บทที่ 124: กลิ่นหอมเปลี่ยนใจ
หลินซุ่ยรับเครื่องหอมที่อาฉานยื่นส่งมาให้ นางหยิบตั๋วเงินสามใบออกมาด้วยท่าทีขัดเขินเล็กน้อย
“ข้ารู้ว่าการปรุงผงหอมเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้ข้ามีเงินติดตัวอยู่เพียงสามร้อยตำลึง รอข้า...”
อาฉานยกมือขึ้นห้ามไม่ให้นางพูดจนจบพร้อมกับดึงตั๋วเงินออกไปร้อยตำลึงและรับไว้เพียงสองร้อยตำลึง
“ด้วยมิตรภาพของเรา เงินเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
หลินซุ่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
“ตกลง”
หลังจากนั้นอาฉานจึงเอ่ยกำชับ
“ผงหอมพวกนี้เจ้าสามารถแบ่งใช้ได้สองครั้ง เมื่อใช้จนหมดแล้วเครื่องหอมจึงจะออกฤทธิ์ และจะคงอยู่ได้ประมาณสองถึงสามวัน”
หลินซุ่ยพยักหน้ารับ
“เพียงพอแล้วล่ะ”
อาฉานเอ่ยเตือนอีกประโยค
“กลิ่นของมันค่อนข้างฉุน เจ้าทนเอาหน่อยนะ”
“ตกลง”
หลังจากรับผงหอมมาจากมือของอาฉานได้ไม่นาน หลินซุ่ยก็เดินทางกลับไปยังจวนแม่ทัพอันซีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างทางที่กำลังเดินกลับเรือนของตนเอง นางบังเอิญพบกับหลินอี้ผู้เป็นพี่ชายคนโตที่เพิ่งเดินออกมาจากเรือนหลักพอดี เมื่อหลินอี้เห็นนาง เขาก็ทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ซุ่ยซุ่ย เจ้าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมาหรือ?”
หลินซุ่ยชะงักไปเล็กน้อย ความสนิทสนมระหว่างนางกับพี่ชายคนโตผู้นี้ยังน้อยกว่าบิดาแท้ๆ เสียอีก สาเหตุหลักเป็นเพราะปัจจุบันเขาต้องรับหน้าที่ในกองทหารรักษาพระองค์จึงมักจะไม่อยู่ในจวนเป็นประจำ ทำให้พวกเขาสองพี่น้องไม่ค่อยมีเรื่องให้พูดคุยกันนัก
สาเหตุที่หลินซุ่ยยังมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเขาอยู่บ้างก็เป็นเพราะเหตุผลเดียวกับที่นางมีต่อหลินเฉิงผู้เป็นบิดา นั่นคือหลังจากที่หลินอี้ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนภูเขา เขาก็ไม่ได้เอ่ยตำหนินางแม้แต่น้อย ซ้ำยังแอบมาปลอบใจนางเป็นการส่วนตัว พร้อมกับยัดเงินจำนวนร้อยตำลึงใส่มือนางเพื่อให้ไปหาซื้อของอร่อยกินปลอบขวัญ เงินสามร้อยตำลึงที่นางเพิ่งมอบให้อาฉานไปเมื่อครู่ก็เป็นเงินของหลินอี้เสียร้อยตำลึง
อันที่จริงหากไม่นับรวมความรู้สึกแย่ๆ บางอย่างที่เกิดจากเรื่องของหลินติง หลินอี้ก็นับว่าเป็นพี่ชายที่ดีมากคนหนึ่ง
หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หลินซุ่ยจึงตอบกลับไป
“ใช่แล้ว บ้านสหายของข้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้าเลยแวะไปนั่งเล่นที่นั่นมาพักหนึ่ง”
เมื่อเห็นว่าหลินอี้สวมชุดลำลอง นางจึงเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“วันนี้พี่ใหญ่ไม่ต้องไปเข้าเวรหรือ?”
หลินอี้ตอบหลินซุ่ยอย่างใจเย็น
“ข้าสลับเวรกับสหาย เลยได้พักผ่อนสองวัน”
“อ้อ...”
เดิมทีหลินซุ่ยตั้งใจจะหาข้ออ้างปลีกตัวจากไป แต่เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นผงหอมในมือ ความคิดอื่นก็ผุดขึ้นมาในหัว นางเงยหน้าขึ้นมองหลินอี้ก่อนจะเอ่ยถามเขา
“ได้ยินท่านพ่อบอกว่าพี่ใหญ่เดินหมากเก่งมากจริงหรือ?”
หลินอี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
“ก็แค่เก่งกว่าท่านพ่อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
หลินซุ่ยจึงเอ่ยถามต่อทันที
“ถ้าอย่างนั้นประเดี๋ยวพี่ใหญ่พอจะมีเวลาว่างสอนข้าเดินหมากหรือไม่?”
“ย่อมได้แน่นอน” หลินอี้ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
เนื่องจากหลินซุ่ยไม่เคยเดินหมากมาก่อน หลินอี้จึงต้องคอยสอนนางอย่างใกล้ชิด ทว่าน่าเสียดายที่หลังจากเดินหมากไปได้เพียงสองกระดาน เขาก็ค้นพบว่าน้องสาวผู้นี้ของตนไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เลยแม้แต่น้อยเช่นเดียวกับผู้เป็นบิดา
หากน้องสาวของเขาเพียงแค่เดินหมากแพ้ก็คงไม่เป็นไร แต่นางกลับสั่งให้สาวใช้จุดเครื่องหอมที่มีกลิ่นฉุนจนชวนให้ปวดหัวไว้ในห้อง ดูเหมือนว่านางตั้งใจจะอาศัยตัวช่วยจากภายนอกเพื่อให้ตนเองชนะสักกระดาน
หลินอี้ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะตนเองคิดไปเองหรือไม่ ในขณะที่เครื่องหอมยังคงจุดอยู่ เขากลับรู้สึกปวดหัวขึ้นมา ทว่าเมื่อเครื่องหอมดับลง เขากลับรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้นอย่างประหลาด ทั้งสองคนเดินหมากกันถึงสิบกระดาน และเป็นหลินอี้ที่เอาชนะไปได้ทั้งหมดสิบครั้งรวด ถึงกระนั้นหลินซุ่ยก็ยังไม่ยอมแพ้ นางนัดแนะกับเขาให้มาประลองกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ หลินอี้จึงเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนของนางได้
หลินซุ่ยยืนมองส่งหลินอี้เดินจากไป นางไม่รู้สึกว่าเขามีท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด จึงไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเครื่องหอมนี้ออกฤทธิ์จริงหรือไม่ แต่นางกลับรู้สึกว่าพี่ชายคนโตดูจะจู้จี้จุกจิกขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งยังกำชับให้นางไปท่องจำตำราเดินหมากให้ดี ไม่รู้ว่าเป็นผลข้างเคียงจากการสูดดมเครื่องหอมเข้าไปหรือเปล่า
ระหว่างทางเดินกลับไปยังเรือนด้านหน้า หลินอี้ก็บังเอิญพบกับหลินติงอีกครั้ง ในมือของนางหิ้วกล่องอาหารเอาไว้ เมื่อนางเห็นเขา ดวงตาก็ทอประกายขึ้นมาทันที
“พี่ใหญ่ ท่านหายไปไหนมา ข้าตามหาท่านตั้งนาน”
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ หลินติงก็ชะงักฝีเท้าลงพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
“ทำไมบนตัวพี่ใหญ่ถึงมีกลิ่นเหม็นเช่นนี้ กลิ่นไม่ดีเลย”
ดูเหมือนว่านางจะรู้สึกเหม็นมากจริงๆ ถึงขั้นทำท่าขย้อนออกมาสองครั้ง หลินอี้ยกแขนเสื้อขึ้นมาดมใกล้ๆ เครื่องหอมที่จุดในเรือนของน้องสาวคนโต เมื่อกลิ่นเจือจางลงแล้วก็ดูเหมือนว่าจะมีกลิ่นหอมดีไม่ใช่หรือ
เขาไม่ได้ตอบคำถามของหลินติง แต่กลับเป็นฝ่ายเอ่ยถามนางแทน
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
หลินติงยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยสีหน้ารังเกียจ สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงต้องเป็นฝ่ายออกหน้าแทน
“คุณชายใหญ่ คุณหนูของพวกเราเพิ่งจะทำขนมเสร็จ จึงอยากนำมาให้ท่านลองชิมดูเจ้าค่ะ ใช่หรือไม่เจ้าคะคุณหนู”
สาวใช้กระตุกแขนเสื้อของหลินติงเบาๆ หลินติงจึงรีบพยักหน้ารับพร้อมกับยื่นกล่องอาหารในมือส่งให้หลินอี้ ปกติแล้วหลินอี้มักจะไม่กินขนมหวาน แต่ดูเหมือนว่าหลินติงจะชอบนำของกินเหล่านี้มามอบให้เขาอยู่เสมอ เขาไม่อยากทำให้น้องสาวต้องเสียใจจึงไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ
“ขอบใจเจ้านะน้องรอง”
หลังจากรับกล่องอาหารมาแล้ว หลินอี้ก็ทำท่าจะเดินจากไป ทว่าเขากลับเห็นหลินติงมองมาที่ตนเองด้วยสีหน้าลังเลใจ ท่าทีของนางแสดงออกชัดเจนเสียจนเขาไม่สามารถมองข้ามไปได้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้น
“น้องรองยังมีเรื่องอันใดอีกหรือ?”
หลินติงหลุบตาลงมองหยกห้อยเอวของหลินอี้ก่อนจะเอ่ยความต้องการ
“หยกห้อยเอวของพี่ใหญ่ชิ้นนี้สวยจังเลย มอบให้ข้าได้หรือไม่?”
หลินอี้ก้มลงมองหยกห้อยเอวของตนเองแล้วเอ่ยปฏิเสธ
“นี่เป็นของที่ท่านปู่มอบให้พี่ตอนที่เพิ่งเกิด ข้าให้เจ้าไม่ได้หรอก”
หยกชิ้นนี้มีเนื้อหยกที่ไม่ค่อยดีนัก ตอนที่เขาเกิด บิดายังเป็นเพียงแม่ทัพขั้นสี่ ส่วนท่านปู่ก็มีตำแหน่งขุนนางไม่สูงนัก ฐานะของครอบครัวในตอนนั้นยังไม่ดีเท่าตอนนี้ คุณภาพของหยกชิ้นนี้เทียบไม่ได้กับจี้หยกที่หลินติงสวมใส่อยู่เลยแม้แต่น้อย หลินอี้ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดนางถึงได้ถูกใจหยกชิ้นนี้ของเขา อีกทั้งนี่ก็เป็นรูปแบบสำหรับบุรุษ สตรีจะเอาไปทำสิ่งใดกัน
นี่นับเป็นครั้งแรกที่หลินอี้ปฏิเสธหลินติง นางจึงมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“แต่ว่า... แต่ว่าข้าอยากได้นี่นา”
หลินติงทำหน้าตาหน้าสงสาร นางไม่รู้ว่าหลินอี้เป็นอะไรไป เมื่อก่อนเขาไม่เคยปฏิเสธนางเลยไม่ใช่หรือ
หลินอี้ขมวดคิ้ว เขาเริ่มรู้สึกว่าน้องรองผู้นี้ช่างไม่รู้จักความเอาเสียเลย เมื่อเทียบกับนางแล้ว น้องสาวคนโตที่บังคับให้เขาเดินหมากด้วย แถมยังแอบเล่นตุกติกอยู่เบื้องหลังกลับดูน่ารักกว่ามาก น่าเสียดายที่นางไม่ค่อยชอบยิ้ม แต่นั่นย่อมไม่ใช่ความผิดของน้องสาวคนโตอย่างแน่นอน คงเป็นเพราะบิดามักจะทำตัวเข้มงวดอยู่เสมอ ถึงได้ทำให้น้องสาวคนโตต้องคอยทำหน้าตึงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลินอี้เดินทางไปที่เรือนของมารดาเพื่อทักทายยามเช้าตามปกติ ทว่าเขากลับเห็นน้องสาวคนโตถูกขวางเอาไว้ที่ด้านนอกเรือน คำพูดที่สาวใช้ผู้ขัดขวางนางเอ่ยออกมานั้นช่างทำให้ผู้ฟังรู้สึกสะท้อนใจ สาวใช้ผู้นั้นปรายตามองหลินซุ่ยด้วยท่าทีหยิ่งยโส
“คุณหนูใหญ่ ฮูหยินสั่งไว้ว่าต่อไปท่านไม่ต้องเข้ามาในเรือนหลักอีก ฮูหยินไม่ต้องการรับการคารวะจากท่าน เพราะเกรงว่าจะทำให้อายุสั้นลง หากคุณหนูใหญ่มีใจกตัญญูจริง ก็สามารถคุกเข่าโขกศีรษะอยู่ด้านนอกเรือนได้นะเจ้าคะ บ่าวจะนำเรื่องนี้ไปรายงานฮูหยินตามตรงแน่นอน”
เมื่อวานนี้หลินซุ่ยก็ไม่สามารถเข้าไปในเรือนหลักได้ วันนี้นางมาปรากฏตัวก็เพื่อทำตามธรรมเนียมเท่านั้น พวกนางคิดจริงๆ หรือว่านางอยากจะตื่นแต่เช้าทุกวันเพียงเพื่อมาเห็นหน้าฮูหยินเหยาและหลินติง หลินซุ่ยคร้านที่จะโต้เถียงกับสาวใช้ผู้นั้น ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับไป เสียงตวาดก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
“บังอาจ! ใครอนุญาตให้เจ้าพูดจาเช่นนี้กับบุตรสาวสายตรงแห่งจวนแม่ทัพ”
สาวใช้สะดุ้งตกใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นคุณชายใหญ่ หลินอี้เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกายหลินซุ่ย เขาจ้องมองสาวใช้ผู้นั้นด้วยสายตาลึกล้ำ
“ต่อไปเจ้าไม่ต้องอยู่ในจวนนี้อีกแล้ว”
สาวใช้รีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อขอความเมตตาทันที
“คุณชายใหญ่ บ่าวเพียงแค่ถ่ายทอดคำพูดของฮูหยินเท่านั้น บ่าวไม่ได้พูดปดเลยนะเจ้าคะ”
ทว่าหลินอี้กลับไม่แม้แต่จะปรายตามองนาง เขาหันไปสั่งบ่าวรับใช้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้างแทน
“ไปเรียกพ่อบ้านมา แล้วนำตัวนางไปขายทิ้งเสีย”
[จบบท]