บทที่ 113: เผชิญหน้าปีศาจเสือ
ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้เดินเข้าไปในลานเรือน ชายหนุ่มเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่บริเวณหน้าประตูพักหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสขอบประตูไม้บานใหญ่ ความเปียกชื้นที่ปลายนิ้วสัมผัสได้นั้นชัดเจน
ตลอดทั้งวันท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆฝน บานประตูไม้จึงไม่ควรจะมีความชื้นเกาะตัวมากถึงเพียงนี้ ร่องรอยเหล่านี้ย่อมหมายความว่าต้องมีสิ่งลี้ลับแวะเวียนมาเยือนสถานที่แห่งนี้ และดูจากร่องรอยแล้วคงไม่ได้มากันแค่หนึ่งหรือสองตนเท่านั้น
“พวกเจ้าเข้าไปในภูเขาจากทิศทางใด?” ไป๋ซิวมิ่งละสายตาจากบานประตูไม้ ขยับตัวหันมามองสตรีที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เมื่อได้ยินคำถาม เฉินฮุ่ยจึงยกมือขึ้นชี้ไปยังทิศทางของภูเขาด้านหลัง นางอธิบายเส้นทางคร่าวๆ ที่ตัวนางและหลินซุ่ยใช้เดินลัดเลาะเข้าไปตามหาคนให้ชายหนุ่มฟังอย่างละเอียด
“ใต้เท้า พวกภูตผีปีศาจเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสนใจในตัวข้าเลย หากไม่รังเกียจ ให้ข้าติดตามเข้าไปในภูเขาเพื่อช่วยนำทางให้ใต้เท้าดีหรือไม่เจ้าคะ?” เฉินฮุ่ยประเมินสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะเสนอความคิดเห็นของตนเองออกไป
“ไม่จำเป็น” ไป๋ซิวมิ่งตอบกลับด้วยเสียงเรียบ
จังหวะนั้นเอง ไป๋ซิวมิ่งคล้ายกับสัมผัสได้ถึงเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่าง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเทือกเขาสูงตระหง่านที่กำลังถูกความมืดมิดของยามราตรีกลืนกินจนกลายเป็นสีดำทะมึน เพียงชั่วพริบตาต่อมาร่างสูงโปร่งของเขาก็หายไปจากบริเวณหน้าประตูเรือน
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของปีศาจเสือดำก็กำลังพาตัวอาฉานพุ่งทะยานลัดเลาะไปตามหมู่มวลแมกไม้ภายในป่าลึก ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มมืดลง แสงจันทร์ถูกม่านหมอกหนาทึบที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวปีศาจเสือบดบังเอาไว้จนหมด
ทิวทัศน์ของเทือกเขาที่สลับซับซ้อนและต้นไม้เขียวชอุ่มในยามกลางวัน บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเงาดำทอดยาวทับซ้อนกันไปมา สิ่งที่ทำให้อาฉานรู้สึกขัดใจมากที่สุดคือแม้แต่ตัวของปีศาจเสือที่นางนั่งอยู่บนหลังก็ยังเป็นสีดำสนิทกลืนไปกับความมืดรอบด้าน
อาฉานเลิกพยายามกวาดสายตามองหาจุดสังเกตในป่าทึบ นางปล่อยให้ปีศาจเสือดำพาตัวนางวิ่งลงจากภูเขาไปตามสัญชาตญาณของมัน
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าลงเขา หญิงสาวคอยคำนวณเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ในหัว หลินซุ่ยถูกพวกผีพรายจับตัวมา ในขณะที่เฉินฮุ่ยกลับรอดพ้นจากการถูกคุกคาม เหตุผลคงเป็นเพราะเฉินฮุ่ยไม่ได้มีสายเลือดของมนุษย์ พวกผีพรายเหล่านั้นจึงไม่ได้ให้ความสนใจ
หากเฉินฮุ่ยรู้ตัวว่านางหายไป จากนิสัยใจคอที่คุ้นเคยกันดี เฉินฮุ่ยจะต้องรีบเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากไป๋ซิวมิ่งอย่างแน่นอน
แล้วไป๋ซิวมิ่งจะยอมออกเดินทางมาตามหานางหรือไม่?
อาฉานเองก็ไม่อาจแน่ใจในเรื่องนี้ นางไม่ใช่คนที่จะยอมฝากชีวิตของตนเองไว้กับการตัดสินใจของผู้อื่น ด้วยเหตุนี้นางจึงเลือกที่จะใช้วาจาหว่านล้อมให้ปีศาจเสือดำเป็นฝ่ายออกไปตามหาไป๋ซิวมิ่งด้วยตัวของมันเอง
น่าเสียดายที่อาฉานไม่รู้เส้นทางตรงจากเทือกเขาแห่งนี้ไปยังสวนหลานเหอ นางจึงทำได้เพียงบอกให้ปีศาจเสือดำมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านหวงซีเสียก่อนเพื่อคลำหาเส้นทางต่อไป
กิ่งไม้และใบไม้ที่เคยหนาทึบสองข้างทางเริ่มบางตาลงเรื่อยๆ อาฉานรับรู้ได้ทันทีว่าพวกนางกำลังจะหลุดพ้นจากเขตป่าเขาในไม่ช้านี้
แต่ปีศาจเสือดำที่กำลังวิ่งฝ่าความมืดก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน
“มีเรื่องอันใดหรือ?” อาฉานเอียงคอถาม
“มีผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์กำลังขึ้นเขามา” ปีศาจเสือดำส่งเสียงครางต่ำในลำคอ
ก้อนเนื้อในอกของอาฉานเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ หญิงสาวพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“คงจะมีคนสังเกตเห็นแล้วกระมังว่ากลุ่มคุณชายจากตระกูลขุนนางพวกนั้นหายตัวไป จึงได้ส่งคนขึ้นเขามาตามหา”
“ช่างบังเอิญเสียจริง จะได้ไม่ต้องลำบากเปิ่นจวินออกไปตามหาให้เสียเวลา” ปีศาจเสือดำแสยะเขี้ยว
น้ำเสียงของปีศาจเสือดำไม่มีร่องรอยของความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ซ้ำยังแฝงไปด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างปิดไม่มิด
มันสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของผู้มาเยือน จากการประเมินระดับพลังปราณรอบตัวของอีกฝ่าย มนุษย์ผู้นี้มีตบะเพียงแค่ระดับสามเท่านั้น ย่อมไม่มีทางเทียบชั้นเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้อย่างแน่นอน
อาฉานหัวเราะเบาๆ นางโน้มตัวลงไปตบแผงคอของปีศาจเสือดำด้วยท่าทางผ่อนคลาย
“เจ้าแห่งภูเขาโปรดวางข้าลงตรงนี้เถิด ประเดี๋ยวตอนที่ท่านปะทะกับคนผู้นั้น ข้าจะได้ไม่เป็นตัวเกะกะขัดขวางเรื่องดีๆ ของท่าน”
“ตกลง รอให้เปิ่นจวินกลืนกินมันลงท้องเสียก่อน แล้วเปิ่นจวินจะเด็ดหัวของมันมามอบเป็นของขวัญให้แก่เจ้า” ปีศาจเสือดำรับคำอย่างอารมณ์ดี
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรอคอยชัยชนะของเจ้าแห่งภูเขาอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” อาฉานทอดสายตามองลงไปยังตีนเขาเบื้องล่าง แม้จะมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดมิด แต่นางก็ยังคงส่งเสียงหวานเจื้อยแจ้ว
ตัดกลับมาที่ตีนเขา ไป๋ซิวมิ่งยืนนิ่งอยู่กับที่ ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมองผืนป่ากว้างใหญ่ที่ถูกความมืดมิดยามราตรีกลืนกิน
ภาพทุกสรรพสิ่งในภูเขาล้วนปรากฏในดวงตาของเขา เขาจึงมองเห็นภาพของอาฉานที่สวมชุดกระโปรงสีแดงสดใสกำลังนั่งฉีกยิ้มหวานอยู่บนหลังของปีศาจเสือดำได้อย่างชัดเจน
นี่หรือคือสภาพของสตรีที่ซากศพเดินได้ผู้นั้นอธิบายเอาไว้ว่าร่างกายอ่อนแอและคงไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อกรกับสิ่งใดได้
เพิ่งจะถูกลักพาตัวมาได้เพียงครึ่งค่อนวัน แต่ท่าทางสนิทสนมระหว่างนางกับปีศาจเสือดำตนนั้นกลับดูราวกับว่าทั้งสองรู้จักกันมานานนับครึ่งปีก็ไม่ปาน
ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงคำรามกึกก้องของสัตว์ร้ายก็ดังสะท้านไปทั่วหุบเขา แรงสั่นสะเทือนทำเอากิ่งไม้ใบหญ้าสั่นไหว ฝูงนกป่าพากันแตกตื่นบินหนีขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว
ในวินาทีที่ปีศาจเสือดำกระโจนเข้าใส่ไป๋ซิวมิ่งอย่างดุดัน ภายในหัวของมันยังคงวาดฝันถึงอนาคตอันหอมหวาน หากมันได้กินผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ผู้นี้และตามด้วยการกลืนกินแก่นปีศาจ ตบะของมันจะต้องเลื่อนขั้นขึ้นเป็นระดับสี่ได้อย่างรวดเร็ว
ทว่ามนุษย์ที่ควรจะอ่อนแอเมื่ออยู่ภายใต้กรงเล็บแหลมคมของมันดังเช่นในอดีต กลับสามารถใช้เพียงมือข้างเดียวรับการโจมตีจากกรงเล็บของมันเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
ปีศาจเสือดำอ้าปากกว้างหวังจะขย้ำร่างตรงหน้าให้จมเขี้ยว เงาร่างของมนุษย์ผู้นั้นกลับหายไปจากสายตาของมันอย่างกะทันหัน
ก่อนที่มันจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผ่นหลัง พร้อมกับเปล่งเสียงร้องคำรามลั่นป่า
อาฉานยกมือขึ้นเกาะลำต้นของต้นไม้ใหญ่เพื่อพยุงตัว เสียงคำรามโหยหวนของปีศาจเสือที่ดังแว่วมาจากเชิงเขาอย่างต่อเนื่องช่วยให้ก้อนเนื้อในอกที่เต้นระรัวเริ่มสงบลง
ร้องเสียขนาดนี้ ปีศาจเสือดำตนนั้นคงไม่มีโอกาสได้นำหัวของไป๋ซิวมิ่งมามอบให้นางแล้วกระมัง
เมื่อเสียงคำรามเฮือกสุดท้ายของปีศาจเสือสิ้นสุดลง อาฉานก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด่าทอด้วยความเคียดแค้นของมันดังก้องมาแต่ไกล
“นังปีศาจจิ้งจอก เจ้าหลอกข้า!!!”
อาฉานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นางจะถือว่านั่นเป็นการหลอกลวงได้อย่างไรกัน
นางทำเต็มที่ก็แค่ลืมบอกปีศาจเสือดำไปข้อหนึ่งเท่านั้น ว่าผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ที่มันหมายปองจะจับกินเป็นอาหารนั้น เคยลงมือสังหารมังกรทมิฬระดับสี่มาแล้ว
หลังจากเสียงร้องของปีศาจเสือดำจบลง บรรยากาศรอบด้านก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง แม้แต่เสียงของแมลงและนกป่าก็ยังหายไปจนหมด
อาฉานยืนพิงต้นไม้รออยู่นานพักใหญ่ แต่กลับไม่มีวี่แววของผู้ใดปรากฏตัวขึ้น คิ้วเรียวสวยของนางเริ่มขมวดเข้าหากันทีละน้อย
ไป๋ซิวมิ่งคงไม่ได้จัดการสังหารปีศาจเสร็จแล้วก็เดินจากไปเลยหรอกนะ
ตัวนางยังติดอยู่บนภูเขาโดยไม่รู้ชะตากรรม เขาไม่คิดจะออกตามหานางเลยหรือ?
ความรู้สึกขุ่นเคืองก่อตัวขึ้นในใจของอาฉาน หญิงสาวลองขยับเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว ทว่าปลายนิ้วเท้าที่บอบบางกลับเตะเข้ากับก้อนหินอย่างจัง นางส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและกำลังจะทรุดตัวลงนั่ง แต่กลับมีท่อนแขนแข็งแกร่งของใครบางคนตวัดรวบเอวของนางเอาไว้ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกยกจนลอยขึ้นจากพื้นดิน
“เอ๊ะ” อาฉานดิ้นขลุกขลักเล็กน้อย นางสัมผัสได้ว่าตนเองกำลังถูกแบกขึ้นพาดบ่าและพาเดินลงจากภูเขา สภาพของนางในตอนนี้ไม่ต่างอันใดกับกระสอบเลยสักนิด
“ใต้เท้าไป๋ ม้าของท่านไปไหนเสียแล้วล่ะ” อาฉานยกมือขึ้นตบเอวสอบของชายหนุ่มเบาๆ เพราะเกรงว่าเขาจะไม่ยอมตอบคำถาม
“ไม่ได้ขี่มา” จังหวะการก้าวเดินของไป๋ซิวมิ่งชะงักไปเล็กน้อย
“เช่นนั้นท่านช่วยเปลี่ยนท่าอุ้มหน่อยได้หรือไม่? ข้าเวียนหัวไปหมดแล้ว” อาฉานขยับตัวไปมา
“ข้อเรียกร้องเยอะเสียจริง” ไป๋ซิวมิ่งตอบกลับเสียงเรียบ
“ข้าเพิ่งจะหนีรอดจากปากเสือมาได้นะ เกือบจะกลายเป็นอาหารของปีศาจเสือไปแล้ว ท่านไม่คิดจะเห็นใจข้าบ้างเลยหรือ?” อาฉานสูดจมูกเบาๆ คล้ายตัดพ้อ
ไป๋ซิวมิ่งหยุดฝีเท้าลง เขาปล่อยร่างของอาฉานให้ยืนบนพื้นดิน ก่อนจะค้อมตัวลงมาพิจารณาใบหน้าของหญิงสาวใกล้ๆ
“แทนที่จะให้ข้าเห็นใจเจ้า ข้าอยากรู้มากกว่าว่าเหตุใดปีศาจเสือตนนั้นจึงเรียกเจ้าว่าปีศาจจิ้งจอก”
“เรื่องนั้นน่ะหรือ? แน่นอนว่าข้าเป็นคนแต่งเรื่องหลอกมันเอง หากข้าไม่ใช้วิธีล่อหลอก ป่านนี้ข้าคงถูกมันกลืนลงท้องไปนานแล้ว จะมีชีวิตรอดมารอท่านได้อย่างไร” อาฉานตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้ใส่ใจนัก
“เจ้ายังหลอกสิ่งใดมันอีก” ไป๋ซิวมิ่งถามต่อ
“ตั้งหลายเรื่อง...ใต้เท้าไป๋ ตอนที่ข้าถูกจับตัวมา ข้ายังไม่ได้สวมรองเท้าเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้เจ็บเท้าไปหมดแล้ว” อาฉานบ่นกระปอดกระแปดเสียงเบา
ไป๋ซิวมิ่งจ้องมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังและย่อตัวลงตรงหน้าของนาง รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอาฉานทันที นางรีบกระโดดเกาะแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มและปีนป่ายขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว
ไป๋ซิวมิ่งใช้สองมือจับท่อนขาของหญิงสาวเอาไว้ให้มั่นคง ก่อนจะก้าวเท้าเดินลงจากภูเขาด้วยจังหวะสม่ำเสมอ
“ตอนนี้ตอบคำถามได้หรือยัง?”
“ข้าให้สัญญากับมันว่าจะมอบแก่นปีศาจของปีศาจจิ้งจอกระดับสี่ให้มันเอาไปใช้เลื่อนขั้นตบะ แล้วก็บอกว่าจะแนะนำเสือตัวเมียให้มันสักตัว” อาฉานซบหน้าลงบนไหล่กว้าง
“มันเชื่อเจ้าหรือ?” ไป๋ซิวมิ่งถามย้ำ
“เชื่อสิเจ้าคะ ข้าไม่ได้โกหกมันเสียหน่อย ถึงแม้ตัวข้าจะยังไม่เคยเห็นของจริง แต่ทุกสิ่งที่ข้าเล่าให้มันฟังล้วนเป็นความจริงที่อยู่ในความทรงจำของข้าทั้งสิ้น” น้ำเสียงของอาฉานยังคงเป็นธรรมชาติ
“มีเพียงเท่านี้หรือ?” ไป๋ซิวมิ่งซักต่อ
“เอ่อ... เรื่องหลังจากนั้นไม่สลักสำคัญอันใดหรอก” พอถูกจี้จุดสำคัญ อาฉานก็เริ่มมีท่าทีอึกอัก
“อย่างเช่นเรื่องใด?” ไป๋ซิวมิ่งไม่ยอมปล่อยผ่าน
“อย่างเช่น... ข้าได้แนะนำท่านให้มันรู้จักด้วย” อาฉานพยายามเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวังที่สุด
“แนะนำ” ชายหนุ่มทวนคำเสียงต่ำ
มิน่าเล่า ปีศาจเสือดำตนนั้นถึงได้พุ่งเข้าใส่เขาอย่างหิวโหยราวกับรอคอยมานาน ที่แท้ก็ถูกสตรีบนหลังของเขาปั่นหัวจนโง่งมนี่เอง
[จบบท]