บทที่ 48: เกลียดที่สุด
อาฉานปฏิเสธเสียงเรียบ
“ข้าไม่รู้จัก เพียงแค่รู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาก็เท่านั้น”
เมื่อเห็นเรื่องสนุกจบลงแล้ว นางก็ตั้งท่าจะปลีกตัวกลับทันที มู่หลินเพิ่งจะได้คุยกับอาฉานไปเพียงแค่สองสามประโยค ซ้ำยังไม่ได้ถามชื่อแซ่ของนางด้วยซ้ำ เขาจึงไม่อยากปล่อยให้นางจากไปง่ายๆ เช่นนี้
เมื่อเห็นอาฉานลุกขึ้นยืน เขาก็รีบลุกเดินตามนางไปติดๆ
อาฉานเดินลงมาที่ชั้นล่างเพื่อชำระเงินค่าชา พร้อมกับซื้อขนมปาเจินเกาหนึ่งห่อติดมือกลับไปด้วย ในจังหวะที่เสี่ยวเอ้อกำลังยื่นห่อขนมส่งให้นาง เสียงด่าทอเอะอะโวยวายก็ดังลอดเข้ามาจากด้านนอกโรงน้ำชา
หญิงสาวหิ้วห่อขนมเดินตามหลังผู้คนออกไปดูเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนท้องถนน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชายร่างสูงผอมสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทากำลังกระชากมวยผมของสตรีผู้หนึ่งอย่างแรง เขาเงื้อมมือตบหน้านางฉาดใหญ่พร้อมกับพ่นคำผรุสวาทหยาบคายออกมาไม่หยุดปาก
สตรีผู้นั้นดูมีอายุราวสามสิบปี แม้ว่ามุมปากจะมีเลือดไหลซึมและขอบตาบวมช้ำจนเขียวม่วง แต่ก็ยังไม่อาจบดบังเค้าโครงความงามบนใบหน้าของนางได้
ชายผู้นั้นเมื่อเห็นว่ามีคนมามุงดูเยอะขึ้นกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรืออับอายแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขายิ่งตะโกนด่าทอเสียงดังกว่าเดิมด้วยความฮึกเหิม
“นังหญิงแพศยา ข้ายังหัวโด่อยู่ในบ้านแท้ๆ เจ้ากลับรีบร้อนออกมาลอบคบชู้สู่ชายถึงข้างนอก เจ้ามันช่างร่านนัก!”
ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างก็พอจะเดาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ว่าเป็นสามีภรรยากัน ทำให้คนที่เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปห้ามปรามต่างพากันชะงักฝีเท้าลง
หากเป็นเรื่องภายในครอบครัวที่ภรรยาลอบคบชู้แล้วถูกสามีจับได้เช่นนี้ การเข้าไปสอดเรื่องชาวบ้านอาจจะนำความเดือดร้อนมาใส่ตัวได้โดยไม่จำเป็น
“ข้าเปล่านะ” หญิงผู้นั้นพยายามเบี่ยงหน้าหลบฝ่ามือของสามีพลางเอ่ยแก้ต่างให้ตัวเอง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่าฝูงชนเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ หลงจู๊เจ้าของโรงน้ำชาก็รีบเดินออกมาดูเหตุการณ์ เมื่อเขาจำได้ว่าสตรีที่กำลังถูกทำร้ายคือใคร จึงรีบตะโกนสั่งให้เสมียนร้านเข้าไปช่วยแยกทั้งสองคนออกจากกัน
ชายร่างสูงผอมที่ลงไม้ลงมือตบตีภรรยาถูกเสมียนร้านสองคนเข้ามาดึงตัวแยกออกไป ปากของเขายังคงพร่ำบ่นด้วยถ้อยคำหยาบคายไม่หยุด
“ดี... ดีมาก คนนี้คงเป็นชู้รักของเจ้าสินะ พวกเจ้าคอยดูเถอะ ข้าไม่ปล่อยไว้แน่”
พูดจบเขาก็สะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุมแล้วเดินจ้ำอ้าจากไปอย่างรวดเร็ว
หลงจู๊มองตามหลังชายร่างสูงผอมไปด้วยสายตารังเกียจขยะแขยง ก่อนจะยื่นมือจะเข้าไปช่วยประคองสตรีผู้นั้น ทว่านางกลับพยายามยันกายลุกขึ้นจากพื้นด้วยตัวเองอย่างยากลำบาก
“แม่นางเฉิน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” หลงจู๊เห็นบาดแผลบนใบหน้าของนางแล้วก็อดที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใยไม่ได้
“ขอบคุณท่านหลงจู๊เจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนยกมือขึ้นแตะแก้มที่บวมเป่งเบาๆ “ข้าไม่เป็นไร”
นางเห็นหลงจู๊ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป นางจึงก้มหน้าลงต่ำแล้วเอ่ยว่า “วันนี้ต้องขอบคุณท่านหลงจู๊มากที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่ภายหน้าข้าคงไม่ได้มาทำหน้าที่ชงชาที่นี่อีกแล้วนะเจ้าคะ”
นางมีฝีมือในการชงชาที่ยอดเยี่ยม ช่วงหลายวันที่ผ่านมาจึงมารับจ้างเป็นคนชงชาอยู่ที่นี่ แต่ในเมื่อใบหน้าถูกทำร้ายจนบวมช้ำเสียโฉมเช่นนี้ อีกทั้งสามีของนางก็ดูเป็นคนพาลไร้เหตุผล หลงจู๊เองก็ไม่อยากจะหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรือทำให้ร้านเสียชื่อเสียง จึงได้แต่พยักหน้ายอมรับการตัดสินใจของนาง
แม่นางเฉินย่อกายคารวะหลงจู๊เล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยไปไว้หลังใบหู แล้วหันหลังเดินแหวกฝูงชนจากไป
ในเวลานั้นเองอาฉานสัมผัสได้ว่ามีคนเดินเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เมื่อนางหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นกลุ่มคุณชายเจ้าสำราญที่ดูเหมือนจะรู้จักกับมู่หลิน พวกเขากำลังส่งสายตาและขยิบตาทำท่าทางล้อเลียนมู่หลินกันอย่างสนุกสนาน
อาฉานละสายตากลับมา ตั้งใจจะอาศัยจังหวะนี้หลบฉากออกไปเงียบๆ แต่กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังว่า “หญิงเมื่อครู่นี้ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวของอดีตหัวหน้าสำนักศึกษาหลวงเลยนะ เหยียนเฉิง เจ้าพอจะรู้จักบ้างหรือไม่?”
“ข้าจะไปรู้จักได้อย่างไร” คนที่ถูกเรียกว่าเหยียนเฉิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
“ข้าจำได้ว่าบิดาของนางเคยเขียนบทความด่าทอท่านตาของเจ้าจนถูกเนรเทศลดขั้นขุนนาง แต่พอเดินทางออกจากเมืองหลวงไปได้ไม่ไกลก็โชคร้ายเจอเข้ากับภัยปีศาจ คนทั้งตระกูลตายเรียบ เหลือรอดมาแค่นางคนเดียว” ผู้พูดถอนหายใจยาว “จากคุณหนูตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ กลับต้องมาตกระกำลำบากถูกย่ำยีถึงเพียงนี้ ช่างน่าเวทนานัก”
อาฉานฟังบทสนทนาของพวกเขาพลางทอดสายตามองแผ่นหลังของสตรีผู้นั้นที่ยังคงเหยียดตรงอย่างทรนง แม้จะอยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่นางกลับรู้สึกว่าสตรีผู้นั้นอาจไม่ได้ต้องการความสงสารสมเพชจากใคร
นางเลิกสนใจบทสนทนาเหล่านั้นแล้วก้าวเดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าว มู่หลินก็ตามมาทันและร้องเรียกไว้
“แม่นาง... แม่นางช่วยบอกนามของเจ้าให้ข้ารู้หน่อยได้หรือไม่?”
อาฉานไม่ชอบการถูกตอแยไม่เลิกรา นางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ ก่อนจะตัดสินใจบอกชื่อออกไปเพื่อให้จบเรื่อง “ข้าชื่อจี้ฉาน”
พูดจบนางก็เดินจากไปโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว
มู่หลินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าชื่อ 'จี้ฉาน' นั้นคือผู้ใด สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่ไล่ตามนางไปอีก
อาฉานกลับมาถึงบ้านได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้าน
นางคิดว่าเป็นไป๋ซิวมิ่งนำสินเดิมของมารดามาส่งให้ตามสัญญา แต่เมื่อเปิดประตูออกไป ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเป็นเฟิงหยาง
อาฉานกวาดสายตามองสำรวจเฟิงหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายมามือเปล่า
“แม่นางจี้ ท่านเจิ้นฝูสื่อมีคำพูดฝากข้ามาบอกท่าน” เฟิงหยางยืนเอามือไพล่หลังพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน
“ว่าอันใด”
“ใต้เท้าบอกว่า... เขาได้ทำตามสัญญา ไปนำสินเดิมที่ท่านต้องการออกมาจากจวนโหวเรียบร้อยแล้ว”
อาฉานกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง แล้วอย่างไรต่อล่ะ... ของที่เอาออกมาแล้วทำไมไม่เอามาให้นาง?
เฟิงหยางไม่ได้สังเกตสีหน้าของนางในยามนี้ เขายังคงกล่าวต่อว่า “วัตถุดิบต่างๆ ที่แม่นางเขียนรายการไว้จะถูกส่งมาให้ในวันพรุ่งนี้ รบกวนแม่นาง... ช่วยเร่งมือทำให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่จะได้รับสินเดิมกลับคืนไปโดยไว”
อาฉานอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้กัดฟันพูดออกมาว่า
“เจ้านายของพวกท่านนี่... ช่างรอบคอบรัดกุมเสียจริงนะ”
“แม่นางจี้ชมเกินไปแล้ว” เฟิงหยางทำหน้าภูมิใจราวกับได้รับคำชมเสียเอง
“โอ้ จริงสิ” จู่ๆ เฟิงหยางก็นึกถึงจุดประสงค์อีกอย่างของการมาครั้งนี้ได้ เขารีบพูดขึ้นก่อนที่อาฉานจะปิดประตูใส่หน้า “ใต้เท้าบอกว่าสภาพความเป็นอยู่ของแม่นางดูอัตคัดขัดสนเกินไป เขาเห็นแล้วรู้สึกปวดใจยิ่งนัก จึงได้ส่งข้าวของเครื่องใช้บางอย่างมาให้ท่าน”
พูดจบเขาก็เบี่ยงตัวหลบ เผยให้เห็นกองเครื่องเรือนและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่วางกองพะเนินอยู่ด้านหลัง
ของพวกนั้นดูคุ้นตาพิกล ราวกับว่าเป็นของที่จี้ฉานเคยใช้ตอนอยู่ที่จวนโหว?
เฟิงหยางสั่งให้คนยกเครื่องเรือนเข้าไปในบ้านของอาฉาน เนื่องจากประตูบ้านแคบเกินไป เขาจึงถือวิสาสะสั่งให้ถอดบานประตูออกเพื่อขนของเข้าไป
อาฉานมีความรู้สึกตะหงิดๆ ว่านี่อาจจะเป็นการแก้แค้นเล็กๆ น้อยๆ ของเขา
ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยาม ข้าวของที่น่าจะถูกกวาดต้อนมาจากจวนโหวเหล่านั้นก็ถูกจัดวางเข้าที่เข้าทาง ห้องนอนบนชั้นสองเปลี่ยนโฉมไปจนจำแทบไม่ได้
ก่อนกลับเฟิงหยางยังไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายให้เจ็บใจเล่น “ใต้เท้าฝากบอกอีกว่า ในมือแม่นางน่าจะยังมีเงินอยู่อีกเป็นร้อยตำลึง ชีวิตความเป็นอยู่ไม่น่าจะลำบากยากแค้นถึงเพียงนี้ แต่ถ้าหากรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้จริงๆ...”
อาฉานแอบคาดหวังเล็กๆ อยู่ในใจ
“ก็รู้จักประหยัดเสียบ้าง”
ปัง!
บานประตูที่เพิ่งติดตั้งใหม่ถูกกระแทกปิดเสียงดังสนั่น
เฟิงหยางยกนิ้วขึ้นถูจมูกเบาๆ เขารู้อยู่แล้วว่าพูดจบแม่นางจี้จะต้องโกรธแน่ๆ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาแพ้พนันเจียงไค จึงต้องจำใจรับหน้าที่เป็นคนมาส่งข่าวนี้เอง
เมื่อลงกลอนประตูเรียบร้อย อาฉานก็เดินกระแทกเท้าปึงปังขึ้นไปบนชั้นสองด้วยความโมโห นางมองห้องนอนที่ถูกจัดแต่งจนเป็นระเบียบเรียบร้อย บนโต๊ะริมหน้าต่างมีเครื่องเขียนและหนังสือวางอยู่
หนังสือพวกนั้นล้วนเป็นเล่มที่จี้ฉานเคยชอบอ่าน ตอนที่นางถูกไล่ออกจากจวน หนังสือก็ถูกวางทิ้งไว้เช่นนี้ แม้แต่ลำดับการวางก็ยังเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
ช่างใส่ใจในรายละเอียดเสียจริง! แต่นางต้องการเครื่องเรือนพวกนี้เสียที่ไหนกัน นางต้องการเงินของนางต่างหาก!
ด้วยความหงุดหงิด นางจึงเตะเก้าอี้ที่ขนมาจากจวนโหวระบายอารมณ์ไปหนึ่งที ผลปรากฏว่านิ้วเท้ากระแทกเข้าอย่างจังจนเจ็บจี๊ด นางต้องลงไปนั่งกุมเท้าตัวเองอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยความเจ็บใจ
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไป๋ซิวมิ่งคือมนุษย์ที่นางเกลียดที่สุด!
เช้าวันต่อมา ในขณะที่อาฉานยังคงหลับใหลอย่างเป็นสุข ในท้องพระโรงอันทรงเกียรติ ขุนนางหลายคนต่างพากันดาหน้าออกมาเล่นงานไป๋ซิวมิ่ง
เริ่มจากเหยียนลี่หรู รองเจ้ากรมอาญาฝ่ายซ้าย ได้ยื่นฎีกากล่าวโทษไป๋ซิวมิ่งในข้อหาละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ใช้อำนาจบาทใหญ่ลงทัณฑ์ทรมานขุนนางในกรมอาญาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
[จบบท]