บทที่ 55: แขกยามวิกาล
ดูเหมือนว่าจะทำไม่ได้สินะ
จี้ฉานถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะโยนพลั่วอันเล็กในมือทิ้งไปด้านข้าง นางยันกายลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังกลับเพื่อเดินเข้าบ้าน ทว่าก่อนจะก้าวเท้าพ้นธรณีประตู หญิงสาวก็หยุดชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นพูดกับความว่างเปล่าเบื้องบน
“ข้ามีธุระอยากจะพบกับใต้เท้าเฟิงหยาง ท่านช่วยไปบอกเขาให้หน่อยได้ไหม?”
ความเงียบงันคือคำตอบที่นางได้รับ จี้ฉานจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“แต่ถ้าท่านไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ เอาไว้ข้าเจอผู้บัญชาการของพวกท่านเมื่อไหร่ ข้าจะฟ้องเขาว่าท่านแอบดูข้าอาบน้ำ”
ตุบ!
ก้อนหินก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งร่วงตกลงมาแทบเท้าของจี้ฉานทันทีที่นางพูดจบ
หญิงสาวก้มลงมองก้อนหินก้อนนั้นแล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยมันเล่นเบาๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ
“ข้าจะถือว่าท่านตกลงแล้วนะ ข้ามีเรื่องด่วนจริงๆ รบกวนให้เขาเร่งมาหาข้าหน่อย ทางที่ดีขอเป็นพรุ่งนี้เลยยิ่งดี”
เมื่อสั่งความเสร็จสรรพ จี้ฉานก็เดินฮัมเพลงกลับเข้าห้องไปอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้สายสืบจากสำนักหมิงจิ้งที่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคาได้แต่นั่งกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม
เขารู้อยู่แล้วว่าแม่นางจี้ผู้นี้ไม่ใช่สตรีธรรมดา เพื่อนร่วมงานของเขาเคยเตือนเอาไว้แล้วว่านางมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับท่านเจิ้นฝูสื่อ ถึงแม้คนภายนอกจะมองไม่ออก แต่คนในสำนักหมิงจิ้งต่างรู้ดีว่าท่านเจิ้นฝูสื่อยอมโดนเพ่งเล็งในราชสำนักก็เพราะนาง
หน้าที่ของเขาคือการจับตาดูความเคลื่อนไหว ไม่ใช่การสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องในมุ้งของเจ้านาย แต่ใครจะไปนึกว่าวันนี้เขาจะโดนเป้าหมายที่ตัวเองเฝ้าดูอยู่ข่มขู่กลับเสียได้
สายสืบหนุ่มนั่งคิดทบทวนชีวิตของตัวเองอยู่บนหลังคาเกือบครึ่งค่อนคืน พอรุ่งเช้าเขาก็รีบแจ้นกลับไปยังสำนักหมิงจิ้งเพื่อรายงานเรื่องนี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนที่จะโดนใส่ความ
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบ ไป๋ซิวมิ่งนั่งฟังรายงานจากลูกน้องที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะปิดสมุดบันทึกในมือลงช้าๆ
“ท่านเจิ้นฝูสื่อ ข้าน้อยสาบานได้เลยว่าข้าน้อยไม่ได้...”
“นางต้องการพบเฟิงหยางงั้นหรือ?”
ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ขอรับ แม่นางจี้ออกมาขุดหลุมในสวนกลางดึกเพื่อล่อให้ข้าน้อยแสดงตัว นางบอกว่ามีเรื่องด่วนต้องการพบใต้เท้าเฟิง”
“เรื่องด่วนอะไร?”
สายสืบหนุ่มนิ่วหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป
“ช่วงนี้แม่นางจี้ก็ไม่ได้มีเรื่องเดือดร้อนอะไร หากจะมีเรื่องที่ทำให้นางกังวลใจ ก็คงจะเป็นเรื่องของเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารที่นางไปกินประจำ เถ้าแก่เนี้ยคนนั้นจู่ๆ ก็ปิดร้านเงียบหายไป แม่นางจี้ดูจะเป็นห่วงความปลอดภัยของนางมากขอรับ”
“ตอนนี้นางว่างงานจนมีเวลาไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแล้วหรือ?”
ลูกน้องอึกอักเล็กน้อยก่อนจะเค้นคำตอบออกมา
“แม่นางจี้... เป็นคนจิตใจดีขอรับ”
ไป๋ซิวมิ่งปรายตามองลูกน้องของตนแวบหนึ่ง ทำเอาคนถูกมองถึงกับก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา
“...ท่านเจิ้นฝูสื่อ แล้วข้าน้อยยังต้องกลับไปเฝ้านางอีกไหมขอรับ?”
สายสืบเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยความหวัง เขาอยากรู้เหลือเกินว่าภารกิจนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ขืนให้เฝ้าต่อไปวิชาวรยุทธ์ที่ร่ำเรียนมาคงได้เป็นหมันกันพอดี วันๆ ได้ฟังแต่เรื่องชาวบ้านร้านตลาด จนตอนนี้เขารู้ราคาผักราคาหมูในตรอกชางผิงดีกว่าแม่ค้าในตลาดเสียอีก
“ไม่ต้องแล้ว”
คำตอบสั้นๆ ของผู้เป็นนายทำให้สายสืบหนุ่มลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากภารกิจพิลึกพิลั่นนี้เสียที
“แล้ว... เรื่องใต้เท้าเฟิงล่ะขอรับ”
“ไม่ต้องบอกเขา”
“รับทราบขอรับ”
...
จี้ฉานนั่งรอเฟิงหยางอยู่ที่บ้านตลอดทั้งวัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะโผล่มา
นางเริ่มคิดว่าตัวเองอาจจะโดนสายสืบคนนั้นหลอกเข้าให้แล้ว ทว่าในตอนที่เสียงกลองบอกเวลาห้ามออกจากเคหสถานดังขึ้น เสียงเคาะประตูที่ด้านล่างก็ดังขึ้นพร้อมกัน
จี้ฉานรีบวิ่งลงไปเปิดประตูด้วยความหวัง แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่เฟิงหยาง แต่เป็นหัวหน้าของเขา
นี่ถือว่าทำงานได้ดีเกินคาด สายสืบคนนั้นช่างเป็นคนรักษาคำพูดจริงๆ
ถึงในใจจะนึกชมเชย แต่สีหน้าของจี้ฉานกลับไม่ได้แสดงออกเช่นนั้น นางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจพลางเอ่ยถาม
“ดึกป่านนี้แล้ว ท่านมาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ?”
“เจ้าไม่ได้อยากเจอเฟิงหยางหรอกหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ แล้วใต้เท้าเฟิงไปไหนเสียล่ะ?”
จี้ฉานเบี่ยงตัวหลบให้ไป๋ซิวมิ่งเดินเข้ามาในบ้าน ก่อนจะปิดประตู นางยังไม่วายชะโงกหน้าออกไปมองดูถนนที่ว่างเปล่าด้านนอก
“เขายุ่งอยู่กับการจับงู”
“ยังจับกันอยู่อีกหรือ”
จี้ฉานทำเสียงสูงด้วยความแปลกใจ
“พวกท่านต้องจับงูกันกี่ตัวถึงจะพอใจเนี่ย”
ไป๋ซิวมิ่งเพียงแค่ยิ้มมุมปากโดยไม่ตอบคำถาม จี้ฉานเห็นท่าทีนั้นแล้วก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางรีบเดินตามไปดึงชายแขนเสื้อกว้างของเขาเอาไว้
“ท่านคงไม่ได้คิดจะยึดสินเดิมของท่านแม่ข้าเอาไว้เองหรอกนะ”
“เป็นความคิดที่ไม่เลว”
ไป๋ซิวมิ่งเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างหน้าต่างอย่างคุ้นเคย
จี้ฉานรีบกุลีกุจอไปรินน้ำชาใส่ถ้วยมาวางตรงหน้าเขา ทว่าน้ำชาในกานั้นเย็นชืดจนแทบไม่มีรสชาติ เป็นการต้อนรับแขกที่ดูขอไปทีพิกล
“ท่านเจิ้นฝูสื่อ ตอนนี้ข้าไม่มีเงินจะกินข้าวแล้วนะเจ้าคะ?”
จี้ฉานนั่งลงฝั่งตรงข้าม เท้าคางมองเขาด้วยสายตาละห้อย
“น่าสงสารขนาดนั้นเชียว”
หญิงสาวพยักหน้ารัวๆ สายตาเหลือบไปเห็นถุงเงินใบงามที่ห้อยอยู่ตรงเอวของเขา
“ถ้าท่านสงสาร จะให้ข้ายืมสักหน่อยได้ไหมคะ”
ไป๋ซิวมิ่งปลดถุงเงินโยนให้นางอย่างง่ายดาย จี้ฉานรีบตะครุบถุงเงินมาเปิดดูด้วยความตื่นเต้น แต่รอยยิ้มก็ต้องจางลงเมื่อเห็นว่าข้างในมีเพียงเศษเงินก้อนเล็กๆ รวมแล้วน่าจะไม่เกินสิบตำลึง
นางชักมือกลับอย่างลังเล ใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่ไหงพกเงินติดตัวน้อยนิดเพียงนี้ แถมถ้ารับเงินก้อนนี้มา นางกลัวว่าสินเดิมก้อนโตของท่านแม่จะหลุดลอยไปไกลกว่าเดิม
จี้ฉานยัดเงินกลับใส่ถุงแล้วเลื่อนคืนไปให้เขา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“ความจริงแล้วที่ข้าไม่มีข้าวกินก็ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะร้านประจำเกิดเรื่องขึ้นต่างหาก”
นางอ้อมค้อมไปมาอยู่นาน ในที่สุดก็เข้าเรื่องเสียที
เมื่อเห็นว่าไป๋ซิวมิ่งยังคงนั่งนิ่งรอฟัง จี้ฉานจึงเริ่มเล่า
“เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารที่ข้าไปกินประจำ จู่ๆ นางก็หายตัวไปหลายวันแล้ว”
“สำนักหมิงจิ้งไม่ได้มีหน้าที่ตามหาคนหาย เจ้าควรไปแจ้งที่ว่าการเมืองหลวง”
“ข้าก็รู้อยู่หรอก”
จี้ฉานทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ยกนิ้วขึ้นมาทำท่าประกอบ
“ข้าแค่อยากจะขอให้ท่านช่วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เอง”
“หืม?”
“ช่วยไปแจ้งความที่ที่ว่าการเมืองหลวงแทนข้าหน่อยสิเจ้าคะ”
“จี้ฉาน”
“เจ้าค่ะ ท่านเจิ้นฝูสื่อ”
“อะไรทำให้เจ้าคิดว่าเปิ่นกวนจะช่วยเจ้า?”
จี้ฉานกระพริบตาปริบๆ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนในดวงตาคู่สวยของนางดูระยิบระยับ
“ข้าก็นึกว่าพวกเราสนิทกันแล้วเสียอีก ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเรา การช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรกระมัง หรือว่าไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน ท่านก็ลืมความสัมพันธ์ของเราไปแล้ว”
ไป๋ซิวมิ่งยกมือนวดขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมแพ้ให้กับลูกตื๊อของนาง
“ข้าจะแจ้งท่านเจ้าเมืองให้ แต่เจ้าอย่าได้คาดหวังอะไรมากนัก”
“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ”
จี้ฉานยิ้มกว้าง ก่อนจะรีบพูดต่อ
“แล้วผลการสืบสวน ท่านจะส่งข่าวบอกข้าอย่างไร ให้พี่ชายที่อยู่บนหลังคาบ้านข้าลงมาบอกก็ได้นะ”
นางรู้สึกว่าการมีสายสืบเฝ้าบ้านอยู่ก็สะดวกดีเหมือนกัน
“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
จี้ฉานชะงักไปครู่หนึ่ง เขาถอนกำลังคนออกไปแล้วงั้นหรือ นี่แปลว่าเขาเลิกสงสัยในตัวนางแล้วใช่ไหม
“คนของที่ว่าการเมืองหลวงจะมาแจ้งผลกับเจ้าเอง ส่วนเรื่องสินเดิมของแม่เจ้า... ข้าเก็บรวบรวมไว้ที่เรือนแห่งหนึ่ง กุญแจกับโฉนดที่ดิน...”
จี้ฉานยืดตัวขึ้น จ้องมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย
“ลืมเอามา ไว้คราวหน้าแล้วกัน”
ความหวังพังทลายลงในพริบตา จี้ฉานหน้ามุ่ยลงทันที นางตัดสินใจแล้วว่าจะลดความซาบซึ้งใจที่เขายอมช่วยเรื่องในวันนี้ลงครึ่งหนึ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น จี้ฉานก็ได้ยินข่าวว่าเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเมืองหลวงบุกไปตรวจสอบที่ร้านของแม่นางเฉิน มีการงัดกุญแจเข้าไปค้นภายในร้าน แต่ดูเหมือนจะไม่พบเบาะแสอะไร
หลังจากนั้นข่าวคราวก็เงียบหายไปอีกสองวัน จนกระทั่งวันที่สาม เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเมืองหลวงนายหนึ่งก็มาเคาะประตูบ้านของจี้ฉานเพื่อแจ้งผลการสืบสวน
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีท่าทีนอบน้อมต่อจี้ฉานเป็นอย่างมาก เขาเล่ารายละเอียดการทำงานในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาให้นางฟังอย่างละเอียด
“แม่นางจี้ พวกเราไปตรวจสอบที่พักของแม่นางเฉินแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้น ดูไม่เหมือนคนที่ถูกลักพาตัวเลยขอรับ ทางเรายังได้ไปตรวจสอบอดีตสามีของนางด้วย ชายคนนั้นขาหักนอนซมอยู่แต่ในบ้าน ไม่มีทางที่จะไปก่อเหตุได้”
เจ้าหน้าที่พยายามอธิบายอ้อมๆ ว่าจี้ฉานน่าจะคิดมากไปเอง
“ขอบคุณพี่ชายมาก”
“แม่นางเกรงใจไปแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน”
หลังจากส่งเจ้าหน้าที่กลับไป จี้ฉานก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในใจได้แต่ภาวนาขอให้เป็นอย่างที่ทางการสันนิษฐาน หวังว่าแม่นางเฉินเพียงแค่มีธุระด่วนต้องเดินทางไกล จนลืมบอกกล่าวลานางก็เท่านั้น
[จบบท]