณอย่างเป็นทางการอีกสักรอบ”
ฮั่วจวินเย่าเป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่พบกันที่เมืองหยาง เขาก็ให้เกียรติและทำตัวสุภาพกับพวกเธอเสมอมา ซึ่งนั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงการอบรมเลี้ยงดูที่ดีเยี่ยม แต่อู๋มู่ชิงก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับท่าทีเหล่านั้น เธอรู้ดีว่าที่เขายอมอ่อนข้อให้ก็เพราะเห็นแก่หน้าคนรุ่นก่อนๆ หากมองตามความเป็นจริง ด้วยสถานะและอำนาจที่เขามีในมือ เขาจะทำเมินใส่พวกเธอก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
ตัดภาพมาที่ชั้นสอง ซูหนานชิงจัดการล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนชุดนอนเสร็จเรียบร้อย ทันทีที่เธอทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อของฮั่วจวินเย่า เธอกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ คุณฮั่ว”
ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์
“สวัสดีครับ คุณซู”
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ซูหนานชิงได้ยินคนเรียกเธอว่าคุณซูมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่รู้ทำไม พอคำเรียกนี้หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มคนนี้ พร้อมกับจังหวะการเว้นวรรคและน้ำเสียงที่ดังกังวาน มันกลับทำให้เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดบางอย่าง มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เธออยากจะนอนฟังเขาพูดคุยต่อไปอีกสักพัก เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ
“มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
ชายหนุ่มยังคงรักษาน้ำเสียงจริงจังเอาไว้
“เมื่อสักครู่นี้ คุณนายอันเพิ่งจะโทรศัพท์มาหาผมครับ เธอบอกว่าอยากจะเลี้ยงอาหารผมสักมื้อ เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับเรื่องจดหมายแนะนำของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติโกลเด้นซันน่ะครับ”
ซูหนานชิงรู้สึกเหมือนมีอาการปวดหัวตุบๆ แล่นขึ้นมา นี่มันเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ เธอเปิดเปลือกตาขึ้นมองเพดานห้องด้วยความรู้สึกอ่อนใจ ในขณะที่สมองกำลังประมวลผลหาทางออกจากเรื่องน่าอึดอัดนี้ น้ำเสียงราบเรียบของชายหนุ่มก็ดังลอยมาตามสายอีกครั้ง
“ผมแค่อยากจะถามคุณซูว่า คุณมีแผนจะเลี้ยงข้าวผมวันไหนดีครับ”
ซูหนานชิงพลิกตัวตะแคงข้างพร้อมกับถอนหายใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรอวันอื่นหรอกค่ะ เอาเป็นพรุ่งนี้ตอนเที่ยงเลยดีไหมคะ”
“ตกลงครับ” ฮั่วจวินเย่าตอบรับก่อนจะพูดเสริมขึ้นมา “พรุ่งนี้ก็พาซูเสี่ยวถั่วมาด้วยกันสิครับ”
“ได้เลยค่ะ” ซูหนานชิงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็พาฮั่วเสี่ยวสือมาด้วยก็แล้วกันนะคะ”
[จบบท]