บทที่ 9: เกลี้ยกล่อม
“ข้าเป็นฝ่ายหาเรื่องทะเลาะกับนางเสียที่ไหน นางต่างหากที่ตั้งใจจะยั่วโมโหให้ข้าอกแตกตาย! แล้วยังจะมีนายท่านอีกคน ไม่รู้ว่าไปกินยาผิดสำแดงมาจากที่ใด จู่ๆ ก็เห็นดีเห็นงามว่าเจ้าเซวียหมิงถังนั่นเป็นคนดีเหมาะสม ลูกสาวข้าทั้งคนจะให้ไปแต่งกับขุนนางขั้นหกกระจอกงอกง่อยได้อย่างไร ต่อให้วาสนาไปไม่ถึงระดับสะใภ้ตระกูลกงตระกูลโหว ก็ไม่ใช่ว่าจะหลับหูหลับตาคว้าใครก็ได้มาแต่งด้วยเสียหน่อย”
ซุนมามาได้แต่ลอบถอนหายใจยาว ฮูหยินของนางเป็นเช่นนี้มาหลายปีดีดัก จะห้ามปรามอย่างไรก็คงไม่ฟัง
ถึงแม้เสี่ยวหลินซื่อจะเป็นคนปากร้ายและอารมณ์ร้อน แต่บทจะหายโกรธก็หายเร็วราวกับพายุที่พัดผ่าน เมื่ออาการปวดท้องทุเลาลง นางจึงเริ่มนึกขึ้นได้ว่ายังมีหลานสาวอีกคนนั่งเงียบเชียบอยู่มุมห้อง
สายตาของนางเบนกลับมาที่อาฉาน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ได้ข่าวว่าคืนนั้นเจ้าไปเจอเข้ากับเคราะห์ร้ายจากปีศาจ ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วกระมัง?”
อาฉานยังคงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ ใต้เท้าจากสำนักหมิงจิ้งตรวจสอบแล้วว่าข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงปล่อยตัวข้าออกมาเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” เสี่ยวหลินซื่อพยักหน้าส่งๆ “แม่เจ้าก็ไม่อยู่แล้ว ในเมืองหลวงแห่งนี้เจ้าเหลือข้าเป็นญาติเพียงคนเดียว อย่าได้เที่ยวไปก่อเรื่องเดือดร้อนจนพลอยพาข้าซวยไปด้วยก็แล้วกัน”
มุมปากของอาฉานยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา นางควรจะตอบรับคำพูดนี้อย่างไรดี? จะชื่นชมว่าท่านน้าหญิงผู้นี้ช่างเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาดีกระนั้นหรือ?
“ปีนี้เจ้าก็อายุสิบแปดแล้วสินะ จะโทษก็ต้องโทษแม่เจ้าที่รั้งตัวเจ้าไว้จนป่านนี้ เรื่องออกเรือนก็ไม่ยอมตระเตรียมไว้ให้แต่เนิ่นๆ มาตอนนี้จะไปหาบ้านสามีดีๆ ที่ไหนได้ง่ายๆ”
อาฉานหลุบตาลงต่ำ ซ่อนแววตาที่แท้จริงไว้ภายใต้แพขนตายาว ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “อาฉานตั้งใจจะไว้ทุกข์ให้ท่านแม่จนครบสามปีเจ้าค่ะ ยังไม่มีใจคิดเรื่องออกเรือน”
“จะไม่แต่งงานได้อย่างไร!”
เสี่ยวหลินซื่อร้องเสียงหลงราวกับได้ยินเรื่องคอขาดบาดตาย นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหมอน ปรับสีหน้าให้ดูจริงจังราวกับผู้ใหญ่ที่หวังดีกำลังสั่งสอนลูกหลาน
“เจ้ามีรูปโฉมงดงามปานนี้ หากวาสนาดีหน่อย ประตูจวนอ๋องจวนโหวก็ใช่ว่าจะเข้าไปไม่ได้ ต่อให้ต้องไปเป็นอนุภรรยา ก็ยังสุขสบายกว่าระหกระเหินอยู่ข้างนอก หากมัวแต่รอไว้ทุกข์จนครบสามปี ถึงตอนนั้นใครเขาจะยังต้องการสตรีทึนทึกเช่นเจ้า”
ในอดีตนั้น การที่พี่สาวสายตรงสามารถเอาชนะใจผู้คนและมีชีวิตที่รุ่งโรจน์เหนือกว่านางได้ สาเหตุสำคัญก็เป็นเพียงเพราะรูปโฉมที่งดงามสะดุดตาบุรุษ
เสี่ยวหลินซื่อมั่นใจว่าตนเองเข้าใจความคิดอ่านของพวกผู้ชายดีที่สุด หากปล่อยให้พวกเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงได้ยลโฉมจี้ฉานเข้าสักครั้ง เกรงว่าคงจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดความรู้สึกอยากครอบครองบุปผางามดอกนี้
เสี่ยวหลินซื่อไม่เคยคิดจะปกปิดความทะเยอทะยานของตนเอง นางปรารถนาที่จะเกาะเกี่ยวอำนาจและไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า หากไม่ใช่เพราะบุตรสาวในไส้อย่างจ้าวเวินเยว่ถอดแบบหน้าตามาจากสามีราวกับพิมพ์เดียวกัน รูปโฉมจึงดูธรรมดาสามัญไปบ้าง นางคงจะทุ่มเทแรงกายแรงใจปูทางให้ลูกสาวไปนานแล้ว
ทว่าในเวลานี้ บุตรสาวของนางกลับเอาแต่วางแผนจับจ้องไปที่เซวียหมิงถังเพียงคนเดียว ความหวังเดียวที่นางจะใช้เป็นบันไดไต่เต้าได้จึงเหลือเพียงหลานสาวผู้นี้เท่านั้น
นางมองพินิจใบหน้าของจี้ฉาน พลางคำนวณผลได้ผลเสียในใจ เสี่ยวหลินซื่อรู้สึกว่าตนเองได้พิจารณาเผื่อทางเลือกที่ดีที่สุดให้แก่หลานสาวแล้ว นี่ชัดเจนว่าเป็นข้อตกลงที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย แต่ทว่าอาฉานกลับนั่งนิ่ง ไม่แสดงท่าทีคล้อยตามคำหว่านล้อมแม้แต่น้อย
หลังจากทนนั่งฟังเสี่ยวหลินซื่อวาดวิมานในอากาศ พรรณนาถึงชีวิตอันสุขสบายในวันข้างหน้าอยู่นาน อาฉานจึงวางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่สวยทอดมองไปข้างหน้าด้วยความสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณท่านน้าที่หวังดี แต่ทว่าท่านแม่เคยกำชับข้าไว้ก่อนสิ้นใจ ว่าหากจะออกเรือน ต้องแต่งเป็นภรรยาแต่งเท่านั้น ห้ามลดตัวลงไปเป็นรองหรือทำเรื่องเสื่อมเสียเกียรติเด็ดขาด”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสี่ยวหลินซื่อเลือนหายไปทันที ใบหน้าของนางบึ้งตึงลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ช่างไม่รู้ดีชั่วเอาเสียเลย ด้วยสถานะของเจ้าในตอนนี้ ต่อให้แต่งกับบัณฑิตยากจน เขาก็ยังรังเกียจเจ้า แล้วนี่ยังจะฝันสูงอยากเป็นภรรยาแต่งอีกรึ แม่ของเจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้ สั่งสอนลูกให้หัวแข็งเหมือนท่อนไม้ไม่มีผิด”
เมื่อความโกรธแล่นริ้วขึ้นมา เสี่ยวหลินซื่อก็เริ่มพรั่งพรูคำตำหนิติเตียนออกมาไม่หยุดหย่อน นางขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตขึ้นมาต่อว่าพี่สาวสายตรงผู้ล่วงลับ ราวกับต้องการระบายความอัดอั้นตันใจและความริษยาที่สั่งสมมาตลอดหลายปี
อาฉานเพียงแต่นั่งฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยท่าทีสงบ นางไม่คิดจะโต้เถียงให้มากความ แต่ก็ไม่ได้เออออห่อหมกไปด้วย หญิงสาวเพียงปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นไหลผ่านหูไปเหมือนสายลม
ในจังหวะนั้นเอง เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องโถงเพื่อรายงาน
“ฮูหยิน คุณชายใหญ่มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนมาหา แทนที่ใบหน้าของเสี่ยวหลินซื่อจะฉายแววปิติยินดี นางกลับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงนใจและระคนหงุดหงิด
“เวลานี้เขาควรจะอยู่ที่สำนักศึกษา เหตุใดจึงโผล่มาที่นี่ได้”
จะโทษว่านางเย็นชาต่อบุตรชายก็คงไม่ได้ เพราะเมื่อช่วงก่อนปีใหม่ นางเพิ่งจับได้ว่าจ้าวเวินเซิงไม่กลับบ้านกลับช่องติดต่อกันหลายคืน ร้อนถึงนางต้องเค้นคอถามบ่าวรับใช้คนสนิทของลูกชาย จนได้ความจริงอันน่าตกใจ ว่าลูกชายที่นางฝากความหวังไว้สูงลิบลิ่วกลับถูกเพื่อนฝูงชักจูงให้เข้าบ่อนพนัน
วันที่นางตามไปเจอตัว จ้าวเวินเซิงติดหนี้บ่อนพนันไปแล้วกว่าหนึ่งพันตำลึงเงิน นางจำต้องให้สาวใช้รีบกลับจวนไปเบิกเงินมาใช้หนี้ ถึงจะไถ่ตัวลูกชายกลับมาได้
พอกลับถึงบ้าน นางนำเรื่องนี้ไปปรึกษาสามี จ้าวหมิงโกรธจัดจนลงไม้ลงมือเฆี่ยนตีลูกชายปางตาย ทั้งยังขู่คำขาดว่าหากยังกล้ากลับไปเล่นพนันอีก จะขับไล่ออกจากตระกูลทันที
เสี่ยวหลินซื่อเองก็โกรธจนตัวสั่นจึงช่วยสามีต่อว่าลูกชายไปหลายคำ แต่ผลที่ได้คือถูกลูกชายผลักจนเกือบจะล้มกระแทกพื้น
เพราะเหตุการณ์นั้น ความเอ็นดูที่เคยมีให้บุตรชายคนโตจึงลดฮวบลง กลายเป็นความขวางหูขวางตาในยามนี้
จ้าวเวินเซิงเดินก้าวเข้ามาในห้องโถง เมื่อได้ยินเสียงบ่นของมารดา เขาก็รีบฉีกยิ้มประจบเอาใจ
“ลูกได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านแม่นึกอยากกินของสดจากแม่น้ำ ระหว่างทางไปสำนักศึกษา ลูกบังเอิญเห็นพ่อค้าวางแผงขายปลาเป็น ตัวยังสดๆ อยู่เลย จึงรีบซื้อแล้ววกกลับมาที่จวนขอรับ”
เป็นความจริงดังที่ลูกชายว่า นับตั้งแต่ตั้งครรภ์ท้องนี้ ในช่วงสามเดือนแรกนางแพ้ท้องหนักมาก กินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาจนหมด ร่างกายซูบผอมและทรมานยิ่งนัก แต่พอเข้าเดือนที่หก อาการแพ้ท้องเริ่มทุเลา นางกลับรู้สึกอยากกินแต่อาหารที่มีกลิ่นคาวปลา
น่าเสียดายที่ในฤดูกาลนี้ ปลาสดหายากยิ่งนัก ทำให้ความอยากอาหารของนางไม่เคยได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์
พอรู้ว่าลูกชายยังมีความกตัญญู จดจำสิ่งที่นางชอบได้ คิ้วที่ขมวดมุ่นของเสี่ยวหลินซื่อก็คลายลง น้ำเสียงที่ใช้พูดคุยจึงอ่อนลงหลายส่วน
“มิน่าเล่า ตัวเจ้าถึงได้มีกลิ่นคาวปลาติดมาด้วย เจ้าช่างมีน้ำใจจริงๆ”
นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนเด่นออกมาเบาๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน
“เจ้าน้องคนนี้ ดูท่าจะเป็นเด็กชอบกินปลา ไม่เหมือนตอนท้องเจ้า ตอนนั้นแม่ชอบกินแต่ของหวาน”
จ้าวเวินเซิงพึมพำเสียงเบา “ลูกไม่เห็นจะชอบของหวานตรงไหน”
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง นางสวมชุดเสื้อกระโปรงนวมสีขาวดูเรียบง่าย แต่ใบหน้ากลับงดงามหมดจด ดวงตาใสกระจ่างดุจน้ำค้างยามเช้า ความงามที่เรียบง่ายแต่ตราตรึงใจทำให้แววตาของจ้าวเวินเซิงฉายประกายตะลึงลาน
“แม่นางผู้นี้คือ...”
เสี่ยวหลินซื่อรีบตัดบททันควัน “แม่นางอะไรกัน นั่นคือน้องหญิงจี้ ญาติผู้น้องของเจ้า”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นน้องหญิงจี้ ทำไมเมื่อก่อนข้าไม่เคยเห็นน้องหญิงมาเที่ยวที่บ้านเราเลย”
จ้าวเวินเซิงจ้องมองอาฉานตาไม่กระพริบ สายตาโลมเลียอย่างเปิดเผยทำให้บรรยากาศเริ่มอึดอัด
“พอได้แล้ว เรื่องของน้องหญิงจี้เจ้าไม่ต้องมาซักไซ้ให้มากความ”
เสี่ยวหลินซื่อไม่ต้องการให้บุตรชายมายุ่งวุ่นวายกับหลานสาวคนนี้ หากลูกชายตัวดีเกิดถูกใจจี้ฉานขึ้นมา แล้วเรียกร้องจะแต่งงานแบบญาติซ้อนญาติ นางคงปวดหัวตาย นางไม่มีวันยอมให้จี้ฉานในสภาพตกอับเช่นนี้แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้สกุลจ้าวอย่างแน่นอน
จ้าวเวินเซิงจำต้องละสายตาจากหญิงงามอย่างเสียดายเมื่อเห็นมารดาเริ่มทำหน้าดุ
“เวลานี้เจ้าควรรีบกลับไปที่สำนักศึกษาได้แล้ว เดี๋ยวอาจารย์จะส่งคนไปฟ้องพ่อเจ้าอีก”
“ขอรับ ลูกทราบแล้ว”
“แล้วก็จำไว้ พ่อเจ้าบอกว่าเดิมทีเจ้าก็หัวช้ากว่าคนอื่นอยู่แล้ว ยิ่งต้องขยันหมั่นเพียรให้มากกว่าผู้อื่น หากแม่รู้ว่าเจ้าแอบไปเถลไถลข้างนอกอีก แม่จะให้พ่อเจ้าส่งเจ้ากลับไปอยู่บ้านเดิมที่ชนบท”
จ้าวเวินเซิงก้มหน้าลง ซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย พลางรับคำเสียงอ่อย
“ลูกไม่กล้าขอรับ”
ทว่าในจังหวะที่เขาหันหลังเดินจากไป อาฉานมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่พอใจฉายชัดอยู่ในดวงตาของลูกพี่ลูกน้องผู้นั้น
เมื่อจ้าวเวินเซิงเดินพ้นสายตาไปแล้ว เสี่ยวหลินซื่อก็หันกลับมาจดจ่อที่อาฉานอีกครั้ง ดูเหมือนนางจะปักใจแน่วแน่ว่าจะต้องเกลี้ยกล่อมให้อาฉานยอมแต่งงานให้ได้ นางเริ่มสาธยายถึงข้อดีของการมีสามี โดยยกเอาชีวิตของตนเองเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ
เสี่ยวหลินซื่อมักจะภูมิใจเสมอว่า นอกจากลูกๆ ที่ไม่ได้ดั่งใจแล้ว ชีวิตหลังแต่งงานของนางนับว่าสุขสบายยิ่งนัก สามีของนางตามใจนางทุกอย่าง ที่จวนแห่งนี้ไม่มีสาวใช้ข้างห้องหรืออนุภรรยามากวนใจ ซึ่งดีกว่าชีวิตของพี่สาวสายตรงที่แม้แต่สามีแอบเลี้ยงดูเมียเก็บไว้ข้างนอกก็ยังไม่รู้ระแคะระคาย
อาฉานทำทีเป็นพยักหน้าเออออตามน้ำไปตามมารยาท พลางเอ่ยชมเชยไปสองสามประโยคเพื่อให้บทสนทนาดำเนินต่อไป
แต่แล้วเสี่ยวหลินซื่อก็วกกลับมาโจมตีจุดอ่อนของนางอีกครั้ง
“ดูเจ้าสิ งานการอะไรก็ทำไม่เป็น ไม่มีวิชาชีพติดตัวสักอย่าง แล้วยังจะดื้อรั้นจะไว้ทุกข์ให้แม่อีกตั้งสามปี เกรงว่ายังไม่ทันจะผ่านเดือนแรกไป เจ้าคงได้อดตายเสียก่อน”
อาฉานนิ่งคิดทบทวนตามคำพูดนั้น สำหรับคุณหนูในห้องหออย่างจี้ฉานแล้ว นางไม่มีทักษะในการหาเลี้ยงชีพจริงๆ เพราะใครจะไปคาดคิดว่าวันหนึ่งบุตรสาวขุนนางผู้สูงศักดิ์จะต้องตกอับถึงเพียงนี้
แต่สำหรับอาฉาน... ปีศาจจิ้งจอกผู้สวมร่างมนุษย์
หากจะพูดถึงวิชาชีพหรือฝีมือที่นางถนัด... นางกลับมีอยู่อย่างหนึ่งที่เชี่ยวชาญยิ่งนัก
[จบบท]