บทที่ 43: พิธีกรรมของบรรพกาล
“ทำไมหรือ... คำถามนี้ตอบยากนักหรือไร?” ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยถามขึ้น
“ไม่ได้ยากเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าคำตอบนี้ใต้เท้าไป๋คงไม่เชื่อเป็นแน่” อาฉานตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหดหู่และเศร้าหมอง
“วันที่ข้าไปคารวะศพท่านน้า ข้าได้พบกับฮูหยินซูผู้นั้น พอเช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเคลื่อนศพท่านน้า ท่านน้าเขยและครอบครัวก็ได้เชิญคนมาทำพิธี พวกเขากล่าวหาว่าท่านน้ากลายเป็นวิญญาณอาฆาตและจะเป็นภัยต่อคนในครอบครัว จึงต้องสะกดวิญญาณนางไว้ในโลงศพ รอให้ไอสังหารสลายไปจนหมดสิ้น ซึ่งต้องใช้เวลาถึงร้อยปีจึงจะปล่อยออกมาได้”
หญิงสาวเหลือบตามองไป๋ซิวมิ่งแวบหนึ่ง ทว่าใบหน้าของชายหนุ่มยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ จนดูไม่ออกเลยว่าเขาเชื่อในสิ่งที่นางพูดหรือไม่
“ใต้เท้า... นางคือน้าแท้ๆ ของข้านะเจ้าคะ ตั้งแต่ข้าตกระกำลำบากมา นางเป็นคนเดียวที่เคยมอบเงินให้ข้า ข้าไม่มีปัญญาไปขัดขวางท่านน้าเขย และไม่อาจทวงความยุติธรรมให้ท่านน้าได้ สิ่งที่ข้าทำได้ก็มีเพียงแค่ทำให้ตัวเองสบายใจขึ้นเท่านั้น”
“เพื่อความสบายใจ ถึงกับต้องแลกด้วยการเกือบป่วยตาย เรื่องนี้อยู่ในแผนการของเจ้าด้วยหรือไม่”
อาฉานรู้สึกอับอายระคนขุ่นเคืองเล็กน้อย ลำคอของนางยังไม่หายดีเท่าที่ควร เมื่อต้องพูดประโยคยาวๆ น้ำเสียงจึงยังคงมีความแหบพร่าเจือปนอยู่
“นั่นเป็นเหตุสุดวิสัยเจ้าค่ะ ข้าอุตส่าห์นอนพักผ่อนตอนกลางวันเอาแรงไว้แล้ว ใครจะไปรู้ว่าจู่ๆ ร่างกายจะทรุดหนักลงไปแบบนั้น”
ทันใดนั้นน้ำเสียงของนางก็ดูสดใสขึ้นเล็กน้อย ราวกับอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว “แต่ก็ต้องขอบคุณใต้เท้ามากนะเจ้าคะ ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
ไป๋ซิวมิ่งจ้องมองใบหน้าที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเป็นธรรมชาติของอาฉาน พลางหวนนึกถึงคำพูดที่หมอหลวงหวงบอกกับเขาเมื่อคืนวาน
ต่อให้ประคบประหงมดูแลอย่างดีเพียงใด นางก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงยี่สิบถึงสามสิบปีเท่านั้น
“ใต้เท้า?” เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปนาน อาฉานจึงเอ่ยเรียกด้วยความสงสัย
“ธูปที่เจ้าทำ ยังมีเหลืออยู่หรือไม่?” ไป๋ซิวมิ่งดึงสติกลับมา ก่อนจะเอ่ยถามเข้าประเด็น
“ยังมีเหลืออยู่อีกหลายสิบดอกเจ้าค่ะ ข้าเก็บไว้ในห้องนอน หากใต้เท้าต้องการตรวจสอบก็เชิญหยิบไปได้เลย” อาฉานแสดงท่าทีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี “ส่วนขั้นตอนการทำพิธีนั้นเรียบง่ายมาก ข้ายินดีบอกใต้เท้าทุกขั้นตอนเจ้าค่ะ”
อาฉานอธิบายขั้นตอนการทำพิธีอย่างละเอียดโดยไม่มีปิดบัง แม้กระทั่งขั้นตอนการปรุงเครื่องหอมนางก็บอกจนหมดสิ้น รวมไปถึงเรื่องท่อนไม้หลิวอินที่วางอยู่มุมห้องนางก็ไม่ได้ละเว้น
ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรนางอีก เขาเพียงแค่รับธูปเรียกวิญญาณที่เหลือมาจากมือของอาฉาน แล้วลุกขึ้นเดินออกจากเรือนไป
อาฉานยืนส่งเขาที่หน้าประตู มองแผ่นหลังของชายหนุ่มค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด
นางรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย วันนี้ไป๋ซิวมิ่งดูพูดง่ายกว่าปกติมาก เดิมทีนางคิดว่าจะต้องเปลืองแรงต่อปากต่อคำกับเขาให้นานกว่านี้เสียอีก
หลังจากส่งไป๋ซิวมิ่งกลับไปแล้ว นางตั้งใจว่าจะต้มน้ำร้อนเช็ดตัวเสียหน่อย แต่เมื่อจะลงกลอนประตู นางก็พบว่าดานประตูไม้ขัดบานประตูนั้นได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว
...นอกจากไป๋ซิวมิ่งที่แอบย่องเข้ามาในบ้านนางเมื่อคืนโดยไม่รู้ว่าใช้วิธีไหน ก็คงไม่มีใครหน้าไหนมายุ่งกับดานประตูบ้านนางอีกแล้ว
อาฉานเดินค้นหาของในบ้านด้วยความหงุดหงิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็เจอท่อนไม้ขนาดย่อมที่พอจะใช้ขัดประตูแก้ขัดไปก่อนได้
ทางด้านไป๋ซิวมิ่ง หลังจากได้ธูปมาจากอาฉาน เขาก็ไม่ได้กลับไปที่สำนักหมิงจิ้ง แต่เลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังกรมโหรหลวงซือเทียนเจียนแทน
ท่านเจ้ากรมโหรหลวงซือเทียนเจียนยังคงพำนักอยู่ภายในกรม เมื่อได้ยินว่าไป๋ซิวมิ่ง เจิ้นฝูสื่อแห่งสำนักหมิงจิ้งมาขอเข้าพบ เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงได้เดินออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
เมื่อไป๋ซิวมิ่งพบท่านเจ้ากรม เขาก็ทำความเคารพตามมารยาท ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยทักทายกลับดูเป็นกันเองอย่างยิ่ง “ท่านเจ้ากรม สบายดีหรือไม่ขอรับ?”
เจ้ากรมโหรหลวงผู้นี้มีความสนิทสนมกับหมิงอ๋อง และมักจะแวะเวียนไปที่จวนหมิงอ๋องอยู่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ที่หมิงอ๋องรับอุปการะไป๋ซิวมิ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้งสองจึงได้พบปะกันอยู่เนืองๆ จนกระทั่งไป๋ซิวมิ่งถูกส่งตัวไปประจำการที่แคว้นโยวโจว
“คนอย่างเจ้าถ้าไม่มีเรื่องคงไม่มาเหยียบที่นี่หรอก เจ้าหนู มีธุระอะไรว่ามา” ท่านเจ้ากรมพาเขาเดินเข้าไปในห้องพักผ่อนส่วนตัว พลางเอ่ยถามอย่างรู้ทัน
หลังจากทั้งสองนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ไป๋ซิวมิ่งก็เปิดกล่องไม้ในมือออก
ท่านเจ้ากรมชะโงกหน้าเข้ามาดู เมื่อเห็นว่าเป็นกองธูปเส้นยาวที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ ฝีมือคนทำดูไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เขาก็ทำหน้าหมดความสนใจทันที
“ใครเป็นคนทำธูปพวกนี้ ฝีมือหยาบกระด้างยิ่งนัก”
ไป๋ซิวมิ่งนึกขำอยู่ในใจ หากจี้ฉานได้ยินคำวิจารณ์นี้ นางคงจะโกรธจนหน้าดำหน้าแดงเป็นแน่
“ข้ายึดมาจากคนอื่นขอรับ อยากให้ท่านเจ้ากรมช่วยดูหน่อยว่าธูปพวกนี้มีปัญหาอะไรหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านเจ้ากรมจึงหยิบธูปขึ้นมาดอกหนึ่ง ยกขึ้นดมอย่างตั้งใจ ก่อนจะบิดส่วนหนึ่งออกมาขยี้ด้วยปลายนิ้วจนกลายเป็นผงละเอียด แล้วแตะลิ้นชิมดูเล็กน้อย
“อืม... ไอหยินเข้มข้นมาก แต่วัตถุดิบก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษพิสดาร ใครเป็นคนต้นคิดสูตรนี้กัน” เขาหันไปถามไป๋ซิวมิ่ง
ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้ตอบคำถาม เขาทำเพียงถอนหายใจกับท่าทีขี้เล่นของผู้อาวุโสตรงหน้า “ท่านช่วยบอกข้าตรงๆ เถอะขอรับ ว่าของสิ่งนี้มีประโยชน์อะไรหรือไม่”
“ไร้ประโยชน์” ท่านเจ้ากรมตอบทันที “ถ้าจุดพร้อมกันรวดเดียวสักร้อยดอก อาจจะพอรวบรวมไอหยินได้บ้าง ดีไม่ดีอาจจะชักนำพวกภูตผีชั้นต่ำมาได้นิดหน่อย”
“ไร้ประโยชน์หรือขอรับ?” คำตอบนี้ทำเอาไป๋ซิวมิ่งแปลกใจไม่น้อย เขาจึงเล่าขั้นตอนพิธีกรรมที่สายสืบจดบันทึกมาจากอาฉานให้ท่านเจ้ากรมฟังอีกรอบ “ถ้าใช้ร่วมกับพิธีกรรมนี้ล่ะขอรับ จะยังไร้ประโยชน์อยู่หรือไม่?”
“พิธีกรรมที่ว่านั่นมีไว้ทำอะไร?”
“ส่งวิญญาณผู้ตายกลับสู่ปรโลกขอรับ”
“โฮ่... ช่างกล้าพูดนัก” ท่านเจ้ากรมหัวเราะร่า “ถ้าแค่จุดธูปก็สามารถส่งวิญญาณลงสู่ยมโลกได้ง่ายดายปานนั้น พวกพระสงฆ์องค์เจ้าหรือนักพรตทั้งหลายคงไม่ต้องเสียแรงสวดมนต์ทำพิธีโปรดสัตว์กันให้เหนื่อยยากหรอก”
“สรุปว่ามันใช้ไม่ได้จริงหรือขอรับ?”
ท่านเจ้ากรมยกชาขึ้นจิบเพื่อล้างปาก “อย่างน้อยในความทรงจำของข้า ก็ไม่เคยมีพิธีกรรมที่ดูเล่นขายของเช่นนี้ แต่ถ้าเจ้าอยากรู้จะลองให้คนทดสอบดูก็ได้ ในเมื่อพิธีมันง่ายนัก ก็แค่ไปจับผีร้ายมาสักตัว เขียนวันเดือนปีเกิดของมันลงไป แล้วจุดธูปบูชาเจ็ดวัน รอดูกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น”
ถึงท่านเจ้ากรมไม่แนะนำ ไป๋ซิวมิ่งก็ตั้งใจจะทดลองดูอยู่แล้ว เพียงแต่ธูปในกล่องไม้มีไม่พอ จำเป็นต้องหาคนมาทำเพิ่ม
“ได้ยินว่าท่านเจ้ากรมเองก็มีความรู้เรื่องการปรุงเครื่องหอมใช่หรือไม่ขอรับ?”
ท่านเจ้ากรมชี้หน้าไป๋ซิวมิ่งอย่างรู้ทัน เขาเดาไว้แล้วเชียวว่าเจ้าเด็กนี่มาหาเขาต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่
สุดท้ายท่านเจ้ากรมก็ยอมปรุงธูปขึ้นมาใหม่นับร้อยดอกตามขั้นตอนที่ไป๋ซิวมิ่งบอกอย่างเคร่งครัด เมื่อตรวจสอบดูแล้ว ก็พบว่ามันเหมือนกับธูปที่ยึดมาจากอาฉานทุกประการ
เจ็ดวันผ่านไป พิธีกรรมสิ้นสุดลง... ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
วิญญาณร้ายที่ถูกขังไว้เพื่อการทดลอง ไม่ได้ถูกอัญเชิญไปไหน และไม่ได้ถูกส่งไปยังปรโลกแต่อย่างใด
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ท่านเจ้ากรมจึงอุตส่าห์แวะมาดูผลลัพธ์ในวันสุดท้ายด้วยตนเอง และผลก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
“ตัดใจซะเถอะ ข้าบอกแล้วว่ามันไร้ประโยชน์ พิธีกรรมไสยเวทไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น ขนาดกรมโหรหลวงของเราจะทำพิธีบวงสรวงฟ้าดินแต่ละที ยังต้องเตรียมการล่วงหน้าเป็นปีๆ”
ท่านเจ้ากรมยืนเอามือไพล่หลัง พูดย้ำด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยนิดๆ อยู่ข้างกายไป๋ซิวมิ่ง
ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้รู้สึกผิดหวังแต่อย่างใด เพราะผลลัพธ์นี้อยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว
กระนั้น สัญชาตญาณลึกๆ ของเขาก็ยังคงกังขาในพิธีกรรมนี้อยู่อย่างน่าประหลาด
“ข้าเคยได้ยินมาว่า ในยุคสมัยที่ยังไม่มีการทำธูป คนโบราณใช้เพียงไม้หอมก็สามารถบูชาฟ้าดินได้แล้วมิใช่หรือขอรับ?”
“เจ้ารู้อะไรมาไม่น้อยนี่” ท่านเจ้ากรมยินดีที่จะไขข้อข้องใจให้คนหนุ่ม จึงเอ่ยอธิบาย “มันมีคำกล่าวเช่นนั้นจริง แต่ ‘คนโบราณ’ ที่ว่านั้น ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะทำได้ เจ้าคงเคยได้ยินตำนานมหาศึกสงครามระหว่างเผ่าปีศาจและเผ่าบรรพกาลกระมัง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เราคุยกันขอรับ?”
“คนโบราณที่สามารถเอาท่อนไม้ปักดินเพื่อบูชาฟ้าดิน แล้วได้รับการตอบรับจากสวรรค์นั้น เราเรียกขานพวกเขาว่า ‘เผ่าอู’”
“เผ่าอู? หมายถึงแม่มดหมอผีหรือขอรับ”
“ถูกต้อง พวกเขาไม่นับว่าตนเองเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เชื่อว่าบรรพบุรุษของตนคือ ‘เผ่ามหาเวทบรรพกาล’ หรือเผ่าอูที่มีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับเผ่าปีศาจในยุคอดีต คนพวกนี้เคารพยำเกรงต่อฟ้าดินและธรรมชาติ พวกเขามีวิถีแห่งพิธีกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียบง่ายแต่ทรงอานุภาพ ทว่าพวกเราไม่อาจเลียนแบบหรือนำมาใช้ได้”
“เพราะเหตุใดหรือขอรับ?” ไป๋ซิวมิ่งถามด้วยความสนใจ
[จบบท]