บทที่ 86: ค่าชดเชย
“จัดการทำความสะอาดร่างผู้เสียชีวิตให้เรียบร้อยแล้วส่งคืนให้กรมอาญา เรื่องนี้เป็นคดีของกรมอาญา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเรา”
ไป๋ซิวมิ่งปรายตามองเอกสารบนโต๊ะ
อาจารย์ถูประสานมือค้อมศีรษะทำความเคารพผู้เป็นนาย
“ใต้เท้า ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอตัวกลับไปจัดการร่างผู้เสียชีวิตก่อน อีกสักพักคนของกรมอาญาคงจะเดินทางมารับศพไป”
“ไปเถอะ” ไป๋ซิวมิ่งพยักหน้ารับ
รอจนกระทั่งอาจารย์ถูเดินพ้นประตูออกไป เฟิงหยางที่ยืนเงียบอยู่นานจึงขยับตัวเข้ามาใกล้
“ใต้เท้า พวกเราจะปล่อยเรื่องนี้ไปเช่นนี้จริงหรือ จะไม่ลองไปสอบถามแม่นางจี้ดูสักหน่อยหรือ?”
ชายหนุ่มปรายตามองลูกน้องคนสนิท
“จะให้ไปถามอะไร เจ้ามีหลักฐานหรือ?”
เฟิงหยางยืนกะพริบตาปริบๆ เขาไม่มีหลักฐาน ทุกอย่างล้วนมาจากความคาดเดา อีกทั้งเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ การจะสืบหาหลักฐานมามัดตัวก็เป็นเรื่องยากลำบาก
เขาเกาหัว รู้สึกปวดขมับขึ้นมากะทันหัน เริ่มเข้าใจความรู้สึกของเจียงไคที่เคยมาระบายให้ฟัง สมองของเขาตอนนี้คิดตามเรื่องราวพวกนี้ไม่ทันเสียแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็...ปล่อยผ่านไปแบบนี้หรือ?”
เฟิงหยางยังมีประโยคที่ติดอยู่ในใจแต่ไม่ได้เปล่งเสียงออกไป หากเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของแม่นางจี้ ความแค้นระหว่างนางกับคนสกุลเซวียก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ในเมื่อตอนนี้เซวียหมิงถังตกตายไปแล้ว แล้วคนสกุลเซวียที่เหลือเล่าจะเป็นอย่างไร
เหตุผลข้อนี้เขาเชื่อว่าผู้เป็นนายย่อมมองออกอยู่แล้ว
ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้สนใจท่าทีของลูกน้อง ชายหนุ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทน
“ช่วงนี้ส่งคนไปจับตาดูจวนเจิ้นเป่ยโหวเอาไว้ให้ดี”
ความสนใจของเฟิงหยางถูกดึงดูดไปที่ประโยคนี้
“เจิ้นเป่ยโหวมีปัญหาอะไรหรือขอรับ?”
“สิ่งแรกที่เขาจะทำหลังจากเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง ย่อมต้องเป็นการสืบหาสาเหตุการตายของบุตรสาวและหลานชายของเขา”
“ถ้าเป็นแบบนั้น เฉินฮุ่ยก็คงไม่แคล้ว...”
เฟิงหยางละประโยคท้ายเอาไว้ แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขายังไม่ได้สอบสวนเฉินฮุ่ยอย่างละเอียด แต่เรื่องที่นางปลอมแปลงตัวตนเพื่อแฝงตัวเข้าไปในจวนสกุลเหยียนนั้น สามารถสืบหาความจริงได้ไม่ยาก
บุตรสาวและหลานชายของเจิ้นเป่ยโหวเป็นคนลงมือสังหารเฉินฮุ่ย การที่เฉินฮุ่ยเข้าไปในจวนสกุลเหยียนย่อมไม่ใช่เพื่อไปเป็นสาวใช้แน่
การตายของฟางอวี้และเหยียนเฉิงมีเบื้องหลังซ่อนอยู่ ต่อให้ตอนนี้เหยียนลี่หรูจะพยายามปกปิดเรื่องราวเอาไว้ แต่เมื่อเจิ้นเป่ยโหวกลับมาถึง เขาจะต้องสืบหาความจริงจนพบ
เมื่อเจิ้นเป่ยโหวลงมือจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เขาคงไม่มามัวนั่งรวบรวมหลักฐานเหมือนสำนักหมิงจิ้ง
เฟิงหยางนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ใต้เท้าต้องการใช้เฉินฮุ่ยเป็นเหยื่อล่อให้เจิ้นเป่ยโหวลงมือกระนั้นหรือ?”
“มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นเหตุผลใด หากไม่ใช่เพราะเห็นว่านางยังมีประโยชน์ เปิ่นกวนจะยอมปล่อยตัวนางไปเพื่ออะไร?”
เฟิงหยางลอบคิดในใจ ว่าเป็นเพราะแม่นางจี้มาร้องไห้โวยวายออดอ้อนขอร้องต่างหาก การจะใช้เฉินฮุ่ยเป็นเหยื่อล่อก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำสัญญา แค่จับตัวนางไปขังไว้ก็สิ้นเรื่อง
ทว่าคนที่คิดว่าตัวเองเข้าใจทุกเรื่องอย่างเฟิงหยาง กลับไม่กล้าปริปากเปิดเผยสิ่งที่คิดออกไป
เขารีบปรับสีหน้าแล้วประจบประแจงผู้เป็นนาย
“ใต้เท้าช่างปราดเปรื่อง ถ้าเช่นนั้นผู้น้อยจะรีบจัดเตรียมสายสืบไปคอยเฝ้าจับตาดูจวนเจิ้นเป่ยโหวทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ว่า...เจิ้นเป่ยโหวจะลงมือด้วยตัวเองจริงๆ หรือขอรับ?”
“เพื่อแก้แค้นให้สายเลือดเพียงคนเดียวของเขา เขาไม่มีทางยืมมือคนอื่นทำเรื่องนี้”
เฟิงหยางลอบชำเลืองมองไป๋ซิวมิ่งอย่างระมัดระวัง ท่าทีของเขาดูอึกอัก
“แล้วถ้าหากพวกเราพบว่าเจิ้นเป่ยโหวเดินทางไปที่ตรอกชางผิง พวกเราควรจะจัดการอย่างไรดี?”
ไป๋ซิวมิ่งไม่ได้ส่งเสียงตอบรับ เขาสะบัดสายตามองเฟิงหยางด้วยแววตาเรียบเฉย
เพียงแค่นั้นเฟิงหยางก็เข้าใจความหมาย
“ผู้น้อยจะรีบกลับมารายงานให้ใต้เท้าทราบเป็นคนแรก”
เมื่อเห็นว่าคราวนี้ไม่มีสายตาตำหนิส่งมาจากผู้เป็นนาย เขาก็รู้ตัวว่าเขาคาดเดาได้ถูกต้อง
…
ทางด้านของอาฉาน หลังจากเดินทางกลับมาถึงบ้าน นางรินน้ำดื่มไปสองจอกติดกัน จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนหลับพักผ่อนไปนานกว่าครึ่งชั่วยาม ถึงได้รู้สึกว่าร่างกายฟื้นคืนเรี่ยวแรงกลับมา
การต้องเข้าไปพัวพันกับสำนักหมิงจิ้ง แม้จะไม่ได้ถูกทรมานให้ได้รับความเจ็บปวดอันใด แต่ก็ทำให้ร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าไปไม่น้อย ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็ถือว่าคุ้มค่า
หลังจากนี้ฮุ่ยเหนียงก็จะสามารถออกมาเดินรับแสงตะวันได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่ต้องคอยหลบซ่อนอีกต่อไป
เมื่ออาฉานลืมตาตื่นขึ้นมา นางก็ได้ยินเสียงผู้คนดังแว่วมาจากชั้นล่าง ตอนแรกนางคิดว่าคงมีลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้าน แต่พอก้าวเท้าลงไปดูถึงได้รู้ว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นคนจากจวนจิ้นหยางโหว
ผู้ที่เดินทางมาคือพ่อบ้านประจำจวน และบุตรชายที่ติดมากับฮูหยินเซวียนามว่าเซวียจ้าว
คนทั้งสองถูกฮุ่ยเหนียงขวางเอาไว้ที่ชั้นล่างมานานเท่าใดก็สุดจะรู้ พอพวกเขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นอาฉาน สีหน้าของพวกเขาก็ดูย่ำแย่ลงไปอีก
อาฉานก้าวเดินลงบันไดมาอย่างเชื่องช้า สายตาของนางกวาดมองไปที่แผ่นผ้าดิบสีขาวที่แสดงถึงการไว้ทุกข์บนแขนซ้ายของเซวียจ้าว นางแค่นหัวเราะในลำคอ
“มาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”
เซวียจ้าวกำหมัดแน่น เขารู้ดีว่าจี้ฉานกำลังหัวเราะเยาะเรื่องอะไร ท่านน้าที่ดีที่สุดของเขาเพิ่งจะจากไป นางกลับมายืนทำหน้าตาเยาะเย้ยถากถางอยู่ตรงนี้
แต่ตอนนี้เขาไม่อาจปริปากระบายความโกรธแค้นออกไปได้ เป็นเพราะท่านแม่ทำเรื่องเกินขอบเขตไปหน่อย จึงส่งผลให้ท่านพ่อถูกผู้ตรวจการถวายฎีกาฟ้องร้องกลางท้องพระโรง ไม่เพียงแต่ท่านพ่อจะถูกสั่งริบเบี้ยหวัด แต่ชื่อเสียงของท่านแม่ก็ยังมัวหมองตามไปด้วย
เรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะจี้ฉานเป็นต้นเหตุ
ทั้งที่พวกเขาก็เป็นสายเลือดของท่านพ่อเหมือนกัน แต่เขากับน้องสาวกลับต้องทนฟังคำเยาะเย้ยถากถางจากผู้คนมานานหลายปี ในขณะที่นางกลับได้เสวยสุขอยู่ในจวนโหวในฐานะคุณหนูใหญ่สายตรง ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเลย
อุตส่าห์เฝ้ารอจนถึงวันที่นางสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป สตรีผู้นี้กลับยังคงตามติดคอยสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวของเขาไม่จบสิ้น
แม้อาฉานจะไม่ได้มีวิชาอ่านใจคน แต่นางก็สามารถคาดเดาความคิดของเซวียจ้าวได้ไม่ยาก
หากเป็นไปได้ เขาคงอยากจะให้นางตายๆไปยิ่งกว่าน้าชายของเขาเสียอีก บังเอิญเหลือเกินที่อาฉานเองก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
นางเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าเนิบนาบ สายตามองตรงไปยังเซวียจ้าวที่ยังคงยืนนิ่งเงียบ
“ไม่มีธุระอะไรหรือ ถ้าไม่มีธุระอะไร ก็เชิญกลับไปได้แล้ว”
เซวียจ้าวหันไปส่งสายตาให้พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างกาย พ่อบ้านจึงก้าวเท้าออกมาด้านหน้าพร้อมกับหยิบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงเงินจำนวนสิบใบออกมา
“คุณหนูใหญ่ เงินจำนวนนี้คือค่าชดเชยสำหรับท่าน”
“ค่าชดเชยงั้นหรือ?”
อาฉานยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในราชสำนักเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ร้านของนางถูกบุกทำลาย
เมื่อพ่อบ้านเห็นว่านางทำหน้างุนงงเหมือนไม่รู้เรื่องราว เขาจึงอธิบายถึงสาเหตุ
“เป็นเพราะฮูหยินของเรามองผิดไป จึงทำให้เมื่อวานนี้ร้านของท่านต้องถูกคนพังทำลายข้าวของ เงินพวกนี้ถือเป็นการขอขมา”
ฮูหยินเซวียไม่มีทางยอมลดตัวมาขอโทษนางอย่างกะทันหันเช่นนี้แน่ เรื่องนี้คงมีเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่อีก แต่อาฉานไม่ได้ใส่ใจจะซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ
นางรับตั๋วเงินมานับทีละใบจนครบ เมื่อวางตั๋วเงินใบท้ายสุดลงบนโต๊ะ นางก็ยิ้มออกมา
“ฮูหยินโหวช่างใจกว้างเสียจริง ตั๋วเงินพวกนี้ข้าจะรับเอาไว้ก็แล้วกัน ดูเหมือนว่าช่วงนี้ฮูหยินโหวคงจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร ข้าจะยอมยกโทษให้กับความไร้เหตุผลของนาง ขอให้นางหักห้ามความเสียใจด้วย”
“จี้ฉาน เจ้าอย่ารังแกกันให้มันเกินไปนัก!”
ในที่สุดเซวียจ้าวก็หมดความอดทน
อาฉานมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คุณชายเซวีย คนที่รังแกผู้อื่นจนเกินไป ไม่ใช่พวกท่านหรอกหรือ?”
“เจ้า...”
เซวียจ้าวยกมือขึ้นชี้หน้าอาฉาน
“คุณชาย อย่าลืมคำสั่งของท่านโหวสิ อย่าทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีกเลย”
ยังไม่ทันที่เซวียจ้าวจะได้ขยับตัว พ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รีบเข้ามากระซิบเตือนสติเพื่อหยุดยั้งเขาเอาไว้
เซวียจ้าวจำต้องสะกดกลั้นอารมณ์โกรธเอาไว้ แต่อาฉานไม่คิดจะปล่อยเขาไปง่ายๆ
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ทอดสายตามองเซวียจ้าวที่ถูกพ่อบ้านรั้งตัวเอาไว้
“คุณชายเซวียเคยเห็นสภาพศพของเซวียหมิงถังหรือไม่ ตอนที่เขาตาย เลือดในตัวของเขาถูกดูดออกไปจนหมดเกลี้ยงเลยนะ...”
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซวียจ้าว
“สมควรโดนแล้วจริงๆ”
“จี้ฉาน ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
คำเยาะเย้ยของนางทำให้เซวียจ้าวโกรธเกรี้ยวอีกครั้ง พ่อบ้านทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาใช้มือข้างหนึ่งปิดปากเซวียจ้าวเอาไว้ แล้วออกแรงลากตัวคุณชายของตนออกไปข้างนอกอย่างทุลักทุเล
เซวียจ้าวดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง ริมฝีปากส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ จนกระทั่งถูกลากตัวออกไปพ้นประตู อาฉานถึงได้ยินเสียงของเขาตะโกนสวนกลับมา
“จี้ฉาน เจ้าอย่าพลาดตกมาอยู่ในมือของข้าก็แล้วกัน ข้าจะทำให้เจ้าต้องตายอย่างทรมาน ตายอย่างทรมานที่สุด!”
อาฉานยกมือขึ้นโบกอำลาพ่อบ้านที่ถอยร่นออกไปยืนอยู่หน้าประตู
“เดินทางกลับดีๆ ข้าไม่ส่งนะ”
พ่อบ้านมองดูใบหน้าเปื้อนยิ้มของอาฉานที่ยืนส่งพวกเขาเดินจากไป เขาทำได้เพียงลอบถอนหายใจเงียบๆ
ใครจะไปคาดคิดว่าคุณหนูใหญ่ที่เคยมีนิสัยอ่อนโยนและรู้ธรรมเนียมปฏิบัติในตอนที่ยังอาศัยอยู่ในจวน พอถูกขับไล่ออกมาแล้วจะกลายสภาพเป็นคนแบบนี้ไปได้
แม้ว่าการขับไล่คุณหนูใหญ่ออกจากตระกูลจะเป็นคำขาดของท่านโหว ซึ่งคนเป็นพ่อบ้านอย่างเขาไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย แต่ลึกๆ ในใจเขาก็ยังรู้สึกว่าท่านโหวตัดสินใจผิดพลาดไปแล้วจริงๆ
[จบบท]