บทที่ 56: ความจริงในกรงขัง
ภายในคุกใต้ดินที่มืดมิดและอับชื้น เฉินฮุ่ยไม่รู้วันเวลาที่ผันผ่าน นางถูกขังลืมอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานเพียงใดก็ไม่อาจทราบได้
สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่คุกในเมืองหลวง เพราะนางจำได้เพียงว่าหลังจากปิดร้านและกำลังจะกลับเรือนพัก ก็ถูกคนลอบทำร้ายจนหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนนอนอยู่บนรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ และสุดท้ายก็มาลงเอยในสถานที่ที่ไร้แสงตะวันแห่งนี้
ตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา นางไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของผู้ที่จับตัวนางมาเลยแม้แต่เงาเดียว บางครั้งนางก็อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า อีกฝ่ายอาจจะจับผิดคนหรือเปล่า ถึงได้ทิ้งขว้างนางไว้อย่างไม่ไยดีเช่นนี้ หรือนางอาจจะยังมีโอกาสรอดชีวิตกลับไปได้
ความหิวโหยเริ่มกัดกินร่างกายจนแทบจะทนไม่ไหว ก่อนหน้านี้ยังมีคนโยนแผ่นแป้งธัญพืชหยาบๆ เข้ามาให้ผ่านช่องลูกกรงเหล็กบ้าง แต่พักหลังมานี้กลับไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย นางเริ่มหวาดกลัวว่าจะต้องนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในที่แห่งนี้
เมื่อความทรมานจากความหิวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เฉินฮุ่ยจึงตัดสินใจหยิบ 'ยาลูกกลอนหอม' ที่อาฉานเคยมอบให้ขึ้นมาถือไว้
เพียงแค่สูดดมกลิ่นหอมเย็นของมัน ก็ดูเหมือนจะช่วยต่อลมหายใจให้นางยืนหยัดต่อไปได้อีกสักพัก แต่ความอ่อนล้าของร่างกายที่ขาดอาหารทำให้สติสัมปชัญญะของนางเริ่มเลือนรางลงทุกที กลิ่นหอมที่ลอยเตะจมูกช่างเย้ายวนจนเกินต้านทาน
ในที่สุดนางก็ไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป นางส่งยาลูกกลอนเม็ดนั้นเข้าปาก รสสัมผัสแรกที่ลิ้นรับรู้ไม่ใช่ความขมฝาดของสมุนไพรอย่างที่คิด แต่กลับกลายเป็นรสชาติที่หอมมันคล้ายกับเนื้อสัตว์ นางค่อยๆ เคี้ยวมันอย่างละเอียดก่อนจะกลืนลงคอไป
แม้จะเป็นเพียงยาลูกกลอนเม็ดเล็กเท่าปลายเล็บที่ไม่ใช่อาหารมื้อใหญ่ แต่มันกลับช่วยดับความแสบร้อนในกระเพาะได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าเมื่อความโล่งใจจางหายไป ความกังวลระลอกใหม่ก็เข้ามาแทนที่ ในเมื่อนางกินเสบียงชิ้นสุดท้ายไปแล้ว หากความหิวโหยกลับมาอีกครั้ง นางจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไร
เฉินฮุ่ยทิ้งตัวลงนั่งพิงผนังเย็นเฉียบ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่วังเวง นางจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังอีกครา
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ จู่ๆ หูของนางก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาด มันเป็นเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงและรุนแรง ไม่เหมือนเสียงของมนุษย์ แต่คล้ายกับเสียงของสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง ประตูเหล็กที่ปิดสนิทถูกกรงเล็บของบางสิ่งขูดขีดจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู เฉินฮุ่ยสะดุ้งสุดตัว สติที่เคยพร่ามัวกลับมาแจ่มชัดด้วยความหวาดกลัว
“มี... มีใครอยู่ข้างนอกไหม?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
คำตอบที่ได้รับคือเสียงประตูเหล็กที่ถูกกระชากเปิดออก พร้อมกับเงาทะมึนร่างหนึ่งที่พุ่งเข้าใส่นางอย่างรวดเร็ว
ร่างของนางถูกกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนที่ความเจ็บปวดจะแล่นปราดไปทั่วแขนเมื่อคมเขี้ยวฝังลงไปในเนื้อ
นางพยายามเพ่งมองฝ่าความมืดจนเห็นรูปร่างของสิ่งที่โจมตีนางชัดเจนขึ้น สิ่งนั้น... ดูเหมือนมนุษย์ แต่ผิวหนังกลับแข็งกระด้าง ดวงตาสีแดงฉานวาวโรจน์ในความมืด และเสียงคำรามที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน มันกำลังจะกินนาง!
เจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้มีพละกำลังมหาศาลจนนางไม่สามารถขยับตัวขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงนอนนิ่งเป็นเหยื่ออันโอชะ
ภาพในอดีตเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว ช่วงเวลาที่บิดาของนางเสียชีวิต สภาพศพของท่านถูกกัดกินจนเว้าแหว่งแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ บัดนี้นางกำลังจะพบจุดจบในแบบเดียวกัน
เรื่องราวในอดีต... แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงอุบัติเหตุจริงหรือ
ทันใดนั้น แสงสว่างก็สาดส่องเข้ามาในคุกใต้ดิน ตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่บนผนังถูกจุดขึ้นทีละดวงจนสว่างไสว เสียงนกหวีดแหลมสูงดังขึ้นก้องสะท้อนไปทั่ว ร่างของสัตว์ประหลาดที่กำลังฉีกกระชากเนื้อแขนของนางชะงักนิ่งไปทันที
เฉินฮุ่ยฝืนความเจ็บปวดหันหน้ามองไปยังทิศทางของแสงสว่างที่หน้าประตูคุก นางเห็นร่างที่คุ้นตาของใครบางคนยืนอยู่
“เป็นเจ้า...” ริมฝีปากของนางขยับมุบมิบ แต่ไร้ซึ่งเสียงที่เปล่งออกมา
สตรีในอาภรณ์หรูหราประดับประดาด้วยเครื่องประดับเต็มศีรษะคือ 'ฟางอวี้' หรือฮูหยินของใต้เท้าเหยียน
นางเดินเยื้องย่างเข้ามาในคุกโดยมีบุตรชายคอยประคองร่างเอาไว้ เหยียนเฉิงผู้เป็นบุตรชายยืนอยู่ข้างมารดา ในมือของเขาถือจี้นกหวีดหยกอันหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาคือผู้ที่เป่านกหวีดควบคุมสัตว์ประหลาดเมื่อครู่นี้
“เฉินฮุ่ย เจ้ารู้ไหมว่าข้าอยากให้เจ้าตายมานานแค่ไหนแล้ว” ฟางอวี้ปรายตามองสัตว์ประหลาดด้วยความรังเกียจ ก่อนจะเบนสายตามายังร่างที่โชกเลือดของเฉินฮุ่ย แล้วเอ่ยคำตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ยี่สิบปีแล้ว”
“ทะ... ทำไม?”
“ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะการมีอยู่ของเจ้ามันทำให้ข้ารู้สึกขัดหูขัดตาอย่างไรล่ะ หากไม่ใช่เพราะท่านพี่สั่งห้ามไว้ ป่านนี้เจ้าคงได้ไปอยู่กับพ่อขี้เมาของเจ้า ถูกพวกมันจับกินไปตั้งนานแล้ว”
เฉินฮุ่ยเบิกตากว้าง รูม่านตาหดเกร็งด้วยความตกตะลึง “เป็นเจ้า... เป็นฝีมือเจ้าเอง”
ฟางอวี้เห็นอีกฝ่ายโกรธจัดจนตัวสั่นแต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร ก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“แน่นอนว่าเป็นข้า เจ้าคิดว่าเรื่องพวกนั้นเป็นเหตุบังเอิญจริงๆ หรือ พ่อแม่ของเจ้า รวมถึงน้องชายของเจ้า ล้วนตายด้วยน้ำมือของศพเดินได้ที่ข้าเลี้ยงไว้ทั้งนั้น และวันนี้ก็ถึงคิวของเจ้าแล้ว”
เจ้าซากศพเดินได้ส่งเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับจะตอบรับคำพูดของผู้เป็นนาย
“เหยียนลี่หรู...” เฉินฮุ่ยเค้นเสียงเรียกชื่อคนรักเก่าออกมาอย่างยากลำบาก
“ท่านพี่ย่อมรู้อยู่แล้ว แต่เขาขอร้องให้ข้าละเว้นชีวิตเจ้า นั่นคือเหตุผลที่เจ้ายังมีลมหายใจมาจนถึงทุกวันนี้ เดิมทีข้าคิดว่าเมื่อเจ้าแต่งงานไปแล้วคงจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นบ้าง แต่ใครจะนึกว่าผ่านไปตั้งยี่สิบปี เจ้าก็ยังทำตัวไร้ยางอาย เที่ยวมาให้ท่าสามีชาวบ้านอยู่ได้”
เฉินฮุ่ยจ้องมองฟางอวี้ด้วยสายตาอาฆาต “คนไร้ยางอายคือเจ้าต่างหาก เป็นเจ้าที่แย่งเขาไป”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟางอวี้เลือนหายไปทันที แทนที่ด้วยความบึ้งตึง เหยียนเฉิงที่ยืนฟังอยู่นานจึงเอ่ยแทรกขึ้น
“ท่านแม่ จะไปเสียเวลาพูดกับนางทำไม รีบจัดการให้จบๆ ไปเถอะขอรับ ขืนท่านพ่อมาเห็นว่าศพเดินได้ยังอยู่ที่นี่ เดี๋ยวจะพาลโกรธเอาอีก”
ฟางอวี้ตวัดสายตาค้อนบุตรชายเล็กน้อย “ก็ไม่ใช่เพราะลูกหรือที่วู่วาม ไปจับตัวนางมาไว้ที่นี่”
เหยียนเฉิงไม่คิดว่าตนทำผิด จึงเถียงกลับไปว่า “ก็คนของท่านแม่มาบอกข้าเองว่า หลังจากท่านแม่ไปเจอนางคนนี้ ท่านก็นอนไม่หลับกระสับกระส่ายทั้งคืน ในเมื่อนางเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ท่านแม่ไม่สบายใจ ก็สมควรตายแล้วนี่นา”
“เจ้าลูกคนนี้นี่นะ” ฟางอวี้ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากบุตรชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะปรายตามองเฉินฮุ่ยเป็นครั้งสุดท้าย “เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้ว จริงๆ ข้าก็อยากจะปล่อยวาง แต่ในเมื่อลูกชายของข้ากตัญญูถึงเพียงนี้ ก็คงต้องตามใจเขาเสียหน่อย”
เสียงนกหวีดหวีดหวิวขึ้นอีกครั้ง เหยียนเฉิงประคองมารดาเดินออกจากห้องขังไป ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนของเฉินฮุ่ยและเสียงกัดกินเลือดเนื้อที่ดังระงมอยู่ในความมืด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังแว่วเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนเรียก “ท่านพ่อ!”
แต่ทว่าสายตาของเฉินฮุ่ยในยามนี้มืดมิดไปเสียแล้ว นางไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อีก
เหยียนลี่หรูที่เพิ่งได้รับรายงานจากลูกน้อง ยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูเหล็กดัด เขามาถึงช้าไปเพียงก้าวเดียว และสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน
“ท่านพ่อ ลูกผิดไปแล้วขอรับ”
เหยียนเฉิงเห็นผู้เป็นบิดายืนเหม่อลอยก็รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะขอขมาทันที
เหยียนลี่หรูหลุบตาลงมองบุตรชายเพียงคนเดียวของตน เนิ่นนานผ่านไปก็ยังไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก ฟางอวี้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงแขนเสื้อสามีเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงอ่อน
“ท่านพี่ เฉิงเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจหรอกเจ้าค่ะ เขาแค่ถูกคนยุยงเป่าหูมา ก็เลยทำเรื่องผิดพลาดลงไป เป็นความผิดของข้าเองที่ห้ามลูกไม่ทัน”
เหยียนลี่หรูหลับตาลงอย่างขมขื่น ก่อนจะถอนหายใจและเอ่ยสั่งการ
“กำจัดศพเดินได้ตัวนั้นทิ้งซะ ส่วนอาฮุ่ย... ไปหาทำเลดีๆ ฝังนางให้เรียบร้อยเถิด”
…
ย่างเข้าสู่ปลายเดือนสี่ สายฝนกระหน่ำลงมาในเมืองหลวงอย่างหนักหน่วงติดต่อกันหลายวัน
ข่าวลือหนาหูว่าฝนทางแถบชานเมืองตกหนักเสียยิ่งกว่าในตัวเมือง ฟ้าฝนคะนองกึกก้องน่าหวาดหวั่น ว่ากันว่าสายฟ้าฟาดลงมาที่ยอดเขาแห่งหนึ่งจนยอดเขานั้นทลายหายไปในพริบตา
เนื่องจากฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย อาฉานจึงไม่ได้เปิดร้านและไม่ได้ออกไปซื้อเสบียงอาหารมาตุนไว้ เมื่อตกดึก ความหิวเริ่มรบกวนจนนางต้องลุกจากเตียงนอนมาค้นหาขนมที่พอจะเหลือติดตู้กินประทังความหิว
คืนนี้ฝนดูจะตกหนักรุนแรงกว่าทุกคืน ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเบาบางลงหรือไม่ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่สาดซัดหลังคาและเสียงฟ้าร้องคำราม นางคลับคล้ายคลับคลาว่าจะได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าเรือนดังแทรกขึ้นมา
[จบบท]