บทที่ 45: ข้อแลกเปลี่ยน
ในที่สุดไป๋ซิวมิ่งก็ยอมเอ่ยปากขึ้นมา “เจ้ารู้ไหมว่าหากเปิ่นกวนออกหน้าไปทวงสินเดิมให้เจ้า เรื่องนี้มันจะมีความหมายว่าอย่างไร?”
อาฉานย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ต่อให้นางไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่นางก็เข้าใจกระจ่างว่าหลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผู้คนจะมองความสัมพันธ์ระหว่างนางกับไป๋ซิวมิ่งไปในทิศทางใด
คำครหาของมนุษย์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าคมหอกคมดาบ ทว่าอาฉานกลับหาได้ใส่ใจเรื่องพรรค์นั้นไม่
“ข้าน้อยรู้เจ้าค่ะ และข้าน้อยก็ไม่ใส่ใจด้วย”
“การเข้ามาพัวพันกับเปิ่นกวน ไม่มีผลดีต่อตัวเจ้าเลยสักนิด” ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อาฉานเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม “หรือว่าใต้เท้ากลัวว่าข้าน้อยจะชื่อเสียงด่างพร้อย จนวันหน้าจะออกเรือนไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
“เจ้ามองการณ์ไกลไปหน่อยแล้ว” ไป๋ซิวมิ่งแค่นหัวเราะ แน่นอนว่าเขาไม่ได้หมายความถึงเรื่องหยุมหยิมพรรค์นั้น “ศัตรูของเปิ่นกวนมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง เจ้ามั่นใจหรือว่าจะรับมือไหว”
ตัวเขานั้นไม่เคยแยแสข่าวลือเหลวไหลภายนอก เพราะถ้อยคำเหล่านั้นไม่อาจสร้างบาดแผลให้เขาได้แม้แต่น้อย แต่หากจี้ฉานถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วย บรรดาศัตรูคู่อาฆาตของเขาคงไม่สนหรอกว่าข่าวลือนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ
อาฉานรู้ตัวว่าเข้าใจเจตนาอีกฝ่ายผิดไป แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกขัดเขินแต่อย่างใด
“ในเมื่อข้าน้อยเป็นคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ข้าน้อยก็จะขอรับผิดชอบด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”
นางลองหยั่งเชิงถามกลับไป “ใต้เท้าตกลงรับข้อเสนอนี้ไหมเจ้าคะ?”
เผ่าพันธุ์มนุษย์มีคำกล่าวว่า ‘ในเคราะห์มีโชค ในโชคมีเคราะห์’ ในเมื่อนางคิดจะเอาเปรียบไป๋ซิวมิ่ง นางก็เตรียมใจที่จะจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อเอาไว้แล้ว
อุตส่าห์ดึงคนระดับนี้เข้ามาพัวพันได้ทั้งที โอกาสทองลอยมาอยู่ตรงหน้าแล้ว จะให้ปล่อยหลุดมือไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน
คนที่มัวแต่หวาดกลัวจนหัวหด ย่อมไม่มีวันคว้าสิ่งใดไว้ในมือได้
“เปิ่นกวนตกลง”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบ อาฉานก็ยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
นางจ้องมองบุรุษร่างสูงใหญ่ตรงหน้าพลางคิดในใจว่า ไม่มีความสัมพันธ์กันแล้วจะเป็นไรไป ในเมื่อนางสามารถสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่ได้
ก่อนหน้านี้ไป๋ซิวมิ่งยังหลงเชื่อคำโกหกของนางอยู่เลย ตอนนี้เรื่องโกหกเหล่านั้นกำลังจะกลายเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว
แน่นอนว่าเรื่องราวมันยังไม่จบแค่นี้
“ใต้เท้าเจ้าขา” น้ำเสียงที่ใช้เรียกขานคำว่า ‘ใต้เท้า’ ในครั้งนี้หวานหยาดเยิ้มเป็นพิเศษ
ไป๋ซิวมิ่งหลุบตามองนาง รอฟังว่านางจะพูดอะไรต่อ
อาฉานแสร้งทำท่าทางขัดเขิน ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย “ข้าน้อยรู้อยู่แล้วว่าใต้เท้าเป็นคนพูดแล้วไม่คืนคำ แต่ว่า... จะเป็นไปได้ไหมหากท่านจะจ่ายค่าตอบแทนให้ก่อน”
“อย่าได้คืบจะเอาศอก”
อาฉานทำหูทวนลมไม่สนใจท่าทีเย็นชาของเขา นางแบมือทั้งสองข้างยื่นไปตรงหน้าเขาเพื่อให้เขาเห็นได้ชัดเจน
“ใต้เท้าดูรอยแผลบนมือของข้าน้อยสิเจ้าคะ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ เมื่อก่อนข้าน้อยไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเตาไฟหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เงินแค่อีแปะเดียวข้าน้อยแทบอยากจะหักครึ่งเพื่อแบ่งใช้ ถ้าไม่ใช่เพราะชีวิตมันยากแค้นแสนเข็ญจริงๆ ข้าน้อยก็คงไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใต้เท้าหรอกเจ้าค่ะ”
อาฉานพร่ำพรรณนาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น ดวงตาคู่สวยเริ่มมีหมอกน้ำตาจางๆ เอ่อคลอขึ้นมา
รอยแผลบนมือของนางเป็นของจริงไม่ผิดเพี้ยน บางรอยเกิดจากการสกัดไม้หลิวอินก่อนหน้านี้จนมือพองเป็นตุ่มเลือด ซึ่งแผลเหล่านั้นยังหายไม่สนิทดี ส่วนรอยแผลใหม่เพิ่งได้มาเมื่อสองวันก่อนตอนที่นางหั่นเนื้อไก่แล้วพลาดทำมีดบาดมือ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการดำรงชีวิตทั้งนั้น จะเรียกว่าโกหกเสียทีเดียวก็คงไม่ได้
แผลบนมือของนางนั้นหายยากกว่าคนทั่วไป มันแค่ดูน่ากลัวบาดตา แต่ความจริงแล้วไม่ได้สาหัสสากรรจ์อะไรนัก
แต่ในเมื่อต้องแสร้งทำตัวให้น่าสงสาร ก็ต้องพูดให้ดูรันทดที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไป๋ซิวมิ่งหลุบตามองนิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องราวกับต้นหอมของนาง พลันหวนนึกถึงสัมผัสอันนุ่มนวลเนียนละเอียดในคืนนั้นตอนที่เขากุมมือนางเอาไว้
เขาเบือนหน้าหนีสายตาออดอ้อนนั้น “เจ้าอยากให้ไปเมื่อไหร่?”
ดวงตาของอาฉานเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที “พรุ่งนี้เลยได้ไหมเจ้าคะ?”
“เจ้ารีบหรือ?” ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้ปฏิเสธ
“รีบมากเจ้าค่ะ” อาฉานส่งสายตาเว้าวอนถามเขา “ใต้เท้า ได้ไหมเจ้าคะ?”
“...ได้”
“เช่นนั้นใต้เท้าจะไปถึงที่นั่นยามใดเจ้าคะ ข้าน้อยจะได้ไปรอชมเรื่องสนุก” อาฉานไม่คิดจะปิดบังความตั้งใจของตนเองต่อหน้าไป๋ซิวมิ่งเลยแม้แต่น้อยว่า นางต้องการเห็นจวนจิ้นหยางโหวพังพินาศ
“พรุ่งนี้ยามเว่ย” (13.00 – 15.00 น.)
“คำไหนคำนั้นนะเจ้าคะ”
อาฉานอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น ในเมื่อทวงถามผลประโยชน์ล่วงหน้าได้แล้ว ก็ต้องไม่ลืมธุระสำคัญ
นางปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้นก่อนจะเอ่ยกับไป๋ซิวมิ่ง “อีกเดี๋ยวข้าน้อยจะจดรายการสิ่งของให้ ใต้เท้าช่วยเตรียมวัตถุดิบตามในรายการด้วยนะเจ้าคะ ข้าน้อยคิดว่าในมือของใต้เท้าน่าจะมีกระดูกมังกรอยู่กระมัง”
“มี”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ นอกจากของในรายการแล้ว รบกวนใต้เท้าช่วยนำกระดูกมังกรท่อนหนึ่งมาบดเป็นผงแล้วมอบให้ข้าน้อยก็พอเจ้าค่ะ”
ไป๋ซิวมิ่งไม่มีข้อขัดข้องอันใด
อาฉานนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านของตนยังไม่มีกระดาษและพู่กัน จึงรีบวิ่งไปที่ร้านขายหนังสือข้างๆ เพื่อขอยืมอุปกรณ์จากเถ้าแก่สวี ซึ่งเถ้าแก่สวีผู้ใจดีก็จัดเตรียมกระดาษและพู่กันให้อาฉานอย่างไม่อิดออด
ก่อนที่จะลงมือเขียน ไป๋ซิวมิ่งก็เดินตามเข้ามาในร้านหนังสือพอดี เมื่อเห็นร่างของเขา อาฉานก็ชะงักมือไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจรดพู่กันเขียนชื่อวัตถุดิบและปริมาณที่ต้องใช้คร่าวๆ ลงบนกระดาษ
ลายมือของนางนั้นงดงามอ่อนช้อย เป็นตัวอักษรข่ายซูตัวเล็กๆ ที่บรรดาสตรีในห้องหอนิยมเขียนกัน
เมื่อเขียนเสร็จ นางหยิบกระดาษขึ้นมาเป่าหมึกให้แห้งแล้วส่งให้ไป๋ซิวมิ่ง “ใต้เท้าเก็บไว้ให้ดีนะเจ้าคะ”
ไป๋ซิวมิ่งกวาดสายตามองผ่านๆ แล้วพับกระดาษเก็บเข้าอกเสื้อ
หลังจากกล่าวลาเถ้าแก่สวี อาฉานก็เดินออกมาจากร้านหนังสือพร้อมกับไป๋ซิวมิ่ง เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะจากไป อาฉานก็ร้องเรียกเขาไว้เสียก่อน
“ใต้เท้า”
“มีเรื่องอันใดอีก?” ไป๋ซิวมิ่งหันกลับมา
อาฉานกระพริบตาปริบๆ มองเขาด้วยแววตาใสซื่อ “หากวันหนึ่งศัตรูของใต้เท้าตามมาเล่นงานข้าน้อย ท่านจะช่วยข้าน้อยไหมเจ้าคะ?”
“เปิ่นกวนไม่ช่วยคนไร้ประโยชน์”
“จะไม่อนุโลมให้สักหน่อยเลยหรือเจ้าคะ”
ไป๋ซิวมิ่งคร้านจะต่อปากต่อคำกับนางจึงหันหลังเดินจากไปทันที
ชิ... ช่างใจดำอำมหิตเสียจริง
อาฉานแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ แต่เมื่อคิดได้ว่าพรุ่งนี้จะมีเรื่องสนุกให้ดู ฝีเท้าที่ก้าวเดินกลับบ้านก็ดูเบาสบายขึ้นเป็นกอง
วันรุ่งขึ้น ช่วงเวลาเที่ยงวัน นางยังไม่ทันได้รับประทานอาหารกลางวันก็รีบมุ่งหน้าไปยังจวนโหวทันที
ยังไม่ทันถึงยามเว่ย นางก็ได้จับจองที่นั่งชั้นสามของโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่ติดถนน ซึ่งเป็นทำเลทองที่สามารถมองเห็นประตูใหญ่ของจวนจิ้นหยางโหวได้อย่างชัดเจน
อาฉานระบุตำแหน่งโต๊ะที่ต้องการ สั่งชามาหนึ่งกาพร้อมกับขนมกินเล่นอีกสามอย่าง เสี่ยวเอ้อร์จึงรีบกุลีกุจอพานางขึ้นไปยังโต๊ะริมหน้าต่างบนชั้นสามอย่างกระตือรือร้น
เวลานี้บนชั้นสามคนยังไม่พลุกพล่าน แขกส่วนใหญ่ล้วนเป็นบัณฑิตปัญญาชนที่จับกลุ่มคุยกัน อาฉานนั่งฟังพวกเขาร่ายบทกวีวิจารณ์ภาพวาด ก็ถือเป็นความเพลิดเพลินอีกรูปแบบหนึ่ง
อาฉานไม่รู้ตัวเลยว่า ในขณะที่นางกำลังชมความสนุกอยู่นั้น ตัวนางเองก็กลายเป็นทิวทัศน์ที่งดงามในสายตาของผู้อื่นเช่นกัน
ไม่ไกลจากจุดที่อาฉานนั่งอยู่ ภายในห้องส่วนตัวที่กั้นด้วยฉากบังตา มีคุณชายวัยเยาว์กลุ่มหนึ่งกำลังลอบมองมาทางนางผ่านช่องว่างของฉากกั้น
คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นบุตรหลานขุนนางตระกูลใหญ่ ได้ยินมาว่าหญิงชงชาของโรงน้ำชาแห่งนี้มีฝีมือเป็นเลิศจึงตั้งใจมาลองลิ้มรส
พวกเขาพากันวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของอาฉานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละความสนใจกลับไป ด้วยฐานะอย่างพวกเขา หญิงงามแบบไหนบ้างที่ไม่เคยพบเจอ จึงไม่จำเป็นต้องจดจ้องสตรีเพียงคนเดียว
มีเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ยังคงเอี้ยวตัวจ้องมองนางอย่างไม่วางตา
“มู่หลิน ดูจากการแต่งตัวของนางแล้ว ก็แค่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง หากเจ้าถูกใจนางจริงๆ ก็ลองเข้าไปทำความรู้จักดูสิ ไม่แน่ว่าคืนนี้เจ้าอาจจะได้เป็นเจ้าบ่าวเลยก็ได้นะ ฮ่าๆๆ”
ผู้พูดคือเหยียนเฉิง บุตรชายของเหยียนลี่หรูรองเจ้ากรมอาญาฝ่ายซ้าย ส่วนมู่หลินที่เขาเอ่ยถึงนั้นคือคุณชายรองตระกูลเสนาบดีกรมพิธีการ
[จบบท]