บทที่ 61: ชำระหนี้แค้น
“ใต้เท้าโปรดวางใจ ผู้น้อยรู้ดีว่าควรต้องทำเช่นไร”
เรื่องราววุ่นวายใหญ่โตที่เกิดขึ้นในราชสำนักดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไกลตัวอาฉานเหลือเกิน สำหรับนางแล้ว วันนี้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นวันสุดท้ายของการรมเครื่องหอมเพื่อรักษาอาการของแม่นางเฉิน เมื่อควันหอมจางหายไปจนหมดสิ้น อีกฝ่ายก็จะสามารถออกมาใช้ชีวิตภายนอกได้ตามปกติเสียที
ภายในร้านเครื่องหอมที่เงียบสงบ อาฉานกำลังตั้งอกตั้งใจเย็บถุงหอมอย่างขะมักเขม้น แม้ฝีมือการเย็บปักถักร้อยของนางจะยังดูไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่นัก แต่หลังจากที่ได้รับการชี้แนะจากแม่นางเฉิน รูปร่างหน้าตาของถุงหอมในมือก็เริ่มดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงไม่นาน
เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลอดเข้ามาจากด้านนอก อาฉานเดินไปดูที่หน้าประตูร้านก็เห็นเถ้าแก่สวีและเสมียนร้านข้างๆ กำลังชะเง้อคอมองเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ” นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ได้ยินมาว่าคนของกรมอาญายกโขยงมาตรวจค้นทุกบ้านเลย เห็นว่ากำลังตามหาศพเดินได้ แล้วก็ดูเหมือนจะตามหาคนด้วย” เถ้าแก่สวีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางบ่นอุบ “โลกนี้มันชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน ถึงขนาดมีศพเดินได้ออกมาเพ่นพ่านแล้วหรือนี่”
สีหน้าของอาฉานเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางกำลังจะหันหลังกลับเข้าไปดูความเรียบร้อยที่ลานหลังบ้าน แต่กลับไม่ทันการเสียแล้ว เมื่อเซวียหมิงถังนำกำลังเจ้าหน้าที่กรมอาญากลุ่มใหญ่ตรงดิ่งมาที่ร้านของนาง
รองเจ้ากรมหนุ่มกวาดสายตาเย็นชามองหน้านางราวกับคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าคือเถ้าแก่เนี้ยของร้านนี้ใช่ไหม”
“เจ้าค่ะ”
“เด็กๆ เข้าไปค้น!”
สิ้นเสียงคำสั่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็พากันกรูเข้ามาภายในร้านทันที อาฉานได้แต่นึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ เกรงว่าคนพวกนี้จะไปเจอแม่นางเฉินที่เก็บตัวอยู่ด้านหลัง จนไม่มีกะจิตกะใจจะไปห้ามปรามพวกเจ้าหน้าที่ที่กำลังรื้อค้นข้าวของ ปัดกวาดเอายาลูกกลอนหอมของนางหล่นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังลั่น “ใต้เท้า! มีคนอยู่ที่ลานหลังบ้านขอรับ!”
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัว สตรีโฉมงามวัยแรกแย้มผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากหลังร้าน นางสวมเสื้อคลุมกันลมตัวยาว ผมเผ้าปล่อยสยายยังไม่ได้เกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย สีหน้าท่าทางดูตื่นตระหนกและมึนงงเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าจำนวนมาก นางหันมาถามอาฉานด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
“แม่นางจี้ จู่ๆ ก็มีใครบุกเข้ามาหรือ”
อาฉานตะลึงงันไปชั่วครู่เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยแต่กลับดูอ่อนเยาว์ลงอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะรีบตั้งสติและตอบกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“ไม่มีอะไรหรอก ใต้เท้าจากกรมอาญามาตรวจค้นจับกุมคนร้ายน่ะ”
เซวียหมิงถังหรี่ตามองหญิงสาวปริศนาผู้นั้น เขายกภาพวาดในมือขึ้นมาเทียบดูอย่างละเอียด แม้จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ทว่าอายุอานามในภาพวาดกับหญิงสาวตรงหน้าช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนในภาพดูมีอายุกว่านี้มากนัก
เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปค้นด้านในรีบวิ่งกลับมารายงาน
“เรียนใต้เท้า ที่ลานหลังบ้านมีโอ่งใบใหญ่อยู่ใบหนึ่งขอรับ ภายในเหมือนมีการเผาอะไรบางอย่างอยู่”
“นั่นคือเครื่องหอมที่ข้ากำลังปรุงอยู่ ราคาสูงลิบลิ่วเชียวละ” อาฉานรีบแย้งขึ้นทันที
“หุบปาก! ตรงนี้ไม่มีส่วนให้เจ้าพูด!” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นตวาดใส่นางเสียงดัง
“พอได้แล้ว” เซวียหมิงถังยกมือห้ามลูกน้องเสียงเข้ม สายตาคมกริบจ้องมองอาฉานอย่างมีความนัย ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อสั่งการ “พวกเรา... กลับ”
ในเมื่อเขาจะไปแล้ว แต่อาฉานกลับไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องจบลงง่ายๆ เช่นนี้ น้ำเสียงราบเรียบของนางดังขึ้นไล่หลังผู้เป็นรองเจ้ากรม
“ใต้เท้าเซวียช่างวางอำนาจบาตรใหญ่เหลือเกิน ปล่อยให้ลูกน้องทำลายยาลูกกลอนหอมและเครื่องหอมในร้านข้าจนเสียหายยับเยิน แล้วคิดจะจากไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ”
เซวียหมิงถังชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมา “เจ้าต้องการอะไร”
“ชดใช้ค่าเสียหายมา” อาฉานตอบกลับด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติที่สุด “ข้าคิดท่านแค่ห้าสิบตำลึงเงิน ไม่นับว่าแพงเลยสักนิด”
“สามหาว!” ลูกน้องของเขาตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ทั้งที่เจ้านายยังไม่ทันได้เอ่ยปาก
อาฉานไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังจงใจยั่วโมโหอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ “หากใต้เท้าเซวียไม่มีเงินติดตัว ก็ลองไปขอยืมจากพี่สาวของท่านดูก็ได้”
ใบหน้าของเซวียหมิงถังเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“จี้ฉาน... นี่เจ้ากำลังท้าทายเปิ่นกวนงั้นหรือ”
“ข้าก็แค่เห็นว่าทำของคนอื่นเสียหายก็ต้องชดใช้ มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ หากวันนี้ใต้เท้าไม่ยอมจ่ายก็ไม่เป็นไร วันหน้าข้าจะให้ใต้เท้าไป๋ไปทวงคืนถึงจวน”
อาฉานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ “ใต้เท้าเซวียกลับไปปรึกษาพี่สาวของท่านดูก่อนก็ได้ นางน่าจะคุ้นเคยกับวิธีการทวงหนี้ของใต้เท้าไป๋เป็นอย่างดี”
มีหรือที่เซวียหมิงถังจะจำเรื่องที่ไป๋ซิวมิ่งบุกไปทวงสินเดิมของจี้ฉานถึงจวนจิ้นหยางโหวไม่ได้ ยิ่งถูกรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาต่อหน้าธารกำนัล เขาก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจแทนพี่สาวของตน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับโทสะ ก่อนจะกระชากถุงเงินที่เอวปาลงไปที่เท้าของอาฉานอย่างไม่ไยดี
“ใต้เท้าเซวีย เดินทางปลอดภัยนะ”
เมื่อถูกข่มขู่รีดไถท่ามกลางสายตาชาวบ้านร้านตลาดที่มุงดูอยู่มากมาย เซวียหมิงถังก็หมดอารมณ์จะตรวจค้นร้านอื่นในละแวกนี้ต่อ เขาออกคำสั่งให้ลูกน้องแยกย้ายกันทำงาน ส่วนตัวเองก็รีบสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
บรรดาเถ้าแก่ร้านรวงต่างๆ ที่ออกมามุงดูเรื่องสนุกต่างพากันแยกย้ายกลับไปด้วยความพึงพอใจ เรื่องความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเถ้าแก่เนี้ยจี้กับคนของทางการนั้นเป็นที่เลื่องลือมานานแล้ว วันนี้ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า 'หลังบ้าน' ของแม่นางจี้คนนี้แข็งแกร่งเพียงใด
คนอื่นต้องจ่ายเงินเพื่อไล่พวกตัวซวยเหล่านี้ไป แต่แม่นางจี้กลับเป็นฝ่ายเรียกเก็บเงินจากพวกนั้นได้ถึงห้าสิบตำลึงเงิน นับว่าโชคดีเหลือเกินที่แม่นางจี้เป็นคนจิตใจดี อ่อนน้อมถ่อมตน พวกเขาจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอไปล่วงเกินนางเข้า
เมื่อตัวน่ารำคาญจากไปจนหมดแล้ว อาฉานจึงปิดประตูร้านลงกลอน แล้วหันกลับมาพิจารณาแม่นางเฉินที่ดูอ่อนเยาว์ลงกว่าเดิมนับสิบปี
ร่างกายตรงหน้าดูเหมือนคนเป็นทุกประการ ทั้งผิวพรรณที่ยืดหยุ่น แววตาที่สดใส ลมหายใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ ล้วนยืนยันได้ว่าเป็นมนุษย์ แม้แต่เซวียหมิงถังที่เป็นผู้ฝึกตบะก็ยังจับพิรุธไม่ได้แม้แต่น้อย
ทันทีที่อาฉานหันกลับมา แม่นางเฉินก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะให้ทันที อาฉานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงสั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง
“บุญคุณที่ชุบชีวิตข้าขึ้นมาใหม่ในครั้งนี้ ชาตินี้เฉินฮุ่ยจะไม่มีวันลืมเลือน”
อาฉานรีบเข้าไปประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น “เรียกข้าว่าอาฉานเถอะ”
แม่นางเฉินแย้มยิ้มออกมา กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่แข็งเกร็งเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เป็นรอยยิ้มที่งดงามจับใจ “เช่นนั้นอาฉานก็เรียกข้าว่าฮุ่ยเหนียงเถิด ท่านพ่อท่านแม่ของข้าก็เรียกข้าเช่นนี้”
“ฮุ่ยเหนียง... จากนี้เจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อไป”
การที่เฉินฮุ่ยต้องการกลับมามีรูปโฉมงดงามดั่งมนุษย์ ย่อมมิใช่เพราะความรักสวยรักงามเพียงอย่างเดียวแน่ ฮุ่ยเหนียงยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง นี่คือใบหน้าในช่วงวัยยี่สิบปีของนาง เป็นช่วงเวลาที่เหยียนลี่หรูน่าจะคุ้นเคยที่สุด
นางหวนนึกถึงคำหวานที่ชายผู้นั้นเคยพร่ำบอกว่าในใจของเขามีเพียงแต่นาง... ถึงเวลาแล้วที่จะไปพิสูจน์ความจริงข้อนั้น
แววตาของนางวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง “ข้าจะไปที่ตระกูลเหยียน หนี้แค้นของครอบครัวข้า ต้องมีคนชดใช้”
“เหยียนลี่หรูเป็นถึงรองเจ้ากรมอาญา จวนของเขาไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกได้ง่ายๆ ลำพังความสามารถของเจ้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ”
“ข้ารู้” ฮุ่ยเหนียงยิ้มบางๆ “ฟางอวี้เป็นถึงบุตรสาวคนเดียวของเจิ้นเป่ยโหว ข้างกายนางย่อมมีองครักษ์ฝีมือดีคอยอารักขา หากข้าคิดจะแก้แค้น ก็คงต้องใช้วิธีอื่น”
“แม้ว่าเจ้าอาจจะถูกจับได้ และต้องตายอีกครั้งอย่างนั้นหรือ”
“ใช่”
อาฉานไม่ได้แปลกใจกับการตัดสินใจของฮุ่ยเหนียง แม้หนทางข้างหน้าจะริบหรี่ แต่นางก็ไม่คิดจะห้ามปราม นางช่วยฮุ่ยเหนียงเพียงเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ควรต้องจบชีวิตลงอย่างไร้ค่าเช่นนั้น แต่นี่คือเส้นทางที่ฮุ่ยเหนียงเลือกเอง
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ “ฮุ่ยเหนียง เจ้าเคยได้ยินคำว่า ‘คำลวงของปีศาจ’ หรือไม่”
ฮุ่ยเหนียงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
“ปีศาจมีคำลวง ซากศพก็มีถ้อยคำของมัน มนุษย์บางคนจิตใจหนักแน่นดั่งหินผา ยากนักที่จะถูกครอบงำ แต่ความจริงแล้วมันมีหนทางอยู่”
อาฉานจ้องลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย “เริ่มจากเรื่องเล็กน้อยที่สุด เมื่อใดที่เขายอมโอนอ่อนผ่อนตามเจ้าเป็นครั้งแรก อิทธิพลของเจ้าที่มีต่อเขาจะเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง หากเจ้าสามารถล่อลวงเขาได้นับพันนับหมื่นครั้ง เมื่อนั้นเจ้าก็จะทำสำเร็จ”
อาฉานยิ้มมุมปาก “ฮุ่ยเหนียง เจ้ายังติดหนี้บุญคุณข้าก้อนโต ข้าจะรอให้เจ้ากลับมาชดใช้ แต่อย่าให้ข้าต้องรอไปถึงชาติหน้าล่ะ เพราะข้าไม่เชื่อเรื่องภพหน้า”
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ตกลง”
...
ณ จวนสกุลเหยียน
ช่วงนี้ฟางอวี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ ข่าวการตายของแม่นางเฉินเปรียบเสมือนการยกภูเขาออกจากอก ความหนักอึ้งที่กดทับอยู่ในใจมานานหลายปีมลายหายไปจนหมดสิ้น นางไม่เคยรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายเช่นนี้มาก่อน
ในขณะเดียวกัน ที่เรือนฮุ่ยอัน...
“คารวะฮูหยิน บ่าวมีนามว่าหรูฮุ่ย เจ้าค่ะ...” หญิงสาวหน้าตางดงามก้มหน้านอบน้อม แววตาซ่อนประกายบางอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
[จบบท]