บทที่ 59: เตรียมการ
“ติดที่อะไรหรือ?”
“ติดที่...ข้ามีเงินไม่พอจะซื้อของพวกนั้นน่ะสิเจ้าคะ”
อาฉานเอ่ยตอบด้วยท่าทีขัดเขินเล็กน้อย การที่ต้องมาสารภาพเรื่องเงินทองขาดมือแบบนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับนางจริงๆ
แม่นางเฉินพยายามฝืนยิ้มออกมาบนใบหน้าที่ยังคงแข็งทื่อราวกับรูปปั้น
“ไม่เป็นไร ข้ายังมีเงินเก็บอยู่ที่บ้านอีกห้าร้อยตำลึง”
เงินก้อนนั้นคือสินเดิมที่นางได้คืนมาตอนหย่าขาดกับสามีเก่า โดยมีใต้เท้าเหยียนลี่หรูเป็นผู้กดดันให้อีกฝ่ายยอมคายออกมา นางนำเงินส่วนหนึ่งไปเซ้งร้านค้า ส่วนที่เหลือก็เก็บสะสมเอาไว้
เดิมทีนางวาดฝันว่าชีวิตหลังจากนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับนางอย่างร้ายกาจเช่นนี้
“งั้นก็ดีเลย ถ้าได้เงินมาแล้ว พวกเราแยกย้ายกันไปซื้อของนะ”
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังปรึกษากัน รอยดำคล้ำบนใบหน้าของแม่นางเฉินก็ค่อยๆ จางลงจนเหลือเพียงจุดเดียว
อาฉานหยิบยาลูกกลอนหอมออกมาให้อีกฝ่ายกินอีกเม็ด ทันทีที่กลืนลงไป แผลเน่าเปื่อยตามใบหน้าและร่างกายของแม่นางเฉินก็สมานตัวจนกลับมาดูเหมือนคนปกติ
รูปลักษณ์ภายนอกของนางในตอนนี้ดูไม่ต่างจากคนที่มีชีวิตเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ไร้ซึ่งเสียงหัวใจเต้นเท่านั้น
“ถึงแม้ท่านจะไม่จำเป็นต้องหายใจแล้ว แต่การทำตัวนิ่งสนิทแบบนั้นมันจะทำให้คนอื่นสงสัยเอาได้ ท่านต้องหัดหายใจให้เป็นนิสัย แล้วก็ต้องบังคับให้หัวใจเต้นด้วย เรื่องพวกนี้ท่านทำได้อยู่แล้ว”
นี่เป็นเพียงการควบคุมร่างกายขั้นพื้นฐาน เมื่อกลายเป็นศพมีชีวิตแล้ว แม่นางเฉินย่อมมีความสามารถเหล่านี้ติดตัวมา
แม่นางเฉินพยักหน้ารับคำ นางพยายามทำตามที่อาฉานสอน เริ่มจากการสูดลมหายใจเข้าออกให้หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง จากนั้นก็ลองจินตนาการและบังคับกล้ามเนื้อให้สร้างจังหวะการเต้นของหัวใจ
ช่วงแรกดูเหมือนจะยังติดขัด ลมหายใจขาดห้วงไปบ้าง จังหวะหัวใจก็เต้นช้าจนน่ากลัว แต่เมื่อลองทำซ้ำๆ นางก็เริ่มจับจุดได้และทำได้คล่องแคล่วขึ้น
อาฉานมองดูด้วยความพึงพอใจ แม่นางเฉินเป็นคนหัวไวอย่างที่คิด สอนนิดเดียวก็เข้าใจแล้ว
วันถัดมา ช่วงบ่ายคล้อย แม้ท้องฟ้าจะยังคงครึ้มฟ้าครึ้มฝน แต่โชคดีที่ฝนหยุดตกแล้ว
อาฉานรับเงินจากแม่นางเฉินที่กลับไปเอามาจากบ้าน แล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปตามตลาดเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
อาฉานมุ่งหน้าไปยังตลาดตะวันตกเช่นเคย เพราะของสำคัญสองอย่างคือเถาวัลย์อ่อนและหนังพยัคฆ์มังกรนั้นมีขายเฉพาะที่ร้านในตลาดนี้เท่านั้น
ครั้งนี้นางเปลี่ยนไปซื้อที่ร้านอื่นแทน แต่ขั้นตอนการเจรจาก็ไม่ต่างจากเดิมนัก เนื่องด้วยนางต้องการของด่วนภายในวันพรุ่งนี้ ราคาจึงดีดตัวสูงขึ้นกว่าปกติ เถาวัลย์อ่อนราคายังพอรับไหว หนึ่งชั่งอยู่ที่ห้าสิบตำลึง แต่หนังพยัคฆ์มังกรตากแห้งสามผืนนั้นเล่นเอากระเป๋าฉีก เพราะราคาสูงถึงสองร้อยตำลึง
อาฉานเริ่มหวนคิดถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ สมัยที่นางเพียงแค่ตบกรงเล็บลงไปทีเดียว พยัคฆ์มังกรทั้งบ่อก็ตายเรียบ ไม่ต้องมาเสียเงินทองมากมายขนาดนี้
เมื่อสั่งจองและนัดแนะเวลาส่งของเรียบร้อย นางก็กลับมารอที่บ้าน ส่วนแม่นางเฉินเองก็จัดการซื้อของตามรายการที่อาฉานสั่งได้ครบถ้วนแล้ว
สิ่งที่แม่นางเฉินต้องไปหาซื้อส่วนใหญ่เป็นพวกสมุนไพรและกิ่งไม้ชนิดพิเศษ ของพื้นๆ หาได้ตามแผงขายฟืนหรือหญ้าแห้งทั่วไป แต่ของบางอย่างที่มีสรรพคุณเฉพาะทาง จำเป็นต้องบุกไปซื้อถึงย่านต้าทงฟาง
ย่านต้าทงฟางเป็นแหล่งรวมตัวของคนร้อยพ่อพันแม่ ทั้งนักเลงและคนยากจน ในอดีตเฉินฮุ่ยเพียงแค่ได้ยินชื่อก็ตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าไปใกล้
แต่วันนี้นางสวมเสื้อคลุมมีหมวกปิดบังใบหน้า เดินเข้าไปอย่างองอาจ เมื่อมีมือดีพยายามจะกระตุกเสื้อคลุมของนาง นางก็จัดการหักนิ้วมือของคนพวกนั้นจนห้อยรุ่งริ่ง หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้ามายุ่งย่ามหรือชี้นิ้ววิจารณ์นางอีกเลย
นอกจากสมุนไพรแล้ว นางยังซื้อโอ่งใบใหญ่มาด้วยอีกหนึ่งใบ สุดท้ายก็จ้างรถเข็นให้ขนของทั้งหมดไปส่งที่บ้านของอาฉาน
เมื่อมาถึงก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี ท้องฟ้ามืดมิด ผู้คนบนท้องถนนเริ่มบางตา ร้านรวงรอบข้างปิดเงียบกันหมดแล้วเพราะวันนี้ลูกค้าเงียบเหงา
มีเพียงบ้านของอาฉานที่ยังเปิดประตูรอต้อนรับการกลับมาของนาง
หลังจากคนส่งของขนสัมภาระลงไว้ที่หน้าประตูและรับเงินค่าจ้างจากไป แม่นางเฉินก็เริ่มลงมือขนย้ายข้าวของเข้าไปในตัวบ้าน
นางวางมือทั้งสองข้างลงบนขอบโอ่ง เพียงแค่ออกแรงเกร็งแขนเล็กน้อย โอ่งใบยักษ์ที่ขนาดใหญ่พอจะยัดผู้ชายตัวโตๆ ลงไปได้ก็ลอยหวือขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย
อาฉานยืนกอดอกสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ แม่นางเฉินไม่เคยฝึกวรยุทธ์มาก่อน และเพิ่งจะกลายเป็นศพเดินได้ไม่นาน พละกำลังของนางในตอนนี้น่าจะเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหนึ่ง หากต้องต่อสู้กันจริงๆ นางอาจจะเสียเปรียบเรื่องกระบวนท่า ทว่าจุดเด่นของศพเดินได้คือพละกำลังมหาศาลและความรวดเร็ว ดูจากท่าทางแล้ว ตอนนี้แม่นางเฉินน่าจะยกตัวอาฉานสักห้าคนขึ้นพร้อมกันแล้วโยนเล่นได้สบายๆ
แม่นางเฉินยกโอ่งไปวางไว้ที่ลานหลังบ้าน ก่อนจะเดินกลับมาขนของที่เหลือเข้าไป อาฉานเดินตามไปปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย
ลานหลังบ้านในยามนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่พวกนางไปกว้านซื้อมาตลอดทั้งวัน แม่นางเฉินจำได้ว่านางซื้อสมุนไพรมาเก้าชนิด และกิ่งไม้อีกเก้าชนิด กองรวมกันจนสูงเป็นภูเขาย่อมๆ
อาฉานจัดการแบ่งของแต่ละอย่างออกมาประมาณหนึ่งในสามส่วน เริ่มจากหักกิ่งไม้ให้มีความยาวเท่าฝ่ามือ แล้วนำไปเรียงซ้อนกันที่ก้นโอ่งอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นปูทับด้วยสมุนไพร โดยเว้นช่องว่างตรงกลางขนาดเท่ากำปั้นเอาไว้
เมื่อจัดวางเสร็จสรรพ นางก็จุดไฟที่กิ่งไม้ รอให้ไฟค่อยๆ ลามเลียกิ่งไม้ด้านล่างจนเริ่มคุกรุ่น
“ต้องรมควันไว้ในโอ่งแบบนี้ตลอดทั้งคืน ห้ามให้มีเปลวไฟลุกโชนเด็ดขาด เอาแค่ให้มีควันก็พอ” อาฉานกำชับ
“ข้าจะเฝ้าดูให้เอง” แม่นางเฉินอาสาขึ้นมาทันที
อาฉานกำลังจะบอกว่าไม่จำเป็น แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องหลับต้องนอนอีกต่อไปแล้ว นางจึงไม่ขัดศรัทธา
ด้วยความเป็นห่วงว่าแม่นางเฉินจะเบื่อที่ต้องนั่งจ้องโอ่งทั้งคืน นางจึงไปหาหนังสือนิทานสนุกๆ มาให้อ่านแก้เซ็ง ซึ่งแม่นางเฉินก็รับไว้ด้วยความยินดี
เช้าวันรุ่งขึ้น อาฉานตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น วันนี้นางไม่อิดออดนอนบิดขี้เกียจเหมือนทุกที แต่รีบลุกไปดูผลงานที่ลานหลังบ้านเป็นอย่างแรก
สมุนไพรและกิ่งไม้ในโอ่งถูกเผาไหม้จนกลายเป็นขี้เถ้าหนาเตอะกองอยู่ที่ก้นโอ่ง ผนังด้านในของโอ่งมีเขม่าจับเป็นชั้นบางๆ อาฉานใช้นิ้วปาดคราบเขม่าขึ้นมาดม กลิ่นควันไฟผสมกับกลิ่นหอมของสมุนไพรลอยแตะจมูก
ขั้นตอนนี้ถือว่าผ่านฉลุย รอแค่ของจากร้านล่าสัตว์มาส่ง ก็จะเริ่มขั้นตอนต่อไปคือให้แม่นางเฉินลงไปนั่งรมควันในโอ่งได้เลย
เมื่อตรวจตราเสร็จ อาฉานก็เพิ่งสังเกตว่าแม่นางเฉินไม่ได้อยู่ที่นั่น ทันใดนั้นประตูห้องครัวก็เปิดออก แม่นางเฉินเดินออกมาพร้อมถาดอาหาร ในนั้นมีข้าวต้มหนึ่งชาม ผักดองยำหนึ่งจาน และแผ่นแป้งทอดใส่ต้นหอมอีกสองแผ่น
เมื่อเห็นอาฉานยืนทำหน้างงอยู่ นางจึงเอ่ยถาม
“ไม่ทานมื้อเช้าหรือ?”
“ทานสิเจ้าคะ” อาฉานตอบรับทันควันแล้วเดินตามต้อยๆ ไปที่โต๊ะอาหาร
โดยปกติแล้วศพเดินได้ไม่จำเป็นต้องกินอาหาร หรือหากจะกิน ก็ต้องเป็นเลือดเนื้อสดๆ เท่านั้น
แต่แม่นางเฉินดูจะพิเศษกว่านั้น นางสามารถกินอาหารของมนุษย์ได้โดยไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน เพียงแต่ลิ้นของนางจะไม่รับรู้รสชาติใดๆ
แผ่นแป้งทอดวันนี้รสชาติเค็มไปสักหน่อย แต่สำหรับอาฉานแล้ว มันยังคงเอร็ดอร่อยอยู่ดี
หลังจากจัดการมื้อเช้าที่เรียบง่ายแต่อิ่มท้องจนเกลี้ยง อาฉานก็ลูบพุงป่องๆ ของตัวเองแล้วหันไปยิ้มให้แม่นางเฉิน
“ขอบคุณนะเจ้าคะ”
“ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณที่เจ้ายอมช่วยข้า”
“รอให้ท่านหายดีก่อนค่อยขอบคุณก็ยังไม่สาย”
อาฉานไล่ให้แม่นางเฉินไปอาบน้ำชำระร่างกาย เมื่อนางออกมา อาฉานก็ตรวจดูสภาพร่างกายอีกครั้ง ผ่านไปหนึ่งวัน รอยดำคล้ำเริ่มปรากฏขึ้นมาอีกแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นเน่าเปื่อย
ดูเหมือนยาลูกกลอนหอมสองเม็ดจะยื้อสภาพไว้ได้แค่วันเดียว
อาฉานตัดสินใจควักเอาผงกระดูกมังกรออกมาเล็กน้อย ให้แม่นางเฉินผสมน้ำดื่มลงไป สรรพคุณของมันยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ รอยดำพวกนั้นจางหายไปในพริบตา
เมื่อร่างกายของแม่นางเฉินกลับมาสมบูรณ์พร้อม อาฉานก็เริ่มจัดเตรียมโอ่งเหมือนเมื่อวาน นางเรียงกิ่งไม้ลงไป แต่คราวนี้เทเถาวัลย์อ่อนครึ่งชั่งแทรกเข้าไปด้วย แล้วค่อยปูทับด้วยสมุนไพร
กระทั่งถึงช่วงเที่ยง ของจากร้านก็มาส่งถึงที่ สมกับที่จ่ายเงินก้อนโตไป เพราะนอกจากจะมีบริการส่งถึงบ้านแล้ว คุณภาพของสินค้ายังจัดว่าอยู่ในระดับสูง
อาฉานตรวจสอบสินค้าและจ่ายเงินส่วนที่เหลือ จากนั้นก็ปิดประตูหอบของทั้งหมดไปที่ลานหลังบ้าน
ทุกอย่างพร้อมแล้ว อาฉานจุดไฟหนังพยัคฆ์มังกร หนังชนิดนี้มีความมันวาวในตัว เมื่อติดไฟแล้วจึงลุกไหม้ได้นานราวกับเทียนไขชั้นดี นางหย่อนหนังที่ติดไฟลงไปในช่องว่างตรงกลางกองสมุนไพร ใช้มันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อจุดกิ่งไม้และเถาวัลย์อ่อนที่อยู่ด้านล่างให้ค่อยๆ มอดไหม้ไปพร้อมกัน
[จบบท]