บทที่ 97: ความวุ่นวายหน้าจวนแม่ทัพ
อาฉานไม่คิดเลยว่าเพียงแค่นางเกลี้ยกล่อมไป๋ซิวมิ่งไปเมื่อวาน วันนี้เจิ้นเป่ยโหวจะถูกสั่งกักบริเวณอยู่แต่ในจวน แม้ระยะเวลาจะกำหนดไว้เพียงสามเดือน แต่นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตพอสมควร
อาฉานคิดทบทวนกับตัวเองว่า หากคราวหน้านางไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ใดอีก นางจะต้องพยายามซ่อนตัวให้มิดชิดกว่านี้ จะไม่ยอมให้ไป๋ซิวมิ่งเกิดความสงสัยและต้องมาเปลืองแรงจัดการเรื่องราวให้นางอีก ถือเสียว่านี่คือการตอบแทนความหวังดีของเขา
หลังจากได้รับเงินชดเชยจำนวนห้าพันตำลึงจากเจิ้นเป่ยโหวเมื่อวานนี้ อาฉานกับฮุ่ยเหนียงก็ปรึกษาหารือกัน พวกนางตั้งใจว่าจะทุบอาคารสองชั้นหลังเดิมทิ้งแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ฮุ่ยเหนียงจึงนำเงินไปซื้อลานบ้านที่อยู่ด้านหลังติดกันเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกนางก็สามารถทุบกำแพงเชื่อมลานทั้งสองเข้าด้วยกัน และวางผังจัดสรรพื้นที่บริเวณนั้นใหม่ทั้งหมด
เมื่ออาคารหลังเก่ากำลังจะถูกรื้อถอนเพื่อสร้างใหม่ สตรีทั้งสองย่อมไม่สามารถพักอาศัยอยู่ที่ร้านได้อีกต่อไป อาฉานจึงตัดสินใจพาฮุ่ยเหนียงย้ายเข้าไปพักในจวนอีกแห่ง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บสินเดิมของมารดาจี้ฉานเอาไว้
จวนแห่งนั้นตั้งอยู่ในตรอกฉงหมิง ถัดออกไปไม่ไกลนักจากตลาดตะวันออก ทำเลที่ตั้งนับว่าดีเยี่ยม บริเวณโดยรอบล้วนเป็นจวนที่พักอาศัยของครอบครัวขุนนาง
อาฉานและฮุ่ยเหนียงเพิ่งย้ายข้าวของเข้ามาเมื่อคืนนี้ ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างยังไม่ได้จัดเตรียมให้เข้าที่เข้าทาง พวกนางเพียงแค่นอนหลับพักผ่อนในจวนแห่งนั้นไปหนึ่งคืน
พอรุ่งเช้าของวันนี้ อาฉานกับฮุ่ยเหนียงก็จัดการว่าจ้างรถเข็นให้มาช่วยขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดที่เคยเก็บไว้ในร้านกลับมายังจวน จากนั้นพวกนางก็เดินทางไปยังตลาดตะวันออกเพื่อหาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มเติม
เป็นเพราะอานุภาพจากทวนของเจิ้นเป่ยโหว ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านหลายชิ้นจึงพังเสียหายจนนำกลับมาใช้งานไม่ได้อีก พวกนางจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องควักเงินซื้อของใหม่มาทดแทน
กว่าพวกนางจะเดินจับจ่ายซื้อของจนเสร็จสิ้นและก้าวเท้าออกจากตลาดตะวันออก ด้านหลังก็มีรถเข็นบรรทุกสินค้าเพิ่มขึ้นมาถึงสองคัน
สตรีทั้งสองเดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนคนงานรับจ้างลากรถเข็นทั้งสองคนก็ออกแรงเข็นรถตามหลังพวกนางมาอย่างไม่รีบร้อน
เมื่อเดินเข้าสู่เขตตรอกฉงหมิง พวกนางสัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากตรอกชางผิงอย่างชัดเจน ผู้คนในละแวกนี้สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูมีราคามากกว่า ทว่าท่าทีที่พวกเขามีต่อผู้คนรอบข้างกลับดูหมางเมินและเย็นชา
อาฉานไม่ค่อยชอบบรรยากาศเช่นนี้เท่าใดนัก อาจเป็นเพราะนางคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเดิม นางจึงรู้สึกชอบอัธยาศัยของเพื่อนบ้านในตรอกชางผิงที่เป็นกันเองมากกว่า
หลังจากใช้เวลาเดินเท้ามาพักใหญ่ ในที่สุดพวกนางก็มาถึงหน้าประตูจวน อาฉานกำลังจะเอื้อมมือไปผลักบานประตู จังหวะนั้นเอง ประตูใหญ่ของจวนที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับเปิดกว้าง บรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ชราหลายคนพากันโยนข้าวของทิ้งออกมาด้านนอก
ตอนนี้อาฉานกลายเป็นคนที่ชอบดูเรื่องราวของชาวบ้านไปแล้ว เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า นางย่อมไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือ
นางหันไปส่งสัญญาณให้ฮุ่ยเหนียงพาคนลากรถเข็นทั้งสองเข้าไปขนถ่ายสินค้าด้านในจวน ส่วนตัวนางเองก็ขยับเท้าเดินเข้าไปใกล้ฝั่งตรงข้ามเพื่อสังเกตการณ์
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จวนหลังนั้นจนสามารถมองเห็นป้ายชื่อที่แขวนอยู่เหนือประตูใหญ่ได้อย่างชัดเจน อาฉานก็หยุดชะงักไป
เมื่อคืนนี้เป็นเพียงครั้งที่สองที่นางเดินทางมายังจวนแห่งนี้ นางทราบเพียงว่าจวนที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบนี้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นจวนขนาดสามเรือนซ้อน และผู้ที่พักอาศัยอยู่ล้วนเป็นครอบครัวขุนนาง
ทว่านางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า จวนที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจวนของนาง จะเป็นจวนของแม่ทัพอันซีหลินเฉิง
หลังจากที่บรรดาสาวใช้โยนข้าวของเหล่านั้นออกมาจนหมด หญิงรับใช้ชราสองคนก็ออกแรงผลักร่างของคนผู้หนึ่งให้พ้นจากเขตประตูจวน
เมื่ออาฉานมองเห็นรูปร่างของคนที่ถูกผลักออกมาว่าดูคุ้นตา นางจึงก้าวเท้าเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว
พอได้มองในระยะประชิด นางจึงเห็นชัดเจนว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลินซุ่ย
สภาพของหลินซุ่ยในเวลานี้ดูไม่ดีเลย พวงแก้มของนางบวมเป่ง มุมปากมีรอยเลือดซึมออกมา บ่งบอกให้รู้ว่านางถูกตบหน้ามาหลายครั้ง
เมื่อสาวใช้และหญิงรับใช้ชราเหล่านั้นถอยร่นออกไป สตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้างดงามก็เดินก้าวข้ามธรณีประตูออกมา โดยมีสตรีอายุน้อยรุ่นราวคราวเดียวกับหลินซุ่ยคอยประคองอยู่ข้างกาย
หลินซุ่ยที่ล้มพับลงไปกองกับพื้นค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ดวงตาของนางแดงก่ำ นางจ้องมองสองแม่ลูกที่ยืนอยู่หน้าประตูจวนไม่วางตา
ฮูหยินแม่ทัพอันซีผู้เป็นมารดากลับไม่ใส่ใจสายตาของนาง สตรีวัยกลางคนผู้นั้นสะบัดหน้าหนี
“ข้าคิดว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาที่ข้าคอยอบรมสั่งสอน เจ้าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเสียอีก ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะอาศัยความใจกว้างของข้า มาทำตัวเกเรจนบ้านช่องไม่มีความสงบสุขครั้งแล้วครั้งเล่า”
เมื่อได้ยินมารดากล่าวโทษตนเองเช่นนั้น หลินซุ่ยก็แค่นหัวเราะออกมา
“ท่านอบรมสั่งสอนข้างั้นหรือ สิ่งที่ท่านเรียกว่าการสั่งสอน ก็คือการคอยย้ำเตือนข้าอยู่ตลอดเวลา ว่าห้ามไปแย่งของของหลินติง และข้าต้องยอมถอยให้นางทุกเรื่อง ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้นด้วย?”
ฮูหยินแม่ทัพอันซีชี้หน้าด่าทอ
“ก็เพราะนางคือน้องสาวของเจ้าอย่างไรเล่า เหตุผลเรื่องพี่น้องต้องรักใคร่ปรองดองกันแค่นี้ เจ้าเรียนรู้ไม่ได้เลยหรือ ช่วงเวลาหลายปีที่เจ้าอาศัยอยู่บ้านนอก เจ้าซึมซับมาแต่ความหยาบกระด้างของพวกชาวนาใช่หรือไม่ คราวก่อนที่เจ้าไปแย่งงานแต่งงานของติงเอ๋อร์ ข้าก็พยายามไม่ถือสาหาความแล้ว คราวนี้เจ้ายังคิดจะทำเรื่องอันใดอีก?”
หลินซุ่ยสวนกลับทันควัน
“น้องสาวหรือ นางคู่ควรด้วยหรือ ท่านแม่ลืมไปแล้วกระมัง ข้าไม่เคยมีน้องสาว ลูกสาวของท่านคนนี้ เป็นเด็กที่ท่านรับมาจากตระกูลเดิมของท่าน นางอาจจะเป็นลูกสาวของท่าน แต่นางไม่มีวันเป็นน้องสาวของข้า”
ฮูหยินแม่ทัพอันซีกัดฟันแน่น
“เจ้าช่างกำเริบเสิบสาน”
พูดจบ ฮูหยินแม่ทัพอันซีกยกมือขึ้นทาบอก นางแสดงท่าทีคล้ายกับกำลังจะหมดสติ หลินติงรีบหันไปสั่งให้สาวใช้เข้ามาช่วยประคองร่างของมารดาเอาไว้ เวลาผ่านไปสักพัก ฮูหยินแม่ทัพอันซีจึงเริ่มมีอาการดีขึ้น
หลินซุ่ยยืนนิ่ง นางมองดูฮูหยินแม่ทัพอันซีที่รายล้อมไปด้วยสาวใช้และมีบุตรสาวคอยดูแล นางไม่ได้ขยับตัวเข้าไปหาแม้แต่ก้าวเดียว
จังหวะนั้น หลินติงก็ก้าวเท้าออกมายืนด้านหน้า
“พี่หญิง ข้ารู้ว่าท่านโกรธแค้นที่ข้าเข้ามาแย่งตำแหน่งของท่าน แต่ฐานะของข้านั้น ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่ และผู้อาวุโสทุกคนในจวนต่างก็ให้การยอมรับแล้ว ไม่ว่าท่านจะยอมรับหรือไม่ ข้าก็คือบุตรสาวของสกุลหลิน”
หลินซุ่ยทอดสายตามองหลินติงที่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง นางไม่ได้ตอบโต้สิ่งใดออกไป
ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน ตอนที่หลินซุ่ยเพิ่งถูกรับตัวกลับมายังสกุลหลิน นางเต็มไปด้วยความหวังว่าจะได้พบกับครอบครัว ทว่าสิ่งที่นางต้องเผชิญกลับเป็นมารดาที่เย็นชา มารดาที่สนิทสนมกับหลินติงราวกับเป็นสายเลือดเดียวกัน รวมถึงหลินเหิง พี่ชายรองที่คอยตามใจหลินติงทุกอย่าง
ในเวลาต่อมา นางจึงได้รู้ความจริงว่า มารดาไม่ได้มีความคิดที่จะรับนางกลับมาเลย เป็นเพราะนางถึงวัยปักปิ่นแล้ว และบิดาเป็นผู้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา มารดาจึงจำใจต้องตอบตกลง
เดิมทีหลินซุ่ยยังมีความหวังในตัวบิดาอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่หลังจากบิดากลับมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม
คนในจวนทุกคนต่างให้ความสำคัญกับหลินติงมากกว่า คล้ายกับว่าตัวนางที่เป็นบุตรสาวสายเลือดแท้ๆ กลับกลายเป็นคนที่ไม่มีความหมาย นางพยายามคิดทบทวนเรื่องนี้แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ และนางก็ไม่ยินยอมที่จะลดราวาศอกให้ใคร
หลินติงเชิดหน้าขึ้นอีกเล็กน้อย
“พี่หญิงชอบคู่หมั้นของข้า ข้าก็ยอมหลีกทางให้ ถือเสียว่านั่นคือสิ่งที่ข้าชดใช้ให้ท่านตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ท่านถึงกับยอมทำเพื่อคนนอก โดยการใส่ร้ายให้พี่รองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง เรื่องนี้ข้าไม่อาจยอมรับได้จริงๆ”
หลินซุ่ยกำหมัดแน่น
“ใส่ร้ายงั้นหรือ เขาออกไปล่าสัตว์ แต่กลับบังคับให้น้องชายของข้าเป็นคนนำทาง พอเผชิญหน้ากับอันตราย เขาก็ผลักน้องชายของข้าออกไปรับเคราะห์แทน หากไม่เป็นเพราะน้องชายของข้าดวงแข็ง เสียไปแค่ขาข้างเดียว ตอนนี้เขาก็คงไม่มีชีวิตรอดกลับมาแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าเคยใส่ร้ายเขาตรงไหน”
คำพูดของหลินซุ่ยไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกเห็นใจ ฮูหยินแม่ทัพอันซียังคงมีสีหน้าเรียบเฉย และหลินติงก็เช่นเดียวกัน
หลินติงส่ายหน้าไปมา
“พี่หญิงเข้าใจผิดแล้ว ท่านไม่มีน้องชาย ครอบครัวชาวนาพวกนั้น จะมีสิทธิ์อะไรมาเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพอันซีของเรา ในเมื่อตอนนี้พี่หญิงกลับมาอยู่ในจวนแล้ว ท่านก็ควรจะจดจำฐานะของตนเองให้ดี ไม่ใช่ทำตัวเพื่อปกป้องคนสกปรกเหล่านั้น จนต้องมาทำร้ายจิตใจของท่านแม่”
หลินซุ่ยตวาดเสียงดัง
“พวกท่านต่างหากที่เป็นคนสกปรก!”
ฮูหยินแม่ทัพอันซีตบหน้าอกตัวเอง
“หลินซุ่ย! หุบปากเดี๋ยวนี้! เจ้าช่างไม่รู้บุญคุณคนเสียจริง”
หลินซุ่ยจ้องหน้ามารดาเขม็ง
“ข้าพูดอะไรผิดหรือ ท่านแม่เอาความกล้าจากไหนมาสอนให้ข้าเป็นคนซื่อสัตย์ ลูกชายที่ท่านเลี้ยงดูมา ยังเทียบไม่ได้กับนิ้วมือเพียงนิ้วเดียวของน้องชายข้าด้วยซ้ำ ท่านยังหวังจะให้เขาได้ดิบได้ดีอีกหรือ เลิกฝันกลางวันเสียทีเถอะ”
ฮูหยินแม่ทัพอันซีแผดเสียงลั่น
“ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก!”
[จบบท]