บทที่ 10: ช่วยศัตรูแก้แค้น?
ใบหน้าของย่าหวังซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อสบตากับย่าซ่งได้เพียงไม่กี่อึดใจ เธอก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง!
ย่าหวังมีท่าทีลนลาน ผลักหวังต้าจื้อ ลูกชายคนโตที่กำลังจะพุ่งเข้าไปหาเรื่องซ่งเหอ แล้วตวาดเสียงเบา “แกโง่หรือไง ยังจะไปมีเรื่องกับพวกเขาอีก ซ่งเหลียงยังเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่นะ การจะเอาน้องชายแกออกมายังต้องพึ่งเขา ตอนนี้เราจะแตกหักกับเขาไม่ได้ กลับบ้านก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
หวังต้าจื้อได้สติ รีบถอยหลังไปหลายก้าว แม่ของเขาพูดถูก
ย่าหวังหันไปพูดกับปู่หวังอีกว่า “พอได้แล้วน่า ขืนสู้กันจริงๆ จะจบยังไง ลูกชายคนเล็กของเรายังต้องให้เขาช่วยออกมานะ ไปเถอะ กลับบ้านกัน”
ปู่หวังมองภรรยาของตัวเองอย่างเคลือบแคลงสงสัย เมื่อครู่นี้ ย่าซ่งไปพูดอะไรกับเธอกันแน่? แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้คิดจะเปิดศึกกับตระกูลซ่งให้ถึงขั้นแตกหักกันไปข้างหนึ่งอยู่แล้ว จึงยอมโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์พูดจาอ้อมแอ้มกับปู่ซ่งที่มองมาอย่างเอาเรื่องอยู่สองสามคำ ก่อนจะพาลูกหลานตระกูลหวังทั้งหมดเตรียมตัวกลับ
แต่แล้วซ่งเหลียงกลับตะโกนขึ้นมาว่า “ลุงหวังครับ รอเดี๋ยวก่อน”
วันนี้คนตระกูลหวังมากันทั้งบ้าน ลูกชายทั้งสี่คน หลานชายอีกหลายคน และลูกสะใภ้อีกสามคนก็มากันพร้อมหน้า เมื่อได้ยินเสียงเรียกของซ่งเหลียง ทุกคนจึงหยุดฝีเท้า มีเพียงย่าหวังที่ใจหายวาบ
ซ่งเหลียงข่มความโกรธเกรี้ยวที่สุมอยู่ในอก แล้วหันไปพูดกับชาวบ้านที่มุงดูอยู่ “ไหนๆ ทุกคนก็มามุงดูเรื่องสนุกกันที่นี่แล้ว ผมก็ขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องเปิดประชุมแยกอีก”
หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอมีชาวบ้านอยู่ราวร้อยกว่าครัวเรือน ประชากรไม่ถึงพันคน แต่ตอนนี้ที่ลานบ้านกลับมีคนมารวมตัวกันหลายร้อยคน แม้กระทั่งบนกำแพงเตี้ย ๆ ที่อยู่ห่างออกไปก็ยังมีคนปีนขึ้นไปนั่งดู
ซ่งเหลียงรู้สึกท้อแท้ใจอย่างยิ่ง เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ล้มเหลวสิ้นดี เมื่อครู่ตอนที่คนตระกูลหวังมาหาเรื่อง กลับไม่มีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องเขาเลย
“เรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านตระกูลหวังเมื่อวานนี้ ทุกคนคงรู้กันหมดแล้ว หลินเจียเป็นปัญญาชน แถมยังมาจากปักกิ่ง แต่หวังจู้จื่อกลับลงมือกับเธออย่างโหดเหี้ยม ไม่เพียงแต่ทุบตีจนขาหัก ยังจับเธอโยนทิ้งไว้ในคอกหมูอีก ตอนที่ผมไปถึง ลูกสาวสองคนของเธอก็ถูกเชือกมัดเอาไว้ด้วย ส่วนเหตุผลที่ต้องมัดเด็กนั้น คนตระกูลหวังไม่ยอมบอก ผมเองก็ไม่ทราบ นี่คือสิ่งที่ทุกคนเห็นกับตาตัวเอง ผมในฐานะผู้ใหญ่บ้านถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง เรื่องเกิดขึ้นใกล้ตัวแค่นี้ แต่ผมกลับเพิ่งจะมารู้ เพราะฉะนั้น บ่ายวันนี้ผมจะไปที่คอมมูนเพื่อรับผิดกับท่านผู้นำ และผมตัดสินใจแล้วว่าจะลาออก ผมไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ และไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้านอีกต่อไป”
คำประกาศของเขาทำให้ทุกคนที่มุงดูอยู่โดยรอบถึงกับตะลึงงันไปตาม ๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวซ่งเอง
ซ่งเหลียงหันไปมองคนตระกูลหวังด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หวังจู้จื่อถูกคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจของคอมมูน ถ้าพวกคุณตระกูลหวังเก่งจริง ก็ไปจัดการพาตัวเขากลับมาเองแล้วกัน ผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด”
ปู่หวังหน้าเสีย พึมพำออกมาอย่างไม่พอใจ “หลินเจียเป็นลูกสะใภ้ของบ้านหวัง ทำไมจะตีสั่งสอนไม่ได้?”
“เฮอะ!” ปู่ซ่งถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจ “ปู่หวัง คุณกล้าพูดออกมาได้ยังไง ถ้าพวกคุณที่เป็นผู้ใหญ่ดูแลหลินเจียให้ดีกว่านี้ คอยห้ามปรามหวังจู้จื่อบ้าง ป่านนี้พวกคุณคงได้ย้ายเข้าเมืองไปเสวยสุขแล้วมั้ง นี่ยังคิดว่าอยู่ในยุคสังคมเก่าอยู่หรือไง”
ย่าซ่งโกรธจนหน้าเขียว “ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกทำเรื่องเลว ๆ ลูกชายคนโตของฉันจะลาออกทำไม”
ซ่งเหลียงโบกมือเป็นเชิงให้พวกเขาไปได้แล้ว “พวกคุณกลับไปเถอะ อ้อ จริงสิ ลุงหวัง พรุ่งนี้อย่าลืมไปที่ทำการกองพลน้อยด้วยนะ เรื่องหนี้สินทั้งธัญพืชและเงินทองที่บ้านหวังติดค้างกองพลน้อยมาหลายปี จะต้องสะสางให้เรียบร้อย ผมไม่อยากทิ้งภาระไว้ให้คนที่จะมารับตำแหน่งต่อ”
เขาเหลือบมองไปยังปัญญาชนซุนที่ยืนอยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น “ผม ซ่งเหลียง นับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมา ไม่เคยทำเรื่องที่ผิดต่อมโนธรรมแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยยักยอกเงินของส่วนรวมเข้ากระเป๋าตัวเองแม้แต่เฟินเดียว ผมไม่กลัวการตรวจสอบบัญชี ไม่กลัวว่าพวกคุณจะไปร้องเรียน แต่ถ้าเป็นการกุเรื่องใส่ร้ายป้ายสี ผมก็จะฟ้องกลับเช่นกัน” เขาเน้นย้ำ “อย่าทำลายอนาคตของตัวเองเพราะอารมณ์ชั่ววูบเลย”
“เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านไปกินข้าวได้แล้ว บ่ายนี้ให้สมุห์บัญชีหลี่เป็นคนคุมงานแทน”
พูดจบซ่งเหลียงก็หันหลังเดินกลับเข้าลานบ้านไปทันที โดยมีซ่งเหอปิดประตูตามหลัง เสียงดังปัง
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา
เดิมทีปู่หวังตั้งใจจะสบถด่า แต่พอได้ยินว่าซ่งเหลียงจะลาออก เขาก็เกิดความคิดใหม่ขึ้นมาทันที ถ้าลูกชายคนโตของเขาได้ขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน ตระกูลหวังก็จะได้ผงาดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะหนี้สินที่ติดค้างกองพลน้อยอยู่ ก็อาจจะไม่ต้องจ่ายคืนอีกต่อไป
คิดได้ดังนั้น ปู่หวังจึงส่งสัญญาณให้คนในครอบครัวเดินตามกลับบ้านไป โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นท่าทางเหี่ยวเฉาผิดปกติของภรรยาตัวเอง
เมื่อฝูงชนเริ่มสลายตัว ปัญญาชนซุนก็รีบเดินกลับที่พัก ในใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก เขาตัดสินใจแล้วว่าต้องทำลายจดหมายฉบับนั้นทิ้ง ซ่งเหลียงกล้าพูดออกมาขนาดนี้ แสดงว่าเขาไม่กลัวการตรวจสอบแน่ เรื่องเมล็ดพันธุ์นั้น เขาเพิ่งจะรู้เมื่อเช้านี้เองว่ามันถูกนำไปเก็บไว้ที่บ้านตระกูลซ่งโดยเจตนา และทุกคนในที่ทำการกองพลน้อยก็รับรู้เรื่องนี้ดี หากเขายื่นจดหมายฉบับนั้นออกไป มันจะกลายเป็นการกล่าวหาเท็จทันที
เขาก้าวเดินเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง เมื่อถึงที่พักปัญญาชน เขาก็รีบหยิบจดหมายฉบับนั้นออกมาแล้วจุดไฟเผาทันที เมื่อเห็นมันมอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ชุ่มหน้าผาก
ในลานบ้าน ปัญญาชนหญิงอีกสองคนก็กลับมาถึงแล้ว พวกเธอกำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่
“ถึงผู้ใหญ่บ้านซ่งจะชอบประนีประนอม จัดการอะไรไม่ค่อยเด็ดขาด แต่เขาก็เป็นคนยุติธรรมแล้วก็ไม่เคยลำเอียงเลยนะ ถ้าเขาลาออกแล้วใครจะมาทำแทนล่ะ”
“นั่นสิ เขายังเคยเอาธัญพืชมาให้พวกเรา แถมยังมีน้ำพริกปลากับผักดองอร่อย ๆ ด้วย คนอื่นที่ไหนจะมาใส่ใจเรื่องปากท้องของพวกเรา”
“ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่ยุ่งกับเรื่องนี้ พวกเราสามคนคงอดตายแน่”
“ได้ยินมาว่าหวังต้าจื้ออยากจะโค่นผู้ใหญ่บ้านซ่งมาตลอดเลยนะ”
“ให้เขาเนี่ยนะ...ถ้าเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านคงเดือดร้อนกันถ้วนหน้า”
“เฮ้อ รีบหาทางกลับเข้าเมืองดีกว่า ดูสภาพของหลินเจียสิ น่ากลัวชะมัด ถ้าเกิดว่า...”
“ชู่ว์ อย่าพูดดังไป เดี๋ยวคนบ้านตระกูลหวังได้ยิน”
ปัญญาชนซุนได้ยินบทสนทนานั้นแล้วใจหายวาบ ผู้ใหญ่บ้านเคยรับปากว่าจะลงชื่อสมัครสอบให้เขา แต่ถ้าเขาลาออกไป ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่จะมากลั่นแกล้งเขารึเปล่า? คิดแล้วเขาก็กำหมัดแน่นด้วยความกังวล
เมื่อคนในตระกูลซ่งเข้ามาในบ้านกันหมดแล้ว ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ก็มีเสียงหนึ่งดังแว่วขึ้นมาในความคิดของพวกเขา
【ตายจริง ฉันต้องมองอารองของฉันใหม่ซะแล้ว เป็นถึงนักวิชาการที่แสนสุภาพอ่อนโยน เป็นครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนประถม แต่กลับมีความรู้ด้านเคมีเป็นเลิศขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ถึงขั้นผลิตระเบิดเองได้ แถมยังหิ้วถังไปที่บ้านของหลินฉิงเพื่อหวังจะแก้แค้น แต่สุดท้ายกลับแก้แค้นไม่สำเร็จ ดันไปวางระเบิดใส่แม่เลี้ยงกับพ่อสารเลวของหลินฉิงจนบาดเจ็บแทนซะงั้น เฮ้อ ช่วยศัตรูแก้แค้นเนี่ยนะ ใช้ได้ที่ไหนกัน】
ภายในห้องพลันเงียบสงัด ซ่งเหอซึ่งพอจะรู้เรื่องราวคร่าว ๆ มาก่อนแล้วถึงกับหายใจสะดุด เขาหันไปมองเหลียนเซียง ภรรยาของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
แต่เหลียนเซียงกลับไม่ได้รับรู้อะไรเลย เธอบอกกับย่าซ่งว่า “แม่คะ ลูกสองคนยังอยู่ที่บ้าน ฉันกลับก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรคืนนี้ฉันจะมาอีกที” จากนั้นก็หันไปพูดกับซ่งเหอ “คุณไม่ต้องกลับมานะ” พร้อมกับขยิบตาให้เป็นสัญญาณ
เธอล่ะรู้ดีว่าน้องสามีคนเล็กน่ะตัวดีเลย ส่วนซุนจินหรงก็ไม่ต่างกัน เธอได้ยินมาว่าซุนจินหรงชอบเอาธัญพืชของที่บ้านไปให้ครอบครัวตัวเองอยู่บ่อย ๆ ช่างวางแผนได้แยบยลจริง ๆ
แม่สามีก็ช่างลำเอียงนัก อาศัยอยู่กับลูกชายคนโต แต่กลับแอบช่วยเหลือลูกชายคนเล็ก ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่ย้ายไปอยู่กับลูกชายคนเล็กเลยล่ะ โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มาอยู่กับเธอ ไม่อย่างนั้นเธอคงอกแตกตายไปนานแล้ว ก็มีแต่พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่เท่านั้นแหละที่ไม่เคยถือสา
วันนี้แม่สามีทำอาหารไว้เยอะ ให้สามีของเธอกินที่นี่ก็จะได้ช่วยประหยัดธัญพืชที่บ้านไปได้อีกมื้อ อีกอย่าง ในเมื่อก็เป็นลูกชายเหมือนกัน ทำไมถึงต้องรักลูกไม่เท่ากันด้วย
เซี่ยกุ้ยหลานรีบเปิดฝาหม้อแล้วหยิบซาลาเปาไส้ผักแป้งข้าวโพดให้เหลียนเซียงหลายลูก เธอก็รับไว้โดยไม่เกรงใจ ก่อนจะหันไปมองใบหน้าขาวอมชมพูของซ่งอวี้หน่วนแล้วเบ้ปากพูดว่า “แม่คะ ตอนนั้นหนูเคยบอกว่าซือฉีหน้าตาไม่เหมือนคนบ้านซ่งเลย แม่ยังด่าหนูซะยกใหญ่ สุดท้ายเป็นไงล่ะคะ”
ย่าซ่งกับปู่ซ่งสบตากัน
ลูกสะใภ้ของพวกเขาไม่ได้ยินเสียงในใจนั่นเหรอ
[จบบท]