บทที่ 40: ป้ายคำสั่ง
ไป๋ซิวมิ่งหมุนกายเตรียมจะเดินออกจากห้อง ทว่าอาฉานที่นอนซมอยู่บนเตียงดูเหมือนจะสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณว่าคนข้างกายกำลังจะจากไป นางพยายามฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ริมฝีปากแห้งผากขยับเอ่ยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ท่านพ่อ... ท่านมารับอาฉานแล้วหรือ”
น้ำเสียงนั้นร่อแร่เต็มทีราวกับเปลวเทียนต้องลม แต่ฝีเท้าของไป๋ซิวมิ่งกลับชะงักกึก เขายืนนิ่งฟังเสียงละเมอเพ้อพกของคนที่กำลังโดนพิษไข้เล่นงาน
“แล้วท่านแม่ล่ะ... ท่านแม่ไม่มาด้วยหรือ หรือว่าท่านแม่ไม่ต้องการอาฉานแล้ว...”
“เฟิงหยาง”
ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยเรียกชื่อลูกน้องคนสนิทเสียงเรียบ แม้ระดับเสียงจะไม่ดังมาก แต่กลับส่งไปถึงหูของเฟิงหยางที่ยืนรออยู่ชั้นล่างได้อย่างชัดเจน
“ขอรับใต้เท้า”
“ไปตามหมอมา”
เฟิงหยางชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความแปลกใจ แต่ก็รีบหมุนตัววิ่งออกไปทำตามคำสั่งทันทีโดยไม่ถามไถ่สิ่งใด
ฝ่ายเจียงไคที่ยังยืนทำหน้ามึนงงด้วยความไม่เข้าใจสถานการณ์ ก็ได้ยินเสียงสั่งการจากผู้เป็นนายดังขึ้นอีกครั้ง
“ไปตักน้ำใส่กะละมังยกขึ้นมาให้ข้า”
“ขอรับ”
เจียงไครีบวิ่งไปตักน้ำที่ลานบ้านอย่างว่าง่าย
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เฟิงหยางก็ลากตัวท่านหมอชราคนหนึ่งกลับมา สภาพของท่านหมอผมเผ้ายุ่งเหยิงเพราะถูกฉุดกระชากออกมาจากบ้านทั้งที่กำลังนั่งแช่เท้าผ่อนคลายอิริยาบถ เฟิงหยางพาท่านหมอวิ่งหน้าตื่นมาจากโรงหมอที่อยู่ถนนถัดไป
ในขณะที่เจียงไคยกอ่างน้ำขึ้นมาถึงชั้นสอง เขาก็เห็นภาพที่ทำให้ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เจิ้นฝูสื่อผู้แสนเย็นชาและสูงส่งของพวกเขากำลังบิดผ้าชุบน้ำหมาดๆ แล้วบรรจงวางลงบนหน้าผากของอาฉานอย่างเบามือ
เจียงไคยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะผิดปกติไปกันใหญ่ พวกเขามาที่นี่เพื่อตรวจสอบและจับตาดูแม่นางคนนี้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นว่าต้องมานั่งเฝ้าไข้ดูแลคนป่วยไปเสียได้
ท่านหมอชราสะพายล่วมยาใบเก่า ถูกลากถูลู่ถูกังมาจนถึงหน้าบ้านของจี้ฉาน เมื่อเห็นสภาพบ้านที่มืดสนิทไร้แสงไฟก็แทบจะเข่าอ่อน นึกว่าตนเองดวงตกเจอกลุ่มโจรเรียกค่าไถ่เข้าให้แล้ว
จนกระทั่งถูกบังคับให้เดินขึ้นบันไดมายังชั้นสอง เมื่อแสงตะเกียงน้ำมันสาดส่องจนเห็นใบหน้าซีดเซียวของคนป่วย ท่านหมอจึงค่อยลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ท่านหมอจำสตรีผู้นี้ได้แม่นยำ หญิงสาวที่อายุน้อยแต่ร่างกายกลับอ่อนแอขี้โรคถึงเพียงนี้หาได้ยากยิ่งนัก ยิ่งนางมีรูปโฉมงดงามโดดเด่นสะดุดตา ก็ยิ่งทำให้ผู้ที่พบเห็นจดจำได้ไม่ลืมเลือน
สายตาฝ้าฟางของชายชรากวาดมองบุรุษอีกสองคนที่ยืนอยู่ในห้อง คนหนึ่งท่าทางดุดันราวกับโจรป่า แววตาแข็งกร้าวท่าทางคุกคาม ส่วนอีกคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่างกลับมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้นั้นดูสูงส่งสง่างามราวกับคุณชายจากตระกูลขุนนางชั้นสูง ท่วงท่าองอาจผึ่งผายดุจมังกรและหงส์
ไม่รู้เลยว่าบุรุษต่างขั้วเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับแม่นางน้อยผู้นี้
เมื่อสายตาเย็นเยียบของไป๋ซิวมิ่งตวัดมองมา ท่านหมอก็สะดุ้งโหยง รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปทันที เขารีบวางล่วมยาหนักอึ้งลง นำหมอนรองข้อมือออกมา แล้วขยับเข้าไปใกล้อาฉานเพื่อตรวจชีพจร
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงไส้ตะเกียงที่แตกปะทุดังเปรี๊ยะเป็นระยะ ท่านหมอชรากดนิ้วลงบนข้อมือบอบบาง สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ คิ้วขาวโพลนขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น
หลังจากตรวจชีพจรเสร็จ ท่านหมอก็ยังคงมีสีหน้ากังวล เขาหันไปรายงานอาการแก่ไป๋ซิวมิ่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แม่นางผู้นี้น่าจะพักผ่อนไม่เพียงพอติดต่อกันหลายวัน ทำให้สูญเสียพลังกายและพลังใจไปมาก อีกทั้งพื้นฐานร่างกายของนางอ่อนแอกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว จึงถูกลมเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เป็นเหตุให้ไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลดเช่นนี้ขอรับ”
“รักษาอย่างไร?”
ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยถามสั้นๆ น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยอำนาจกดดัน
“ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาให้ เดี๋ยวต้องไปจัดยาเทียบปรับสมดุลลดไข้ที่บ้านของข้าน้อย จากนั้นให้นำมาต้มเคี่ยวด้วยน้ำสามชามจนงวดเหลือหนึ่งชาม แล้วให้คนป่วยดื่มทันทีขอรับ”
ท่านหมอชราอธิบายอย่างละเอียด เนื่องจากในห้องไม่มีกระดาษและพู่กัน เขาจึงบอกสูตรยาปากเปล่าให้คนทั้งสามช่วยกันจำ ก่อนจะรีบพาเฟิงหยางกลับไปจัดยาที่โรงหมอ
เดิมทีท่านหมอคิดว่าแค่จัดยาก็คงเสร็จธุระ แต่เฟิงหยางกลับไม่ยอมปล่อยตัว ยืนกรานจะลากเขากลับมาที่นี่อีกครั้ง ทั้งยังยัดเงินก้อนใหญ่ใส่มือเป็นค่าตรวจรักษาถึงห้าตำลึง ท่านหมอไม่มีทางเลือกจึงต้องจำใจบอกลาภรรยาและลูกหลานที่บ้าน เก็บเงินไว้ แล้วรีบเดินตามเฟิงหยางกลับมาอย่างเร่งรีบ
เจตนาของเฟิงหยางนั้นชัดเจน เขาต้องการรั้งตัวท่านหมอไว้เพื่อให้เป็นคนต้มยาและดูแลคนป่วย เพราะหากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขากับเจียงไค เกรงว่ายาหม้อนี้คงไม่ได้เรื่อง
คนอย่างเจียงไค หากเผลอออกแรงมือเพียงนิดเดียว หูหม้อต้มยาคงแหลกคามือ หน้าที่อันละเอียดอ่อนนี้คงไม่พ้นตกมาถึงเขา ซึ่งเฟิงหยางเองก็ไม่เคยล้มป่วยมาตั้งแต่เล็กจนโต จะไปรู้วิธีต้มยาได้อย่างไร
งานนี้สำหรับท่านหมอชรานับว่าเป็นเรื่องคุ้นเคย เขาคลุกคลีอยู่กับการปรุงยามาทั้งชีวิต โชคดีที่ก่อนหน้านี้อาฉานเคยล้มป่วยบ่อยครั้ง ในบ้านจึงมีหม้อต้มยาและเตาไฟเตรียมพร้อมสรรพ ท่านหมอจัดแจงก่อไฟและลงมือต้มยาอย่างคล่องแคล่ว
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ท่านหมอก็ประคองถ้วยยาต้มสีเข้มส่งกลิ่นฉุนเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสอง เขาชำเลืองมองสองบุรุษร่างยักษ์ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูราวกับทวารบาล แล้วจึงหันไปมองคุณชายผู้สูงศักดิ์ในห้อง ก่อนจะส่งถ้วยยาให้ด้วยท่าทีนอบน้อม
“คุณชาย ยานี้อุ่นกำลังดี สามารถป้อนได้เลยขอรับ”
ไป๋ซิวมิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือออกมารับถ้วยยาไว้ เขาปรายตามองสภาพอ่อนระโหยโรยแรงของอาฉาน ตัดสินใจไม่เอ่ยปากเรียกให้นางลุกขึ้นเอง แต่กลับทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง แล้วใช้ท่อนแขนแข็งแรงช้อนร่างปวกเปียกของนางขึ้นมาแนบอก
ศีรษะเล็กทุยของอาฉานซบลงกับไหล่กว้าง เส้นผมสีดำขลับยุ่งเหยิงทิ้งตัวลงบนอาภรณ์ของเขา เปลือกตาของนางปิดสนิท ไม่ยอมรับรู้เรื่องราวใดๆ
“อ้าปาก”
อาฉานย่นจมูกเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นยาฉุนกึก นางเม้มปากแน่นด้วยความดื้อรั้น ไม่ยอมให้ของเหลวขมปร่าผ่านเข้าไป
ความอดทนของไป๋ซิวมิ่งมีจำกัด เขาใช้มือซ้ายบีบแก้มของนางให้อ้าออก แล้วใช้มือขวากรอกยาลงไปในปากโดยไม่รอช้า
อาฉานส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ พยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างอ่อนแรง แต่ก็ไม่อาจสู้แรงของชายหนุ่มได้
แม้การกระทำของเขาจะดูหยาบกระด้าง ทว่าน้ำหนักมือกลับผ่อนปรนและแม่นยำ จังหวะการป้อนยาไม่เร็วไม่ช้าจนเกินไป ทำให้อาฉานจำต้องกลืนยาขมลงคอไปทีละคำจนหมดถ้วยอย่างรวดเร็ว
ไป๋ซิวมิ่งส่งถ้วยเปล่าคืนให้ท่านหมอ แล้วจึงคลายมือที่ล็อกตัวหญิงสาวไว้
ทันทีที่เป็นอิสระ อาฉานก็สูดจมูกฟุดฟิด ราวกับได้รับความอยุติธรรมอันใหญ่หลวง นางเริ่มส่งเสียงสะอื้นไห้เบาๆ น้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบแก้ม
ไป๋ซิวมิ่งมีสีหน้าไร้อารมณ์ เขาประคองร่างที่อ่อนระทวยวางกลับลงบนเตียง ปล่อยให้นางร้องไห้ต่อไปโดยไม่คิดจะปลอบโยน
“ไข้จะลดเมื่อไหร่?”
ท่ามกลางเสียงสะอื้นของอาฉาน ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยถามท่านหมอที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ
“อย่างช้าที่สุดครึ่งชั่วยาม ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ขอรับ”
“รบกวนท่านรออีกสักครึ่งชั่วยามเถิด”
ท่านหมอรีบรับคำ “ย่อมได้ ย่อมได้ขอรับ”
ตัวยาของท่านหมอชรานับว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยม ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อ หน้าผากของอาฉานก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมา อุณหภูมิร่างกายที่ร้อนจัดค่อยๆ ลดระดับลง
ทว่ายังไม่ทันที่ท่านหมอจะได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จู่ๆ ตัวของนางก็กลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง หนำซ้ำดูเหมือนจะร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ท่านหมอชราผู้ผ่านประสบการณ์รักษาผู้คนมามากมายยังไม่เคยพบเจออาการเช่นนี้มาก่อน เขารีบถลันเข้าไปตรวจชีพจรของอาฉานซ้ำอีกรอบ ทว่าชีพจรกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ตามหลักการแล้วยาของเขาควรจะได้ผล
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ท่านหมอวิ่งวุ่นดูแลคนป่วยจนเหงื่อท่วมตัว แต่อาการตัวร้อนของอาฉานกลับไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย เสียงร้องไห้ที่เงียบหายไปพักหนึ่งเริ่มกลับมาดังระงมอีกครั้ง
ไป๋ซิวมิ่งยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความเหนื่อยหน่าย ป่วยหนักปางตายขนาดนี้ยังจะมีแรงร้องไห้อีก
ท่านหมอชราหันมาประสานมือคารวะไป๋ซิวมิ่งด้วยสีหน้าละอายใจ
“คุณชาย ข้าน้อยจนปัญญาแล้วจริงๆ วิชาแพทย์อันตื้นเขินของข้าน้อยไม่อาจรักษาอาการของแม่นางผู้นี้ได้ ขออภัยด้วยขอรับ”
ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้กล่าวโทษหรือสร้างความลำบากใจให้ท่านหมอ เขาเพียงหันไปสั่งเฟิงหยางเสียงเรียบ
“พาเขากลับไปส่ง”
เฟิงหยางพยักหน้ารับคำ แล้วพาตัวท่านหมอเดินออกจากห้องไป
เมื่อหมอถูกส่งกลับไปแล้ว เจียงไคก็นึกว่าเจ้านายคงจะเลิกวุ่นวายเสียที แต่ทว่าจู่ๆ วัตถุสีดำชิ้นหนึ่งก็ลอยหวือพุ่งตรงเข้ามาหาหน้าเขา เจียงไครีบคว้าจับไว้ได้ทัน เมื่อแบมือออกดูก็พบว่าเป็นป้ายคำสั่ง
ป้ายโลหะสีดำสนิท สลักลวดลายมังกรขดพันรอบตัวอักษร 'หมิง' ที่โดดเด่นอยู่ตรงกลาง
นี่คือป้ายคำสั่งของหมิงอ๋อง
“ใต้เท้า?” เจียงไคกำป้ายแน่น มองหน้าผู้เป็นนายด้วยความงุนงง
“ไปที่สำนักหมอหลวงในวัง เชิญหมอหลวงมาที่นี่ รีบไปรีบกลับ”
ต่อให้เจียงไคจะเป็นคนหัวช้าไม่ค่อยทันเล่ห์เหลี่ยมใคร แต่ในเวลานี้เขาก็ยังรู้สึกได้ว่าคำสั่งนี้ออกจะเกินขอบเขตไปมาก
ทว่าคำสั่งของเจ้านายถือเป็นประกาศิต เขาไม่มีทางขัดขืน จึงได้แต่กำป้ายคำสั่งนั้นไว้แน่นแล้วรีบออกเดินทางมุ่งหน้าสู่วังหลวงทันที
[จบบท]