กู้หรงชวนมีเสียงทุ้มต่ำฟังดูมีเสน่ห์มาก โจวอวิ๋นซูฟังแล้วรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อต รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ผู้ชายคนนี้มีคิ้วเข้มดวงตาคม ชุดเครื่องแบบสีเขียวทหารยิ่งขับให้เห็นรูปร่างไหล่กว้างเอวคอดของเขาชัดเจน บวกกับน้ำเสียงทุ้มต่ำและกลิ่นอายแข็งกร้าวที่แฝงความกดดันเล็กน้อย เรียกได้ว่าตรงกับรสนิยมของเธอทุกอย่าง ชาติก่อนเธอก็นับว่าเป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่ง แต่เธอไม่ชอบผู้ชายทำงานสายออฟฟิศที่ดูบอบบางแบบนั้น กลับชอบผู้ชายที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อนและกลิ่นอายความเป็นชายมากกว่า
“มะ...ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ” เพราะกลัวสายตาที่แทบจะเหมือนหมาป่าหิวโซของตัวเองจะหลุดออกไป โจวอวิ๋นซูจึงรีบก้มหน้า กู้หรงชวนคิดว่าตัวเองทำเธอกลัว จึงลดน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงก่อนแนะนำตัวอีกครั้ง
“ผมชื่อกู้หรงชวน สหายคุณชื่ออะไร?”
โจวอวิ๋นซูรีบยื่นมือออกไปจับมือกับเขา “สหายกู้สวัสดีค่ะ ฉันชื่อโจวอวิ๋นซู!”
แต่พอยื่นมือออกไปแล้ว เธอถึงเพิ่งเห็นว่ามือของตัวเองเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน เธอกำลังจะชักมือกลับ แต่กู้หรงชวนกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เขาคว้ามือเธอเอาไว้ทันที
“สวัสดีครับ สหายโจว!” ฝ่ามือใหญ่ที่มีข้อนิ้วชัดเจนของเขาจับเข้ากับมือเรียวเล็กที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันของโจวอวิ๋นซู จู่ๆเธอก็มีความรู้สึกเหมือนตัวเองทำให้เขาแปดเปื้อน เธอรู้สึกเขินเล็กน้อย พยายามดึงมือกลับ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ทันสังเกต ยังจับมือเธอไว้แน่น
ตอนที่เธอกำลังอึดอัดจนไม่รู้จะทำอย่างไรดีนั้น หวังซานเฉิงก็วิ่งเข้ามา ทำลายบรรยากาศแปลกๆ นี้ลง
“หัวหน้าทีม อารองของผมบอกแล้ว ถ้าซ่อมไม่ได้จริงๆ ก็ให้วัวช่วยลากรถแทรกเตอร์ออกไปก่อน...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็โดนกู้หรงชวนมองเย็นใส่ทันที “ซ่อมเสร็จแล้ว”
โจวอวิ๋นซูรีบฉวยโอกาสดึงมือกลับ ก่อนรีบถอยไปยืนอีกด้าน
“หา?” หวังซานเฉิงโดนหัวหน้าทีมของตัวเองจ้องจนรู้สึกหนาววาบในใจ ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่ทันเข้าใจว่าหัวหน้าทีมพูดอะไร
“ผมบอกว่ารถแทรกเตอร์ซ่อมเสร็จแล้ว นายไปสตาร์ตรถได้ อย่าขวางทางชาวบ้าน”
กู้หรงชวนขมวดคิ้ว แล้วพูดซ้ำอีกรอบ
“ครับ!” หวังซานเฉิงยังคงรับคำสั่งอย่างมึนงง แต่พอเดินไปได้สองก้าว เขาถึงเพิ่งได้สติ
“อะไรนะ หัวหน้าทีมบอกว่ารถแทรกเตอร์ซ่อมเสร็จแล้ว?”
ครั้งนี้กู้หรงชวนไม่แม้แต่จะตอบเขา หวังซานเฉิงก็ไม่ได้ใส่ใจ เขารีบเดินสองสามก้าวมาหยุดตรงหน้าโจวอวิ๋นซู แล้วพูดอย่างตื่นเต้น
“สหาย คุณเก่งจริงๆ ตอนแรกผมเห็นคุณเป็นผู้หญิง ยังกลัวว่าคุณจะซ่อมไม่เป็นอยู่เลย”
“ไม่คิดเลยว่าคุณจะเก่งขนาดนี้!”
โจวอวิ๋นซูยิ้ม ก่อนพูดอย่างถ่อมตัว “ก็พอใช้ได้ค่ะ จริงๆ ยังมีสหายผู้หญิงที่เก่งกว่าฉันอีกเยอะ”
หวังซานเฉิงเกาศีรษะ ก่อนยิ้มซื่อๆ “ผมรู้ ผู้นำใหญ่เคยพูดไว้แล้วว่า ผู้หญิงก็แบกครึ่งฟ้าได้”
“แค่ผมไม่ค่อยเคยเห็นผู้หญิงที่ซ่อมเครื่องจักรเป็น เลย...”
เขายังพูดไม่ทันจบ กู้หรงชวนก็เอ่ยขัดขึ้นมา “สหายหวังซานเฉิง นายควรไปปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว”
หวังซานเฉิงรีบยืนตรงชิดขาแล้วทำความเคารพตามสัญชาตญาณทันที “ครับ!”
โจวอวิ๋นซูก็ถือโอกาสเอ่ยลาเช่นกัน “ถ้าอย่างนั้นสหายกู้ ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
ครั้งนี้กู้หรงชวนไม่ได้รั้งเธอไว้อีก “ครับ ลำบากคุณแล้ว”
หลังกลับมาที่เกวียนวัวเมื่อครู่ โจวอวิ๋นซูก็ต้องเผชิญกับสายตาหลากหลายอารมณ์ของพวกจือชิง
หลี่ชิ่งหงเอ่ยชมตรงๆ “อวิ๋นซู เธอเก่งจริงๆ แม้แต่รถแทรกเตอร์ก็ยังซ่อมเป็น”
“ฉันโตมาในเขตบ้านพักครอบครัวของโรงงานเครื่องจักรไม่ใช่เหรอคะ พ่อฉันก็เป็นช่างเทคนิคของโรงงานเหมือนกัน”
“ได้เห็นได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก ยังไงก็ต้องเรียนรู้อะไรได้บ้าง” โจวอวิ๋นซูไม่ได้ถ่อมตัวเกินไป
แถมยังดึงพ่อเฮงซวยของเจ้าของร่างเดิมออกมาเป็นหลักฐานอ้างอิงด้วย ด้วยการช่วยเหลือจากระบบ เธอจะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ เตือนพวกเธอไว้ล่วงหน้าสักหน่อย พอความสามารถของเธอเริ่มเผยออกมาทีละนิด ทุกอย่างก็จะดูมีที่มาที่ไป หลี่ชิ่งหงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เธอจึงทำได้แค่ชื่นชมความสามารถของโจวอวิ๋นซู
แต่หวังเส้าหมิงกลับพูดว่า “ก็พูดแบบนั้นไม่ได้ เรื่องแบบนี้ยังต้องดูความพยายามกับพรสวรรค์ด้วย”
“อย่างบางคน ที่บ้านเชิญครูดีที่สุดมาสอนให้ สุดท้ายก็เรียนวาดรูปได้แค่ผิวเผิน”
คำพูดของเขาจงใจเหยียบอีกฝ่ายชัดเจนเกินไป ตอนกลางวัน เซวียฟางฟางยังพูดกับถังอวี่โหรวอยู่ที่ร้านอาหารของรัฐว่า จะไปสมัครตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่ต้องวาดรูปเป็นในคอมมูน
พอหันกลับมา เขาก็พูดจี้ตรงๆ ต่อหน้าทุกคนทันที
เซวียฟางฟางที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ก็ไม่คิดจะตามใจเขาอีกต่อไป เธอหัวเราะเย็นก่อนพูดว่า
“หึ อย่างน้อยฉันก็ยังมีความสามารถด้านวาดรูปที่พอเอาออกมาอวดได้ แล้วนายล่ะ มีอะไร? มีพ่อแม่เหรอ?”
หวังเส้าหมิงโมโหจนรีบถกแขนเสื้อทันที “เซวียฟางฟาง เธอพูดจาเกินไปแล้วนะ”
เซวียฟางฟางพูดอย่างไม่เกรงใจ “เกินไป? สรุปแล้วใครกันแน่ที่เกินไป?”
“ก่อนหน้านี้ฉันอารมณ์ดีเลยไม่คิดจะถือสา”
“ไม่คิดเลยว่านายจะได้คืบจะเอาศอก!” หวังเส้าหมิงก็เป็นแค่เสือกระดาษเท่านั้น
ถ้าเรื่องปากคอ หนึ่งร้อยคนอย่างเขาก็ยังสู้เซวียฟางฟางที่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งไม่ได้ พอเห็นพี่น้องของตัวเองเสียเปรียบ เซี่ยจ้าวซีที่ปกติรักษามาดว่าไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผู้หญิง ก็ไม่สนใจมาดอีกแล้ว
เขาอดตะคอกใส่เซวียฟางฟางไม่ได้ “เซวียฟางฟาง!”
น่าเสียดายที่ตอนนี้เซวียฟางฟางไม่ได้ชอบเขาแล้ว แถมยังมองเขาเป็นศัตรูอีกต่างหาก แล้วจะยังสนใจหน้าตาของเขาได้อย่างไร “เซี่ยจ้าวซี นายก็เป็นแค่คนประเภทใช้พี่น้องตัวเองเป็นเครื่องมือเท่านั้น อย่ามาทำเป็นวางท่าอยู่ต่อหน้าฉันเลย”
ช่วงนี้เซี่ยจ้าวซีเริ่มสังเกตได้แล้วว่าเซวียฟางฟางเปลี่ยนไป พอได้เผชิญหน้ากับการโจมตีจากคนที่ตัวเองเคยชอบโดยตรง ในใจก็เหลือเพียงความสับสนและไม่อยากเชื่อ ตอนที่เขายังเริ่มสงสัยในชีวิตอยู่ หวังเส้าหมิงก็รีบร้อนกระโดดออกมาโต้กลับแล้ว “เซวียฟางฟาง เธอนี่มันคนเจ้าเล่ห์จริงๆ!”
“ตามจีบพี่น้องของฉันไม่สำเร็จ ก็เลยเริ่มยุแยงให้พวกเราทะเลาะกัน ฉันไม่มีทางหลงกลเธอหรอก!”
ช่วงนี้เซวียฟางฟางได้เห็นความรอบคอบและความใส่ใจของเฉินอิ้งฮวามาโดยตลอด วันนั้นตอนเขาเพิ่งมาถึง ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เธอถูกโจวอวิ๋นซูเปิดโปงแผนการ จนถูกคนในจุดพักจือชิงทุกคนรังเกียจ
แต่เขากลับไม่รังเกียจสภาพน่าอับอายของเธอแม้แต่น้อย เขาช่วยดึงเธอลุกขึ้นอย่างอ่อนโยน แล้วยังคอยปลอบเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ปกติเขาก็ดีกับเธอมาก
เวลาลงไปทำงานในไร่ หลังทำงานของตัวเองเสร็จ เขาก็จะมาช่วยเธอ แถมยังปลอบเธออีกว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องลำบากเกินไป ขอแค่ได้แต้มงานพอเลี้ยงตัวเองก็พอแล้ว ตอนอยู่ในจุดพักจือชิง ในเวลาที่ทุกคนกีดกันเธอ มีแค่เขาเท่านั้นที่ยอมพูดคุยกับเธอ ตอนเธอไม่มีความสุข เขาก็ยังเอาของอร่อยมาปลอบเธอ
ตอนที่เซวียฟางฟางยังชอบเซี่ยจ้าวซีอยู่ เธอมักถูกเขามองด้วยสายตารังเกียจไม่ก็ทำหน้าเย็นชาใส่
เธอเคยได้รับการปฏิบัติที่อ่อนโยนแบบนี้ที่ไหนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินอิ้งฮวาก็หน้าตาไม่เลว ทั้งดูสุภาพสง่างามและมีมารยาท ดูจากรถจี๊ปที่ใช้มาส่งเขาลงชนบท รวมถึงเสื้อผ้าของใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว คาดว่าฐานะทางบ้านของเขาก็น่าจะดีไม่น้อย
เขายังเป็นที่นิยมในจุดพักจือชิงอีกด้วย ทำงานรอบคอบ และไม่เคยดูถูกใครเลย อารมณ์ก็ดี เวลาคนอื่นมีปัญหา เขาก็มักจะช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้
สำหรับเซวียฟางฟางแล้ว เฉินอิ้งฮวาเหนือกว่าเซี่ยจ้าวซีไปไกลลิบ ดังนั้น เธอจึงลืมความเจ็บปวดจากการรักข้างเดียวในชาติก่อนไปหมดแล้ว เธอฝืนใจตัวเองได้ไม่นาน ก็อดตกหลุมรักอีกครั้งไม่ได้
พอเซวียฟางฟางได้ยินหวังเส้าหมิงเปิดเผยเรื่องที่เธอเคยตามจีบเซี่ยจ้าวซีต่อหน้าเฉินอิ้งฮวา เธอก็รีบหันกลับไปมองเฉินอิ้งฮวาอย่างร้อนใจ พอเห็นว่าเขามีสีหน้าคลุมเครือ เธอก็เริ่มลนทันที
“สหายเฉิน คุณอย่าไปฟังที่หวังเส้าหมิงพูดมั่วซั่วนะ เรื่องมันไม่ใช่แบบนั้น!”