บทที่ 88: ร่วมทาง
บางทีอาหารรสเลิศอาจช่วยปลอบประโลมจิตใจให้สงบลง หลินซุ่ยจึงยอมตอบสนองต่อคำถามของอาฉานในที่สุด
“เปล่า ข้ามาดูท่านพ่อของข้า”
อาฉานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“แม่ทัพอันซีเดินทางกลับมายังเมืองหลวงในวันนี้ด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว ท่านพ่อเดินทางกลับมาพร้อมกับเจิ้นเป่ยโหว”
บรรยากาศรอบตัวดูอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย ตำแหน่งของแม่ทัพอันซีนั้นไม่ถือว่าต่ำต้อย ทว่าชื่อเสียงกลับไม่ได้โด่งดังเป็นที่รู้จักกว้างขวางนัก อย่างน้อยชาวบ้านที่แห่กันมามุงดูความครึกครื้นตามท้องถนนก็ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่ามีแม่ทัพท่านใดเดินทางกลับมาด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตัวนางเองก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้เช่นกัน
“เช่นนั้นก็ดีเลย ข้าเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าแม่ทัพอันซีมาก่อน”
แม้ว่าภายในหัวของจี้ฉานจะมีความทรงจำเกี่ยวกับบุคคลที่ชื่อว่าแม่ทัพอันซีหลินเฉิงอยู่บ้าง แต่จากสิ่งที่นึกออก แม่ทัพผู้นี้มักจะประจำการเพื่อคุ้มกันชายแดนซีหลิงอยู่เสมอ ทำให้เขาไม่ได้เดินทางกลับมายังเมืองหลวงเป็นเวลาหลายปีแล้ว หลินซุ่ยเพียงแค่ส่งเสียงตอบรับในลำคอ
“อืม ข้าเองก็ไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเหมือนกัน”
ดูเหมือนว่าหัวข้อสนทนาที่กำลังพูดถึงนี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์ระหว่างพวกนางทั้งสองคนน่าอึดอัดใจมากกว่าเดิม
อาฉานพยายามค้นหาข้อมูลในหัวของตัวเองอีกครั้ง จนกระทั่งสามารถดึงเอาเรื่องราวข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับหลินซุ่ยออกมาจากความทรงจำได้ในที่สุด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จวนแม่ทัพอันซีมักจะประกาศให้ผู้คนภายนอกรับรู้เสมอว่าหลินซุ่ยมีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่ยังเด็ก จึงจำเป็นต้องถูกส่งตัวไปพักฟื้นรักษาอาการป่วยอยู่ที่ชนบทห่างไกล ซึ่งกว่าที่นางจะปรากฏตัวให้บรรดาฮูหยินจากตระกูลต่างๆ ได้เห็นหน้าค่าตาอย่างเป็นทางการ ก็เป็นตอนที่นางมีอายุครบสิบหกปี หรือก็คือช่วงปีที่แล้วนี่เอง
ทว่าในช่วงเวลานั้น จี้ฉานเคยได้ยินชาวบ้านซุบซิบนินทากันว่า แท้จริงแล้วหลินซุ่ยไม่ได้ถูกส่งไปรักษาตัวแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะดวงชะตาของนางเกิดมาข่มมารดาของตัวเอง นางจึงถูกส่งตัวไปฝากให้ครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่งเป็นคนเลี้ยงดู ก่อนที่จะถูกรับตัวกลับมายังจวนตระกูลหลินอีกครั้งก็ต่อเมื่อผ่านพ้นพิธีปักปิ่นไปแล้ว
ในตอนนั้น จี้ฉานไม่ได้ปักใจเชื่อคำพูดเหล่านั้นสักเท่าไหร่ เพราะภาพจำที่นางมีต่อฮูหยินแม่ทัพอันซีนั้นคือสตรีที่ดูใจดีและมีเมตตา ทำให้นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฮูหยินผู้นั้นจะยอมส่งตัวบุตรสาวสายตรงของตัวเองออกไปตกระกำลำบากข้างนอก เพียงเพราะเรื่องราวความเชื่อที่ดูไร้สาระเช่นนั้น
จนกระทั่งตอนนี้ เมื่ออาฉานได้มาพบเจอกับหลินซุ่ยด้วยตัวเอง นางกลับเริ่มรู้สึกขึ้นมาว่า บางทีข่าวลือเหล่านั้นอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้
ในขณะที่พวกนางทั้งสองคนกำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างสะเปะสะปะก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางฝั่งบันได พร้อมกับเสียงแหบพร่าของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ตะโกนดังลั่น
“หลินเอ้อร์ อย่ามัวแต่ชักช้าอยู่ข้างล่างเลย รีบขึ้นมาเร็วเข้า หากยังขืนมัวโอ้เอ้ เดี๋ยวบิดากับพี่ชายคนโตของเจ้าก็เดินผ่านไปก่อนหรอก”
“เข้าใจแล้วน่า เลิกพูดมากเสียที”
สิ้นสุดประโยคสนทนาดังกล่าว กลุ่มคุณชายหนุ่มที่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราจำนวนห้าคนก็พากันเดินก้าวขึ้นมาบนพื้นที่ชั้นสองของเหลาอาหาร
อาฉานเพียงแค่ปรายตามองไปทางกลุ่มคนเหล่านั้น ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย นางรู้สึกว่าช่วงนี้ตัวนางเองมีโอกาสได้พบเจอกับคุณชายเซวียจ้าวบ่อยครั้งเกินไปหรือไม่ การที่ต้องมาบังเอิญเจอเขาในสถานที่เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่โชคร้ายไม่น้อย
หลังจากนั้น สายตาของนางก็กวาดมองไปยังชายหนุ่มอีกสี่คนที่เหลือ ซึ่งยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด นางใช้เวลาครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อคราวที่แล้วตอนที่นางเดินทางไปเยือนร้านตัดเสื้อที่ถนนเทียนเจีย นางก็เคยพบเจอกับกลุ่มคุณชายเหล่านี้มาก่อน
ทางฝั่งของเซวียจ้าวเองก็สังเกตเห็นอาฉานเช่นเดียวกัน ทว่าในครั้งนี้เขากลับเลือกที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่นและทำทีเป็นมองไม่เห็นนาง เหตุผลก็เป็นเพราะเมื่อสองวันก่อน หลังจากที่เขาเดินทางกลับมาจากตรอกชางผิง พ่อบ้านก็เอาเรื่องราวการกระทำทั้งหมดของเขาไปรายงานให้ผู้เป็นบิดาได้รับรู้ จนทำให้เขาถูกลงโทษด้วยการให้ไปคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ภายในศาลบรรพชนนานถึงสองวันเต็ม
ประกอบกับผู้เป็นมารดาก็คอยกำชับนักหนาว่าในช่วงนี้อย่าเพิ่งไปหาเรื่องจี้ฉาน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเผลอตัวสร้างปัญหาขึ้นมาอีก เขาจึงตัดสินใจทำเหมือนว่านางไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
แม้ว่าเซวียจ้าวจะไม่ได้เดินเข้ามาหาเรื่อง แต่กลับกลายเป็นว่าคุณชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ถูกคนอื่นเรียกว่าหลินเอ้อร์ กลับเป็นฝ่ายก้าวเท้าเดินตรงดิ่งมายังโต๊ะที่อาฉานนั่งอยู่ หลินเหิงเดินขมวดคิ้วเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของพวกนาง ก่อนจะเปิดปากตั้งคำถาม
“หลินซุ่ย เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
อาฉานกวาดสายตาประเมินรูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะค้นพบว่าเขามีเค้าโครงใบหน้าที่ดูคล้ายคลึงกับหลินซุ่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอยู่ไม่น้อย ประกอบกับการที่พวกเขาทั้งสองคนมีแซ่เดียวกัน ทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเป็นพี่ชายของหลินซุ่ยหรือไม่ ทว่าเมื่อพิจารณาจากท่าทีที่เขาแสดงออก ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“มันไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า”
อาฉานสรุปเรื่องราวในหัวเสร็จสรรพ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เรียกได้ว่าย่ำแย่เลยทีเดียว
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าคงมารอพบท่านพ่อสินะ เจ้าคงไม่ได้คิดกระมังว่า หลังจากที่เจ้าสร้างเรื่องจนทำให้ท่านแม่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อไปแล้ว ท่านพ่อจะยอมออกหน้าปกป้องเจ้า เจ้ากำลังฝันกลางวันอยู่หรืออย่างไร?”
หลินเหิงส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ ก่อนจะทอดสายตามองเหยียดน้องสาวที่ถูกส่งตัวไปเลี้ยงดูอยู่ในชนบทตั้งแต่ยังเด็กจนกลายเป็นคนไร้สกุลรุนชาติ
หลินซุ่ยไม่ได้ปริปากตอบโต้กลับไป ในขณะที่อาฉานสามารถสังเกตเห็นความลังเลวูบไหวพาดผ่านดวงตาของนาง ทางฝั่งของหลินเหิงก็ดูเหมือนจะยังไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ เขาจึงเปิดปากพูดจาถากถางต่อไป
“สิ่งที่ท่านพ่อเกลียดชังมากที่สุดในชีวิตก็คือคนที่มีนิสัยต่ำทรามเช่นเจ้า ขนาดคู่หมั้นของน้องสาวตัวเองเจ้ายังกล้าแย่งชิงมาได้ ช่างเป็นคนที่ไร้ยางอายเสียจริง”
ประโยคดังกล่าวดูเหมือนจะจี้ใจดำของหลินซุ่ยเข้าอย่างจัง ทำให้แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันในชั่วพริบตา
“น้องสาวงั้นหรือ ก็คงมีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่ยอมทะนุถนอมตัวขยะสกปรกพรรค์นั้นแล้วยกย่องให้เป็นน้องสาว แม่ทัพอันซีมีบุตรสาวสายตรงเพียงแค่คนเดียว ซึ่งคนคนนั้นก็คือข้า แล้วน้องสาวของเจ้ามันนับเป็นตัวอะไรกัน”
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศการโต้เถียงระหว่างทั้งสองคนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะลงไม้ลงมือกัน อาฉานจึงตัดสินใจใช้ตะเกียบเคาะลงบนขอบชามเสียงดัง
“คุณชายท่านนี้ การที่คุณชายมายืนทำเสียงดังโวยวายอยู่ข้างโต๊ะอาหารของผู้อื่นเช่นนี้ มันดูเป็นการเสียมารยาทไปหน่อยหรือไม่”
หลินเหิงปรายตามองอาฉานเพียงเล็กน้อย พลางคิดในใจว่าสตรีที่มานั่งร่วมโต๊ะกับหลินซุ่ยได้ คงจะไม่ใช่คนที่มีชาติตระกูลสูงส่งอะไรนัก ในขณะที่เขากำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง เซวียจ้าวที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็รีบส่งเสียงเรียกแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“พี่หลิน รีบเดินมาทางนี้เร็วเข้า ขบวนเดินทางของแม่ทัพอันซีมาถึงแล้ว”
ในช่วงเวลานั้นเอง เสียงร้องด้วยความตื่นเต้นยินดีของฝูงชนก็ดังแว่วขึ้นมาจากทางด้านล่าง ทำให้หลินเหิงเกิดความลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะยอมหมุนตัวเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารของตัวเองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก หลินซุ่ยกับอาฉานเองก็หันหน้าไปมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชั้นล่างเช่นเดียวกัน บนถนนด้านล่าง ขบวนทหารของเจิ้นเป่ยโหวตกำลังเคลื่อนตัวผ่านไปอย่างเชื่องช้า บุคคลที่ขี่ม้าสายพันธุ์ดีนำหน้าขบวนมาเป็นคนแรกก็คือเจิ้นเป่ยโหว
แม้ว่าอายุอานามของเจิ้นเป่ยโหวจะไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเขากลับดูเหมือนชายวัยกลางคนที่มีอายุเพียงแค่สี่สิบกว่าปีเท่านั้น เขาสวมใส่ชุดเกราะสีดำทะมึนโดยที่ไม่ได้สวมหมวกเกราะปกปิดใบหน้า รูปร่างหน้าตาของเขาดูธรรมดาสามัญ ทว่าแววตาที่จ้องมองมากลับดุดันจนน่ากลัว ซึ่งทุกครั้งที่เขากวาดสายตามองผ่านกลุ่มฝูงชน เสียงร้องตะโกนด้วยความยินดีของชาวบ้านก็ถึงกับหยุดชะงักไปในทันที อาฉานกล้าสาบานได้เลยว่า เมื่อครู่นางเพิ่งจะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้จ้าดังแทรกขึ้นมาจากในกลุ่มฝูงชน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเด็กคนนั้นคงจะถูกสายตาอันน่าเกรงขามของเขาทำให้ตกใจกลัวจนร้องไห้ออกมา
ถัดจากเจิ้นเป่ยโหวไปทางด้านหลังฝั่งซ้ายมือ บุรุษที่นั่งขี่ม้าตามมานั้นกลับมีรูปลักษณ์ที่ดูดีกว่ามาก เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีท่าทีสง่างามและดูภูมิฐาน ซึ่งอาฉานก็ได้ยินพี่ชายของหลินซุ่ยส่งเสียงเรียกชายผู้นี้ว่าท่านพ่อ
ดูเหมือนว่าชายที่อยู่ด้านล่างจะบังเอิญได้ยินเสียงเรียกของหลินเหิงเข้าพอดี เขาจึงเงยหน้าขึ้นมามองบนชั้นสอง พร้อมกับเผยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า ก่อนจะส่งเสียงตอบรับกลับไป
“เหิงเอ๋อร์”
แตกต่างจากท่าทีตื่นเต้นดีใจของหลินเหิงอย่างสิ้นเชิง หลินซุ่ยเพียงแค่นั่งมองชายวัยกลางคนที่ขี่ม้าผ่านไปอย่างเงียบๆ ซึ่งในตอนนั้น ชายผู้นั้นก็น่าจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของหลินซุ่ยที่นั่งอยู่บนชั้นสองแล้วเช่นกัน ทว่าเขากลับไม่ได้แสดงท่าทีสนใจหรือตอบสนองใดๆ กลับมาเลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดเจนเลยว่า บางทีเขาอาจจะจำหน้าบุตรสาวของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ
ขบวนเดินทางเคลื่อนตัวผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลินเหิงที่กำลังรู้สึกตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ก็ไม่สนใจที่จะหาเรื่องหลินซุ่ยอีกต่อไป เขาเอาแต่พูดพึมพำเสียงดังว่าต้องการจะรีบกลับไปรอรับผู้เป็นบิดาที่จวน ก่อนที่ชายหนุ่มอีกหลายคนที่มาด้วยกันจะพากันเดินตามเขาลงไปชั้นล่าง
หลินซุ่ยยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ลุกไปไหน นางยอมเอนกายกลับไปพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม ก่อนจะยกชามโจ๊กที่เริ่มเย็นชืดขึ้นมาตักกินอีกหนึ่งคำ
“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” อาฉานถามขึ้น
หลินซุ่ยเงยหน้าขึ้นมาปรายตามองนางเล็กน้อย
“ทำไม เจ้ากำลังรู้สึกสงสารข้างั้นหรือ?”
ในขณะที่นางกำลังจะเปิดปากบอกว่าตัวเองไม่ต้องการความสงสารจากใคร อาฉานก็เป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ข้าก็แค่รู้สึกอิจฉาเจ้าเล็กน้อย อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีท่านพ่อให้พบหน้า”
ไม่เหมือนกับตัวนาง ที่ถูกบิดาแท้ๆ ทอดทิ้งไปแล้ว
หลินซุ่ยหวนนึกถึงเรื่องราวข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับจี้ฉาน ทำให้ความรู้สึกขุ่นเคืองใจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มมลายหายไปจนหมดสิ้น มันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด ถึงอย่างไรนางก็ยังมีบิดาให้พึ่งพา แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน แต่ในตอนนี้นางก็ยังสามารถกลับไปทำความรู้จักกับเขาที่บ้านได้ ต่างจากจี้ฉานที่พอสูญเสียมารดาไปแล้ว ก็เหมือนกับสูญเสียบิดาไปด้วยเช่นเดียวกัน
หลังจากที่พวกนางทั้งสองคนรับประทานอาหารกันจนเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่อาฉานกำลังจะควักเงินออกมาจ่ายค่าอาหาร หลินซุ่ยก็ชิงตัดหน้าวางเงินลงบนโต๊ะเสียก่อน
“ขอบใจเจ้ามากสำหรับที่นั่งในวันนี้ มื้อนี้ข้าจะเป็นคนเลี้ยงเอง”
อาฉานไม่ได้ตอบปฏิเสธความหวังดีนั้น
“ตกลง หากมีโอกาสในคราวหน้า ข้าจะเป็นฝ่ายเลี้ยงเจ้าบ้าง”
เมื่อได้ดูเรื่องสนุกสนานจนเป็นที่พอใจแล้ว แถมยังได้รับประทานอาหารจนอิ่มท้อง อาฉานก็ตัดสินใจแวะซื้อเลือดกวางสดใหม่หนึ่งถัง ก่อนจะเดินทางกลับไปที่บ้านของตัวเอง
ทางฝั่งของหลินซุ่ย แม้ว่านางจะไม่ได้มีความรู้สึกอยากกลับบ้านสักเท่าไหร่ แต่เมื่อนึกดูแล้ว นางก็ไม่มีสถานที่อื่นให้ไปพักพิงได้อีกนอกจากจวนแม่ทัพ หลังจากที่เดินก้าวเท้าออกมาจากเหลาอาหาร พวกนางทั้งสองคนก็แยกย้ายกันเดินจากไปในทิศทางที่แตกต่างกัน
[จบบท]