บทที่ 42: โซ่ตรวนที่ขาดสะบั้น
หลังจากไป๋ซิวมิ่งส่งตัวท่านหมอหลวงหวงกลับไปแล้ว เขาก็เดินกลับขึ้นมาบนชั้นสองเพื่อดูอาการของคนป่วย
ทว่าในยามนั้นจี้ฉานได้หลับสนิทไปเรียบร้อยแล้ว ลมหายใจของนางสม่ำเสมอทว่าจิตวิญญาณภายในกลับมิได้สงบนิ่งอย่างที่เห็น เพราะนับตั้งแต่ร่างกายเริ่มมีอาการตัวร้อนดั่งไฟเผา จี้ฉานก็ตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น คล้ายกับจิตวิญญาณถูกดึงเข้าสู่สภาวะสำรวจภายในโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกทุรนทุรายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ไม่ต่างจากเจ้าจิ้งจอกแปดหางที่สถิตอยู่ภายในกายของนางที่กำลังดิ้นรนอย่างหนัก
โซ่ตรวนสีดำทมิฬที่พันธนาการร่างของปีศาจจิ้งจอกเอาไว้สั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู มันเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ
ทันใดนั้นเองโซ่ตรวนเส้นหนึ่งที่พันรอบขาหน้าข้างซ้ายของจิ้งจอกก็พลันขาดสะบั้นลง เสียงโลหะฉีกขาดดังก้องกังวานไปทั่วห้วงจิต
จี้ฉานได้แต่เบิกตามองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง นางเห็นโซ่ตรวนสีดำเส้นนั้นแตกกระจายกลายเป็นอักขระโบราณที่นางไม่เข้าใจความหมาย ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้าก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในความว่างเปล่า
ในวินาทีที่โซ่ตรวนเส้นนั้นขาดลง ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยกดทับร่างกายของนางก็พลันมลายหายไป จี้ฉานรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่ภายในจิตวิญญาณด้วยความงุนงง พันธนาการที่รัดรึงร่างของนางอยู่จู่ๆ ก็หายไปดื้อๆ เช่นนี้หรือ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าอาการตัวร้อนกะทันหันที่เกิดขึ้นนี้ มิใช่ความเจ็บป่วยทางกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลข้างเคียงจากการที่โซ่ตรวนเส้นนี้ถูกทำลายลง
หญิงสาวพยายามทบทวนความทรงจำอย่างหนัก นางไปทำสิ่งใดมาเหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้
หากจะนึกถึงเรื่องราวพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือการที่นางยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือท่านน้าหญิงเล็ก ให้สมความปรารถนาในการแก้แค้น ก่อนจะส่งดวงวิญญาณของนางเข้าสู่ประตูผีเพื่อไปเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิใหม่
แม้ว่าในสายตาของผู้อื่น การกระทำของนางอาจดูโหดร้ายและมิใช่การสร้างกุศล แต่สำหรับนางแล้ว นี่คือการปลดปล่อยพันธนาการให้แก่ดวงวิญญาณที่ทนทุกข์
หากการช่วยเหลือดวงวิญญาณให้หลุดพ้นคือสาเหตุที่ทำให้โซ่ตรวนขาดลงจริง ก็นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับนางยิ่งนัก เพราะนั่นหมายความว่าโซ่ตรวนลึกลับที่พันธนาการนางไว้นี้ มิได้แข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้ หนทางรอดของนางยังพอมีหวัง
จี้ฉานรู้สึกปิติยินดีอยู่ลึกๆ ทว่าความอ่อนล้าทางกายกลับรุมเร้าจนนางไม่อาจแสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาได้
หลังจากโซ่ตรวนเส้นนั้นสลายไป ภาพนิมิตภายในจิตใจก็ค่อยๆ เลือนหาย ความง่วงงุนเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ จี้ฉานจึงจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน
รุ่งเช้าของวันถัดมา ท่านหมอหลวงหวงเดินทางมาเพื่อทำการฝังเข็มรักษาอาการตามกำหนด แต่จี้ฉานกลับยังคงหลับใหลไม่ได้สติ นางนอนนิ่งไม่ไหวติงจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงยามเย็น
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบย้อมห้องให้กลายเป็นสีส้มแดง จี้ฉานจึงค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนาน สิ่งแรกที่ปลุกนางให้ตื่นขึ้นมิใช่เสียงนกเสียงกา แต่เป็นความหิวโหยที่รุนแรงจนท้องไส้ปั่นป่วน
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด จี้ฉานนอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่งเพื่อปรับสายตา นางขยับตัวบิดขี้เกียจไปมาซ้ายขวาเพื่อคลายความเมื่อยขบ ท่าทางของนางยามนี้ดูไม่สำรวมนักด้วยความที่คิดว่าตนอยู่เพียงลำพัง
จนกระทั่งนางตัดสินใจยันกายลุกขึ้นนั่งเพื่อจะลงไปหาอะไรกินประทังชีวิต สายตาของนางก็พลันปะทะเข้ากับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งเงียบเชียบอยู่ภายในห้อง
ไป๋ซิวมิ่งนั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่ริมหน้าต่าง ท่าทางของเขาสงบนิ่งราวกับรูปสลัก สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่นางอย่างไม่วางตา
ดูเหมือนว่าเขาจะเห็นกิริยาท่าทางยามนางบิดขี้เกียจจนตัวงอเป็นเกลียวเมื่อครู่นี้จนหมดสิ้น
จี้ฉานถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางรีบคว้าผ้าห่มนวมที่เลื่อนหลุดไปขึ้นมาปิดบังร่างกายเอาไว้ตามสัญชาตญาณ พลางจ้องมองเขาด้วยแววตาตื่นตระหนก
“ท่าน... มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“เมื่อคืนเจ้าป่วยหนัก”
ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่น คำพูดของเขาทำให้ความทรงจำอันเลือนรางของจี้ฉานค่อยๆ ย้อนกลับมา นางจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อคืนนี้ ในยามที่นางรู้สึกทรมานที่สุด คล้ายกับมีใครบางคนคอยดูแลอยู่ข้างกายตลอดเวลา
ในตอนนั้นนางเข้าใจว่าเป็นท่านพ่อที่มาเฝ้าไข้ แต่ความจริงแล้วมิใช่ความฝัน และผู้ที่อยู่เคียงข้างนางหาใช่บิดาบังเกิดเกล้า แต่กลับเป็นไป๋ซิวมิ่งผู้น่าเกรงขามแห่งสำนักหมิงจิ้งผู้นี้เองหรือ
“ท่านเป็นคนไปเชิญท่านหมอมาให้ข้าหรือ?”
จี้ฉานเอ่ยถามหยั่งเชิง รสขมฝาดของยาสมุนไพรยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น ทำให้นางหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ไป๋ซิวมิ่งป้อนยาให้นางอย่างยากลำบาก
“อืม”
ไป๋ซิวมิ่งตอบรับสั้นๆ เพียงคำเดียว เขาไม่ได้ขยายความถึงเรื่องราววุ่นวายเมื่อคืนวาน ไม่ได้เอ่ยถึงการที่เขาต้องสั่งเปิดประตูวังหลวงกลางดึกเพื่อลากตัวหมอหลวงมารักษา
จี้ฉานจึงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า อาการป่วยของนางในครานี้ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากมายเพียงใด
“ไป๋ซิวมิ่ง ขอบคุณท่านมาก”
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาเต็มยศ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความจริงใจและซาบซึ้ง ไป๋ซิวมิ่งเพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อย ท่าทีของเขายังคงนิ่งสงบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ เปิ่นกวนเพียงแค่มีเรื่องจะซักถามเจ้า พอดีกับที่มาเจอเจ้าป่วยอยู่ก็เท่านั้น”
จี้ฉานเดาได้ทันทีว่าธุระที่เขามีต่อนางคงหนีไม่พ้นเรื่องคดีความ นางเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าตนเองจะล้มป่วยลงกะทันหันเช่นนี้ ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้สนทนากันต่อ เสียงของเฟิงหยางก็ดังขึ้นมาจากชั้นล่าง
“ใต้เท้า อาหารมาแล้วขอรับ”
ไป๋ซิวมิ่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยสั่งนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วลงไปทานข้าว”
จี้ฉานใช้เวลาจัดการธุระส่วนตัวอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนางเดินลงมาถึงชั้นล่าง ก็พบว่าเฟิงหยางได้จัดเตรียมสำรับอาหารเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
กลิ่นหอมของโจ๊กร้อนๆ ที่ไป๋ซิวมิ่งสั่งให้พ่อครัวประจำสำนักหมิงจิ้งเคี่ยวกรำนานกว่าหนึ่งชั่วยามลอยตลบอบอวล เมล็ดข้าวแตกบานสวยงาม มีน้ำข้าวข้นคลั่กลอยอยู่ด้านบน ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายยิ่งนัก
“วันนี้ที่สำนักมีเรื่องเกิดขึ้นหรือ?”
ไป๋ซิวมิ่งกวาดสายตามองลูกน้องคนสนิท แววตาของเขาสะดุดเข้ากับรอยแผลเปื้อนเลือดเล็กๆ ที่ใบหูข้างซ้ายของเฟิงหยาง
“สายข่าวรายงานว่าพบร่องรอยของงูเกล็ดหิมะ ข้าน้อยจึงนำกำลังติดตามไป น่าเสียดายที่มันไหวตัวทันและหลบหนีไปได้ขอรับ”
เฟิงหยางรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางยกมือขึ้นแตะแผลที่ใบหูซึ่งเกิดจากการถูกงูตัวนั้นฉกเฉียดไปเพียงเส้นยาแดง
“ช่วงนี้งูเกล็ดหิมะปรากฏตัวบ่อยครั้ง ข้าน้อยเกรงว่านี่อาจเป็นแผนการของผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของเรา”
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากบันไดทำให้บทสนทนาของทั้งคู่หยุดชะงัก ไป๋ซิวมิ่งและเฟิงหยางหันไปมองยังทิศทางนั้นพร้อมกัน
จี้ฉานก้าวลงบันไดมาอย่างเชื่องช้า เส้นผมยาวสลวยถูกถักเป็นเปียหลวมๆ พาดมาด้านหน้า อาภรณ์ชุดเสื้อกระโปรงนวมสีเขียวอ่อนปักลายกล้วยไม้ขับเน้นให้ผิวพรรณของนางดูขาวผ่อง แม้ใบหน้าจะยังดูซีดเซียวจากการเจ็บป่วย แต่กลับยิ่งขับเน้นความงดงามแบบเปราะบางน่าทะนุถนอม
เฟิงหยางเพียงแค่เหลือบมองแวบหนึ่งก็รีบก้มหน้าหลบสายตาด้วยความสุภาพ ผิดกับไป๋ซิวมิ่งที่ยังคงจับจ้องมองนางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
จี้ฉานแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาของไป๋ซิวมิ่ง นางเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามเขา
ไป๋ซิวมิ่งขยับมือตักโจ๊กสีขาวนวลจากหม้อดินเผาใส่ชามใบเล็กอย่างบรรจง วางช้อนกระเบื้องลงไป แล้วเลื่อนชามนั้นมาตรงหน้านาง
จี้ฉานตักโจ๊กเข้าปากคำแล้วคำเล่า รสชาติกลมกล่อมของข้าวต้มช่วยบรรเทาความหิวโหยได้เป็นอย่างดี
ทว่าสายตาของนางกลับอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอาหารจานอื่นๆ บนโต๊ะ โดยเฉพาะไก่รมควันตัวอวบอ้วนที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ มันคือไก่รมควันเจ้าดังของตาเฒ่าหูที่ขายอยู่หัวถนน นางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความอยากอาหารพุ่งพล่านจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่
“เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ร่างกายยังอ่อนแอ กินได้แต่โจ๊กเท่านั้น”
คำพูดของไป๋ซิวมิ่งดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เขาเอ่ยดักคออย่างรู้ทันก่อนที่นางจะทันได้ยื่นตะเกียบออกไป
จี้ฉานลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเสียดาย นางจำต้องละสายตาจากไก่รมควันแสนอร่อย แล้วก้มหน้าก้มตากินโจ๊กในชามของตนต่อไป พลางตัดพ้อในใจว่าการเกิดเป็นมนุษย์ช่างยากลำบากเสียจริง
เมื่อโจ๊กหมดชาม ความหิวโหยก็ทุเลาลง เรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมาสู่ร่างกายอีกครั้ง จี้ฉานวางตะเกียบลงเป็นจังหวะเดียวกับที่ไป๋ซิวมิ่งอิ่มพอดี เฟิงหยางผู้รู้หน้าที่รีบเข้ามาเก็บกวาดถ้วยชามอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขอตัวลาพร้อมกับหิ้วกล่องอาหารออกไป ทิ้งให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพัง
แสงสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วบริเวณ
จี้ฉานนั่งเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความเงียบสงบ ไป๋ซิวมิ่งเองก็นั่งนิ่งไม่เอ่ยคำใด คล้ายต้องการให้เวลานางได้พักผ่อน จนกระทั่งดวงจันทร์เริ่มฉายแสง จี้ฉานจึงหันกลับมาสบตากับเขา
“ใต้เท้าไป๋อยากจะถามอะไรข้า ก็ถามมาเถอะ”
“ตะไคร่น้ำ ดินจากหลุมศพ และไม้จากต้นหวายกลวงใน ของพวกนี้เจ้าเอาไปทำอะไร?”
“ท่านก็รู้อยู่แล้วนี่ ว่าเอาไปปรุงเครื่องหอม”
“สรรพคุณของมันคืออะไร?”
จี้ฉานกะพริบตาปริบๆ รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ถ้าเป็นคนอื่นถาม ข้าคงไม่บอก แต่เห็นแก่ที่ท่านช่วยชีวิตข้าไว้เมื่อคืน ข้าจะยอมบอกท่านแต่เพียงผู้เดียว”
นางโน้มตัวเข้ามาใกล้เขาเล็กน้อย ทำท่าทางราวกับกำลังจะบอกความลับสวรรค์
“มันเป็นเครื่องหอมสำหรับพิธีกรรม ว่ากันว่าใช้ส่งวิญญาณคนตายให้กลับสู่ภพภูมิ”
“ว่ากันว่า?”
ไป๋ซิวมิ่งเลิกคิ้วสูงทวนคำเสียงสูง
“ใช่ ข้าค้นเจอสูตรนี้จากความทรงจำเก่าๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ผลจริงไหม?”
“ในเมื่อไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ แล้วเหตุใดเจ้าจึงกล้าลองทำ”
จี้ฉานรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย น้ำเสียงของไป๋ซิวมิ่งในครานี้ไม่ได้ดุดันกดดันเหมือนการสอบสวนครั้งก่อนๆ
แม้ว่าแววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่ความเกรี้ยวกราดกลับลดทอนลงไปมาก บางทีอาจเป็นเพราะเขาเห็นสภาพอันน่าเวทนาของนางเมื่อคืนนี้ จึงเกิดความเมตตาต่อคนป่วยขึ้นมาบ้างกระมัง
[จบบท]