บทที่ 100: มาธุระหรือว่าตั้งใจมา?
ฉู่จื่อโจวพลิกหมวกสานในมือไปมาเหมือนกำลังส่องพระเครื่อง เขาเคี้ยวเอื้องคำพูดของซ่งอวี้หน่วนซ้ำไปซ้ำมาในหัว ‘เส้นสาย’ คำนี้มันช่างทรงพลังจริงๆ
ถ้าโปรเจกต์นี้มันเวิร์คขึ้นมาจริงๆ หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็จะมีอาชีพเสริมเป็นของตัวเอง ยุคนี้สมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับไหนต่างก็ส่งเสริมให้ชาวบ้านหารายได้พิเศษกันทั้งนั้น
ตัวเขาเองก็เคยถกเรื่องนี้กับเลขาธิการพรรคเหมือนกัน แต่ตอนนั้นแผนหลักคือการเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดเพื่อส่งขายให้หมู่บ้านอื่น
ใช่ อันนั้นมันก็เป็นอาชีพเสริม และเป็นอาชีพเสริมที่สำคัญมากด้วย
แต่ปัญหาก็คือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ยังไม่เรียบร้อย เงินทุนก็ยังไม่มา แถมล็อตแรกยังเป็นแค่การทดลองตลาด ถ้ามันไปได้สวย ปีหน้าฟ้าใหม่ถึงจะได้เริ่มทำกันจริงๆ จังๆ
เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเลขาธิการพรรคไปก่อนได้ เพราะหลังจากสร้างเล้าไก่คอกหมูเสร็จ ก็ยังต้องเสียเวลาฝึกคนให้รู้วิธีเลี้ยงอีกหลายวัน ช่วงนี้เลยวุ่นๆ กันอยู่แต่กับเรื่องนี้
แต่ถ้าถามใจฉู่จื่อโจวดูแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องไก่ เป็ด ห่าน อะไรพวกนั้นเลยสักนิด
แน่นอน ในฐานะผู้ใหญ่บ้านที่กำลังจะอัปเกรดเป็นกำนัน จะกล้าพูดออกไปได้ยังไงว่าไม่สนใจเรื่องเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด ขืนพูดไปมีหวังได้ไปกินลมแทนข้าวน่ะสิ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่โยนโปรเจกต์นี้มาให้ก็คือกู้หวยอัน มีหรือที่เขาจะกล้าทำเล่นๆ
พอคิดได้แบบนี้ ฉู่จื่อโจวก็รู้สึกว่าความฝันที่จะหนีออกจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอน่าจะยังอีกยาวไกล เพราะจะให้ทิ้งงานไปให้คนอื่นทำต่อ เขาก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี
ถึงจะทำเต็มที่ แต่กว่าจะเห็นเม็ดเงินจากฟาร์มเป็ดไก่ก็คงต้องรอกันอีกนานโข
ดังนั้น การสานหมวกขายจึงเป็นไอเดียที่เข้าท่าสุดๆ ในตอนนี้
ฉู่จื่อโจวปรี่เข้าไปคุยกับปู่ซ่งทันที ยังไม่ได้ถามถึงวิธีทำ แต่ยิงคำถามรัวๆ ว่าวันหนึ่งสานได้กี่ใบ วัตถุดิบต้องเอาไปแปรรูปก่อนไหม แล้วในหมู่บ้านนี้มีใครทำเป็นบ้าง
ปู่ซ่งถึงกับยิ้มแก้มปริ ในที่สุดความสามารถของเขาก็มีคนเห็นคุณค่าเสียที
คุณปู่ไม่มีกั๊ก จัดเต็มทุกข้อมูล บอกเล่าให้ฉู่จื่อโจวฟังแบบหมดเปลือก ตั้งแต่แหล่งหญ้าชั้นดีที่เหมาะกับการสาน วิธีจัดการกับต้นกกไม่ให้ขึ้นรา ไปจนถึงเคล็ดลับการทำให้หมวกอยู่ทรงสวยงาม
ฉู่จื่อโจวฟังจบก็ตาลุกวาว รีบบอกปู่ซ่งว่าจะไปติดต่อเพื่อนที่ปักกิ่งเพื่อหาลู่ทางตลาด แล้วก็รีบวิ่งแจ้นออกไปอย่างไฟแรง
ซ่งอวี้หน่วนเห็นแล้วก็ได้แต่แอบขำ
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอมักจะได้ยินย่าซ่งบ่นให้ฟังว่ามีคนมาขอยืมเงินที่บ้านไม่เว้นแต่ละวัน แถมพวกที่มองด้วยสายตาอิจฉาก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
แต่ครั้นจะไม่ให้ยืมก็ไม่ได้ เพราะสมัยก่อนย่าซ่งเองก็เคยต้องไปหยิบยืมเงินจากคนอื่นเหมือนกัน คนบ้านเดียวกัน พอมีเงินมีทองขึ้นมาจะให้ทำเป็นคนแปลกหน้าก็คงจะน่าเกลียดเกินไป
แค่ไม่กี่วัน เงินก็ปลิวออกจากบ้านไปแล้วกว่า 30 หยวน
ย่าซ่งเองก็ไม่กล้าทำตัวเด่น บอกใครต่อใครไปว่าเงินทุนที่ใช้มันสูงมาก แถมยังได้เพื่อนที่อยู่ในเมืองช่วยติดต่อหาของให้ เงินต้นทั้งหมดก็จ่ายให้เพื่อนคนนั้นไปหมดแล้ว ส่วนเพื่อนคนนั้นเป็นใครมาจากไหน ย่าซ่งก็ขออุบไว้ไม่บอก
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ครอบครัวซ่งก็กลายเป็นเศรษฐีใหม่ในสายตาชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการทำให้ทุกคนรวยไปด้วยกัน
นี่มันเพิ่งจะปี 1980 เองนะ ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากให้ครอบครัวของตัวเองโดดเด่นเป็นเป้าสายตามากเกินไปนัก ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นก็ลากทุกคนลงน้ำมาลำบาก เอ้ย! ร่ำรวยไปด้วยกันเลยแล้วกัน
—
ฉู่จื่อโจวเป็นคนประเภทคิดเร็วทำเร็ว วันนั้นเขาก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนที่ปักกิ่งทันที พอปลายสายได้ยินว่าจะให้ช่วยขายหมวกสานก็ถึงกับหัวเราะลั่น แต่พอขำจนพอใจแล้วก็ตบหน้าอกรับประกันเสียงดังฟังชัดว่ามีเท่าไหร่ส่งมาเลย ขายให้เกลี้ยงแน่นอน
เมื่อได้ยินแบบนั้น ฉู่จื่อโจวก็ไม่รอช้า เรียกประชุมชาวบ้านทันที เขาประกาศก้องว่าถึงเวลาที่แรงงานส่วนเกินในหมู่บ้านจะได้ลุกขึ้นมาสร้างรายได้แล้ว โดยให้แต่ละบ้านช่วยกันสานหมวก แล้วทางที่ทำการกองพลน้อยจะเป็นผู้รับซื้อเอง ขอแค่คุณภาพผ่านเกณฑ์ ให้ราคาใบละ 8 เหมา ส่วนขนาดและมาตรฐานต่างๆ ให้มาดูของตัวอย่างได้ที่ทำการกองพลน้อย แต่ถ้าใครคิดว่าราคาที่ให้มันน้อยไป จะแอบเอาไปเร่ขายเองก็ไม่ว่ากัน
สิ้นเสียงประกาศของฉู่จื่อโจว หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็แทบจะลุกเป็นไฟ
ใครมันจะบ้าเอาไปขายเองกันล่ะ ไม่มีหรอก!
ไม่มีเลยสักคนเดียว!
แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่สานหมวกไม่เป็น ร้อนใจจนน้ำตาแทบเล็ด แต่ปัญหานี้แก้ไม่ยาก ฉู่จื่อโจวไปเชิญตัวปู่ซ่ง ปู่หลี่ และเซียนสานหมวกอีกสองสามคนมาเป็นวิทยากรสอนกันสดๆ ที่ที่ทำการกองพลน้อย โดยมีค่าจ้างให้วันละ 1 หยวน ซึ่งที่ทำการกองพลน้อยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง
เพียงชั่วพริบตาเดียว ทั้งหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็พลันคึกคักและวุ่นวายขึ้นมาทันที
ตอนที่กู้หวยอันเดินทางมาถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเพื่อมอบเงินรางวัลให้กับซ่งอวี้หน่วน เขาก็พบว่าทั้งหมู่บ้านกำลังคึกคักไปด้วยบรรยากาศของการทำงานอย่างขะมักเขม้น
ส่วนเจ้าตัวผู้รับรางวัลก็กำลังง่วนอยู่ที่บ้านพอดี
ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งได้ข่าวดีจากพี่จ้าวมาหมาดๆ ว่าถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีกฎหมายรองรับการทำธุรกิจส่วนตัวอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีกฎหมายข้อไหนสั่งห้ามเช่นกัน
ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก ตราบใดที่สิ่งที่ทำมันดี มีประโยชน์ และเป็นผลดีกับชาวบ้าน ก็น่าจะไปได้สวย
เมื่อได้ไฟเขียว ครอบครัวซ่งก็เดินเครื่องเต็มกำลังทันที
ทุกคนในบ้านช่วยกันตัดผ้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ขนาดมาตรฐาน ไม่ได้ใช้ศัพท์แสงเก๋ไก๋อย่าง S M L ให้วุ่นวาย แต่ใช้คำบ้านๆ อย่าง ‘ใหญ่-กลาง-เล็ก’ ที่ชาวบ้านฟังแล้วเข้าใจง่าย แยกแยะได้ทันที
เป้าหมายครั้งนี้คือการผลิตสินค้าล็อตแรกเพื่อโยนลงไปสำรวจตลาด
พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปง้อตั้งแผงหน้าห้างสรรพสินค้าเสมอไป ยังมีทำเลทองอีกมากมายรออยู่
แต่ก่อนอื่น ต้องผลิตสินค้าให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน และต้องค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยให้กับผู้คนทีละน้อย แล้วจากนั้นเสื้อผ้าของพวกเขาจะค่อยๆ เข้าไปยึดครองพื้นที่ในตลาดเอง
วกกลับมาที่กู้หวยอัน เขาเรียกให้ซ่งอวี้หน่วนไปพบที่ที่ทำการกองพลน้อย
และในตอนนี้ ทั้งห้องจึงมีเพียงเขากับเธอสองต่อสอง
กู้หวยอันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนก็แว่วมาก่อน
【ในที่สุด! พี่ชายสุดหล่อของฉันก็มาแล้ว】
เอาจริงๆ เธอก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรหรอกนะ แค่อยากจะรู้ใจจะขาดว่าเงินรางวัลที่เขาจะให้มันจะสักกี่น้ำกันเชียว
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง ดวงตาของเธอก็สอดส่ายไปทั่ว แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของกระเป๋าเอกสารคู่ใจของเขา หรือปึกธนบัตรหนาเตอะวางอยู่บนโต๊ะทำงานเลยสักนิด
เธอจึงหันกลับไปมองกู้หวยอันที่นั่งนิ่งสงบอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาคู่สวยที่ดูฉ่ำเยิ้มตลอดเวลากะพริบปริบๆ อย่างน่าเอ็นดู ดูท่าทางแล้วเขาคงจะมามือเปล่าจริงๆ
【อ้าว เงินอยู่ไหนล่ะเนี่ย พี่ชายสุดหล่อคะ อย่าบอกนะว่าซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในสุดน่ะ?】
ทันใดนั้น กู้หวยอันก็เสกแบงก์ 10 หยวนปึกหนึ่งออกมาจากอากาศธาตุราวกับนักมายากล
ให้มาตั้ง 1,000 หยวน!
ให้เยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซ่งอวี้หน่วนทันที เธอเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยถาม "นี่คือเงินรางวัลของฉันเหรอคะ?"
กู้หวยอันพยักหน้ารับ ก่อนจะหยิบกระดาษเปล่าและปากกาหมึกซึมยี่ห้อนักรบออกมา "ช่วยเขียนใบเสร็จให้ผมด้วย"
ซ่งอวี้หน่วนรับกระดาษกับปากกามาอย่างว่าง่าย นี่เป็นขั้นตอนตามระเบียบที่เธอเข้าใจดี
เธอลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของเขานิดหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโพล่งถามออกไปตรงๆ "ศาสตราจารย์กู้คะ ฉันขอถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหมคะ?"
"ได้สิ ถามมา" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"คุณมาที่นี่เพราะเป็นทางผ่าน หรือว่าตั้งใจมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะคะ?"
พูดจบ เธอก็จ้องเข้าไปในดวงตาของเขาตรงๆ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้คำถามของเธอดูจริงใจและไร้เดียงสา
กู้หวยอันย้อนถามกลับ "ถ้าแค่ผ่านมาแล้วจะทำไม หรือถ้าตั้งใจมาแล้วจะเป็นยังไงล่ะ?"
【ถ้าบอกว่าแค่ผ่านมา ฉันจะได้เลิกคิดฟุ้งซ่าน แต่ถ้าบอกว่าตั้งใจมาล่ะก็...ฉันก็ชักจะอยากรู้แล้วสิว่าตาแก่อย่างคุณน่ะ มีแผนการอะไรกับฉันกันแน่?】
ตาแก่เรอะ?
กู้หวยอันเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"ทำไมเงียบล่ะ?"
ซ่งอวี้หน่วนฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูจริงใจอย่างหาที่ติไม่ได้ "ถ้าตั้งใจมา ฉันก็รู้สึกซึ้งใจมากเลยค่ะ คุณนี่เป็นคนดีจริงๆ ส่วนถ้าแค่ผ่านมาก็ต้องขอบคุณเหมือนกันค่ะ ขอบคุณนะคะ!"
กู้หวยอันเลิกคิ้วเล็กน้อย "ไม่ต้องขอบคุณ"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ใบเสร็จล่ะ ยังไม่เขียนอีกเหรอ?"
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองร่างสูงที่ทำท่าเหมือนจะเดินจากไป แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหวาน "แล้วครั้งหน้า เราจะได้เจอกันที่ไหนเหรอคะ?"
แววตาของกู้หวยอันฉายแวบลึกล้ำขึ้นชั่ววูบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย "นี่ยังไม่ทันจะได้บอกลากันเลย ก็ถามถึงการเจอกันครั้งหน้าแล้วเหรอ?"
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน "ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ใครใช้ให้พรหมลิขิตขีดเส้นให้เรามาเจอกันล่ะ"
กู้หวยอันเดินกลับเข้ามาหาเธออีกครั้ง เขาก้มหน้าลงมองลายมือบนใบเสร็จที่เธอกำลังเขียน
ลายมือของเธอสวยงาม แต่ก็แฝงไปด้วยเสน่ห์บางอย่างที่ยากจะอธิบาย
เขาว่ากันว่าลายมือบ่งบอกนิสัย...ดูท่าจะจริง
คนสองคนยืนอยู่ใกล้กันมาก ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของกันและกันที่พัวพันอยู่ในอากาศ
ซ่งอวี้หน่วนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย "ศาสตราจารย์กู้คะ คุณเข้ามาใกล้ขนาดนี้ ฉันใจสั่นจนเขียนหนังสือไม่ถูกแล้วค่ะ...เอ...ว่าแต่...ใบเสร็จนี่มันต้องเขียนว่ายังไงต่อนะคะ"
กู้หวยอันมองท่าทางเสแสร้งของเธอแล้วก็อดขำไม่ได้ "เธอน่ะเหรอจะตื่นเต้น? นี่เป็นเรื่องที่หาดูได้ยากจริงๆ!"
[จบบท]