บทที่ 19: ลางร้ายในชามแกง
“ขุนนางขั้นห้าลงไปแล้วจะเป็นไรไปเจ้าคะ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นคนมีความมุ่งมานะก้าวหน้าก็ได้”
น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของจ้าวเวินเยว่ดังลอดออกมาจากรถม้า หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาด้วยความขัดใจ
“เจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้ ถูกพ่อหัวโบราณคร่ำครึของเจ้าสั่งสอนจนเสียคนไปหมดแล้ว” เสี่ยวหลินซื่อถลึงตาใสบุตรสาว ก่อนจะเอ่ยสอนสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ลูกผู้หญิงย่อมต้องแต่งงานเพื่อยกฐานะตนเองให้สูงขึ้น จะแต่งออกไปทั้งทีต้องเลือกกิ่งไม้สูง เจ้ายังจะหวังลมๆ แล้งๆ อีกหรือว่าแต่งไปแล้วเขาจะได้เลื่อนยศตำแหน่งร่ำรวยขึ้นมา? ฝันกลางวันอยู่หรือไร เรื่องดีงามปานนั้นมีหรือจะตกมาถึงมือเจ้า”
“ทีท่านแม่เล่าเจ้าคะ ตอนที่แต่งให้ท่านพ่อ เขาก็เป็นเพียงบัณฑิตจิ้นซื่อตัวเล็กๆ มิใช่หรือ?” จ้าวเวินเยว่ยังคงไม่ยอมแพ้ เถียงกลับไปทันควัน
“หากไม่ใช่เพราะบารมีตระกูลท่านตาของเจ้า...” เสี่ยวหลินซื่อชะงักคำพูดไปครู่หนึ่ง ราวกับนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรพูดเรื่องเก่าแก่ให้มากความ
นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากบุตรสาวด้วยความมันเขี้ยว
“เจ้าคิดว่าในโลกนี้จะมีบุรุษที่ดีพร้อมเหมือนพ่อของเจ้าสักกี่คนเชียว”
แม้ปากจะบ่นว่ากล่าว ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับอ่อนลงกว่าเมื่อครู่มาก สองแม่ลูกเลิกถกเถียงกันในหัวข้อนี้ ต่างฝ่ายต่างประคับประคองกันลงจากรถม้าเมื่อถึงจุดหมาย โดยมีเหล่าสาวใช้ห้อมล้อมคอยปรนนิบัติอยู่เบื้องหน้า ส่วนจี้ฉานและซุนมามาเดินตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ
ขบวนของพวกนางกลับเข้ามาถึงตัวเมืองก็ล่วงเลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว แม้ระหว่างทางจะรองท้องด้วยเกาลัดคั่วราดน้ำตาลและขนมไป่ฮวาเกาไปบ้าง แต่ของว่างเหล่านั้นไหนเลยจะสู้อาหารคาวได้
ความรู้สึกว่างโหวงในท้องยังคงรบกวนจิตใจ ยิ่งเมื่อรถม้าแล่นผ่านย่านร้านอาหาร กลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารเลิศรสที่ลอยโชยออกมาจากเหลาอาหารสองข้างทาง ก็ยิ่งกระตุ้นน้ำย่อยจนทำให้รู้สึกหิวโหยขึ้นมาตงิดๆ
เสี่ยวหลินซื่อเคาะผนังรถม้าส่งสัญญาณให้คนขับหยุดรถ รถม้าคันหลังที่ตามมาจึงหยุดลงพร้อมกัน
ซุนมามารีบก้าวลงจากรถของตน ปราดเข้าไปที่ข้างหน้าต่างรถม้าของนายหญิงพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ฮูหยิน เกิดเหตุอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไรหรอก นั่งรถมาตั้งค่อนวัน ทุกคนคงจะหิวกันแย่แล้ว มื้อเที่ยงวันนี้แวะกินที่หอจือเว่ยกันเถอะ” นางเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย พลางชี้มือไปยังเหลาอาหารหรูหราที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนน
หอจือเว่ยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเหลาอาหารชั้นนำของเมืองหลวง เพียงแค่รถม้าจอดสนิท เสี่ยวเอ้อร์ตาไวก็รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จัดแจงสั่งการให้คนนำรถม้าไปเก็บ และเชื้อเชิญเหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์เข้าไปด้านในอย่างนอบน้อม
เสี่ยวหลินซื่อมิใช่เจ้านายที่จู้จี้จุกจิกหรือตระหนี่ถี่เหนียว นางโบกมืออนุญาตให้สาวใช้และคนขับรถม้าแยกย้ายกันไปกินอาหารที่โต๊ะอื่น ให้พวกเขาสั่งกินกันได้ตามสบาย ส่วนซุนมามานั้นเป็นคนเก่าคนแก่ที่สนิทสนม จึงให้มานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน
รายการอาหารถูกสั่งขึ้นมาหกอย่าง ในจำนวนนั้นเป็นเมนูปลาถึงสองอย่าง คือแกงปลาและปลาทอด ส่วนอีกสี่อย่างที่เหลือ ซุนมามากระซิบว่าเป็นของโปรดของจ้าวเวินเยว่ทั้งสิ้น
สำหรับจี้ฉาน หรือ ‘อาฉาน’ ที่มีดวงจิตของปีศาจจิ้งจอกนั้น นอกจากไก่แล้ว นางก็มิได้พิศวาสรสชาติของอาหารชนิดใดเป็นพิเศษ ทว่าฝีมือพ่อครัวของหอจือเว่ยนั้นนับว่ายอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ รสชาติกลมกล่อมจนนางกินได้อย่างเอร็ดอร่อยทุกจาน
จ้าวเวินเยว่เองก็ดูจะเจริญอาหารไม่น้อย ทว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับต้องชะงักลง เมื่อเสี่ยวหลินซื่อตักน้ำแกงปลาสีขาวนวลขึ้นจิบเพียงคำเดียว นางก็รีบคายทิ้งออกมาทันที สีหน้าฉายแววรังเกียจอย่างปิดไม่มิด
“ฮูหยิน เป็นอะไรไปเจ้าคะ?” ซุนมามาตกใจรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้นายหญิงเช็ดปาก
“นี่มันน้ำแกงปลาประสาอะไรกัน ทำไมถึงจืดชืดไร้รสชาติเช่นนี้?” เสี่ยวหลินซื่อขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาต่อว่ายกใหญ่ เสี่ยวเอ้อร์หน้าซีดรีบไปตามหลงจู๊มาขอขมา สุดท้ายทางร้านต้องรีบยกแกงถ้วยนั้นกลับไป แล้วเปลี่ยนถ้วยใหม่มาเสิร์ฟเป็นการไถ่โทษ
ทว่าเมื่อถ้วยที่สองถูกยกมาวาง เสี่ยวหลินซื่อตักชิมแล้วก็ยังวางช้อนลงดังเคร่ง บ่นพึมพำว่า ‘ไม่มีรสชาติ’ อยู่เช่นเดิม
จ้าวเวินเยว่เห็นท่าทีของมารดาแล้วก็นึกสงสัย จึงลองตักน้ำแกงสีขาวราวกับน้ำนมนั้นขึ้นมาซดดูบ้าง รสหวานล้ำของเนื้อปลาสดใหม่แผ่ซ่านไปทั่วปาก นางเงยหน้ามองมารดาด้วยความงุนงง
“ก็รสชาติดี ออกจะสดหวานปานนี้ ท่านแม่บอกว่าไม่มีรสชาติได้อย่างไรเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินจ้าวเวินเยว่แย้ง อาฉานและซุนมามาจึงลองตักมาชิมดูบ้าง ผลปรากฏว่าเป็นจริงดังที่จ้าวเวินเยว่ว่า น้ำแกงถ้วยนี้ปรุงรสมาได้อย่างยอดเยี่ยม หอมหวานกลมกล่อมหาที่ติไม่ได้
“บางทีพ่อครัวที่นี่อาจจะทำรสอ่อนเกินไป ไม่ถูกปากฮูหยินกระมังเจ้าคะ เอาไว้กลับถึงจวนแล้ว ให้แม่ครัวแซ่หวังทำเมนูปลาที่ฮูหยินชอบดีกว่า” ซุนมามารีบเอ่ยไกล่เกลี่ยเพื่อบรรเทาบรรยากาศตึงเครียด
นางนึกไปถึงรสนิยมการกินของเสี่ยวหลินซื่อในช่วงหลังที่มักจะชอบอาหารรสจัดจ้าน ปรุงด้วยซีอิ๊วและเครื่องเทศเข้มข้นเพื่อกลบกลิ่นคาวปลา หากจะบอกว่าน้ำแกงใสๆ ถ้วยนี้จืดชืดสำหรับนายหญิง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
“ช่างเถอะ” เสี่ยวหลินซื่อโบกมืออย่างหงุดหงิด
กระทั่งปลาทอดเหลืองกรอบน่ากินถูกยกมาเสิร์ฟ นางก็เพียงแค่คีบเนื้อปลาขึ้นมาแตะลิ้นดูนิดเดียว แล้วก็วางตะเกียบลง ไม่แตะต้องมันอีกเลย เห็นได้ชัดว่ารสชาติอาหารในวันนี้ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของนางอย่างแรง
เพราะมื้อเที่ยงไม่ได้กินปลาที่อยากกิน ตลอดช่วงบ่ายเสี่ยวหลินซื่อจึงดูซึมเซาและอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
หลังจบมื้ออาหาร นางสั่งให้รถม้าไปส่งจี้ฉานที่ตรอกชางผิงก่อน
เมื่อรถม้าหยุดลงหน้าประตูเรือน จี้ฉานก้าวลงจากรถ พอดีกับที่เสี่ยวหลินซื่อเลิกม่านหน้าต่างขึ้นมา หญิงสาวจึงเดินเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อกล่าวลา
แม้สีหน้าของเสี่ยวหลินซื่อจะดูซีดเซียวและอ่อนเพลีย แต่ยามเอ่ยปากพูดกับหลานสาว น้ำเสียงของนางยังคงเจือความเมตตาและนุ่มนวล
“ก่อนหน้านี้ได้ยินซุนมามาบอกว่าเจ้าเพิ่งหายจากไข้หวัด กลับไปแล้วก็ดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้ต้องล้มหมอนนอนเสื่อไปอีกเล่า”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านน้าเองก็รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ” จี้ฉานตอบรับพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เอาเถอะ เหนื่อยกันมาค่อนวันแล้ว รีบกลับเข้าไปพักผ่อนเสีย วันหลังข้าจะให้ซุนมามามารับเจ้าไปเล่นที่จวน”
สิ้นคำสั่งเสีย ม่านหน้าต่างก็ถูกปล่อยลง รถม้าของจวนสกุลจ้าวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงฝุ่นจางๆ และความเงียบงันของตรอกชางผิง
ในเวลานั้น จี้ฉานคิดเพียงว่านี่เป็นคำบอกลาตามปกติวิสัยของญาติมิตร
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า นั่นจะเป็นบทสนทนาสุดท้ายระหว่างพวกนาง
...
หลายวันต่อมา
ท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มเมื่อเข้าสู่ยามโหย่ว ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมทั่วเมืองหลวง
ภายในบ้านหลังน้อย จี้ฉานกำลังง่วนอยู่กับการคัดเลือกสมุนไพรเพื่อปรุงเครื่องหอมขับไล่หนูและแมลง สมองของนางกำลังขบคิดว่าจะไปหาซื้อวัตถุดิบหลักได้ที่ไหน
ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ทำลายความเงียบสงบลง
“เปิดประตู! ข้ามาจากสำนักหมิงจิ้ง!”
เสียงตะโกนห้าวหาญที่ดังมาจากด้านนอกทำให้จี้ฉานชะงักมือ นางเดินไปถอดดาลประตูออกอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่ประตูเปิดอ้า ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเครื่องแบบทะมัดทะแมงก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของเขาดุดัน แววตาคมกริบฉายแววอำมหิต ที่เอวห้อยป้ายประจำตำแหน่งระบุนาม ‘นายกองพัน’
ชายผู้นั้นผลักบานประตูให้เปิดกว้างขึ้นด้วยท่าทีคุกคาม ก่อนจะกวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม
“เจ้าคือจี้ฉานใช่หรือไม่?”
“ใช่... ข้าเอง มีธุระอันใดกับข้าหรือ?” จี้ฉานตอบกลับด้วยความมึนงง พลางขบคิดในใจอย่างรวดเร็วว่าตนเผลอไปทำเรื่องอะไรให้สำนักหมิงจิ้งเพ่งเล็งอีกหรือไม่ ช่วงนี้จิ้งจอกในร่างมนุษย์อย่างนางก็เก็บเนื้อเก็บตัวสงบเสงี่ยมดีอยู่แท้ๆ
“รู้จักหลินเสี่ยวเฉียวไหม?” นายกองพันเอ่ยถามห้วนๆ
“หือ?” จี้ฉานชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามค้นหาชื่อนี้ในความทรงจำ แต่กลับว่างเปล่า ไม่คุ้นหูเลยสักนิด
เมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้างุนงง อีกฝ่ายจึงขมวดคิ้วแน่น เอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นและชัดเจนกว่าเดิม
“หลินเสี่ยวเฉียว ฮูหยินของรองเจ้ากรมผู้ตรวจการฝ่ายซ้าย จ้าวหมิง... เจ้าไม่รู้จักหรือ?”
ดวงตาของจี้ฉานเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อตำแหน่งและชื่อสามี ความกระจ่างวูบผ่านเข้ามาในความคิด ที่แท้นั่นคือชื่อจริงของน้าหญิงเล็ก
“รู้จักเจ้าค่ะ นางเป็นท่านน้าของข้า... เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับนางหรือ?” น้ำเสียงของจี้ฉานเริ่มเจือแววกังวล
ชายหนุ่มร่างยักษ์จ้องมองนางเขม็ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบลงในพริบตา
“นางตายแล้ว”
“...”
“คนที่เคยติดต่อหรือพบปะกับผู้ตายในช่วงนี้ จำเป็นต้องถูกสอบปากคำทั้งหมด”
“ต้องไปที่สำนักหมิงจิ้งหรือไม่?”
เจียงไคเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ แววตาคมกริบกวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
ชื่อเสียงของสำนักหมิงจิ้งนั้นเลื่องลือไปทั่วสารทิศว่าเป็นสถานที่ที่ใครได้ยินชื่อต่างก็ต้องขวัญผวา แต่แม่นางน้อยผู้นี้กลับยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้ ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"ไม่จำเป็น ไปที่จวนสกุลจ้าว ใต้เท้าของพวกเราอยู่ที่นั่น"
อาฉานยังคงตั้งสติไม่ทันขณะที่เดินตามกลุ่มองครักษ์หน่วยหมิงจิ้งออกจากประตูบ้าน ข่าวร้ายที่เพิ่งได้รับทำให้สมองของนางตื้อไปชั่วขณะ
ท่านน้า... ตายแล้วหรือ?
ความรู้สึกไม่สมจริงถาโถมเข้าใส่จิตใจราวกับระลอกคลื่น ภาพความทรงจำเมื่อไม่กี่วันก่อนยังแจ่มชัด น้าหลานเพิ่งจะร่วมฉลองเทศกาลฮวาเจาด้วยกัน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะในวันนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ แล้วเหตุไฉนคนดีๆ ถึงได้จากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้
หากสำนักหมิงจิ้งเข้ามาแทรกแซงด้วยตนเองเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าการตายของน้าหญิงเล็กต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ มิใช่การตายตามธรรมชาติหรืออุบัติเหตุทั่วไป แต่ใครกันเล่าที่เป็นคนลงมือทำร้ายนาง?
อาฉานเดินตามองครักษ์หน่วยหมิงจิ้งมาจนถึงหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลจ้าว บรรยากาศโดยรอบดูวังเวงชอบกล ประตูบานใหญ่เปิดอ้าออกกว้าง ทว่ากลับไร้เงาของคนเฝ้าประตู โคมไฟสีแดงคู่ที่แขวนอยู่เหนือประตูซึ่งปกติจะถูกจุดให้สว่างไสวในยามค่ำคืน บัดนี้กลับมืดสนิท ไร้แสงไฟนำทาง
เมื่อก้าวเท้าผ่านธรณีประตูเข้าไป ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเงียบงันที่น่าอึดอัด ตลอดทางเดินยาวเหยียด ไม่พบสาวใช้หรือบ่าวไพร่ชายเดินเพ่นพ่านแม้แต่คนเดียว
กระทั่งเดินมาถึงลานหน้าเรือนหลัก แสงไฟจากคบเพลิงและโคมไฟจำนวนมากสาดส่องจนสว่างจ้าดุจกลางวัน สมาชิกทุกคนในสกุลจ้าว ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายหรือบ่าวไพร่ แทบจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่จนหมดสิ้น
ท่ามกลางผู้คนมากมาย สายตาของอาฉานสะดุดเข้ากับร่างของจ้าวหมิง ผู้เป็นน้าเขย ซึ่งนางมิค่อยได้มีโอกาสพบหน้าบ่อยนักในระยะหลัง ยืนเคียงข้างอยู่กับบุตรชายและบุตรสาวทั้งสอง
จ้าวหมิงเป็นบุรุษที่มีใบหน้าเรียบง่าย สามัญ ไม่ได้ดูโดดเด่นสะดุดตา จ้าวเวินเยว่และจ้าวเวินเซิงต่างถอดแบบเค้าโครงหน้ามาจากบิดาอยู่หลายส่วน ทั่วร่างของจ้าวหมิงแผ่กลิ่นอายของปัญญาชนผู้ทรงภูมิ สุขุมและนุ่มลึก ซึ่งแตกต่างจากบุตรทั้งสองที่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวอยู่ข้างกายอย่างสิ้นเชิง
[จบบท]