บทที่ 11: หนีภัยมนุษย์ พ้นภัยสวรรค์
หรือว่าในคำทำนายไม่มีชื่อของเหลียนเซียงอยู่ด้วย เธอถึงไม่ได้ยินเสียงในใจของซ่งอวี้หน่วน?
“รู้แล้วว่าสายตาดี รีบกลับบ้านไปได้แล้ว” ย่าซ่งปัดความสงสัยทิ้งไปพลางเอ่ยปากไล่
เมื่อเหลียนเซียงกลับไปแล้ว ปู่ซ่งก็รีบหันมาถามซ่งเหลียงทันที “ทำไมอยู่ๆ แกถึงจะเลิกเป็นผู้ใหญ่บ้านล่ะ?”
“อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย กินข้าวก่อนเถอะ เสี่ยวหน่วนหิวแย่แล้ว” ย่าซ่งรีบขัดขึ้น
ช่วงต้นเดือนเมษายนของอำเภอหนานซาน เริ่มมีผักป่าให้เห็นประปราย แต่คนก็แห่กันไปขุดหามาทำอาหารเช่นกัน หลังจากซ่งอวี้หน่วนเข้าเมืองไปแล้ว เซี่ยกุ้ยหลานก็ไปเดินหาแถวริมแม่น้ำ จนเจอผักจี้ไช่เข้าเป็นจำนวนมาก จึงนำมาทำซาลาเปาไส้ผักแป้งข้าวโพด
ในหม้อเหล็กใบใหญ่มีถั่วฝักยาวแห้งตุ๋นกับวุ้นเส้นร้อนๆ และยังมีโจ๊กอีกหนึ่งชามใหญ่ แม้จะมีเนื้อข้าวน้อยกว่าน้ำ แต่กลิ่นหอมของข้าวก็ยังชัดเจน
ซ่งอวี้หน่วนหิวโซ เธอกินซาลาเปาไปหนึ่งลูกกับโจ๊กอีกหนึ่งถ้วยใหญ่ แป้งข้าวโพดที่ใช้นั้นบดมาอย่างดีจึงไม่ระคายคอเลยสักนิด ประกอบกับฝีมือการทำอาหารอันยอดเยี่ยมของเซี่ยกุ้ยหลาน ซาลาเปาไส้ผักจึงมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจเป็นพิเศษ
เมื่อกินอิ่มและกำลังจะลุกไปเก็บถ้วยชาม ย่าซ่งก็รีบร้องห้าม “เสี่ยวหน่วน ไม่ต้องหรอกลูก ไปพักผ่อนเถอะ”
พูดจบก็หยิบตะกร้าสานใบเล็กมาส่งให้พร้อมกับรอยยิ้มใจดี “นี่เมล็ดแตงโมที่ย่าคั่วเมื่อเช้า หอมมากเลยนะ”
ซ่งอวี้หน่วนรับตะกร้ามา ข้างในเต็มไปด้วยเมล็ดแตงโมสีดำซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ เมล็ดของมันทั้งใหญ่ทั้งเต็มคำ เคี้ยวเพลินและหอมอร่อยเป็นพิเศษ
“เอาเข้าไปกินในห้องเถอะนะ ถือโอกาสพักผ่อนไปด้วย เข้าเมืองไปคงจะเหนื่อยแย่เลย”
“ย่าคะ แล้วพวกย่าจะทำอะไรกันต่อเหรอคะ?”
“พวกเราจะประชุมปรึกษากันหน่อยน่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ “ย่าคะ ให้หนูเข้าร่วมด้วยได้ไหมคะ?”
ย่าซ่งสังเกตว่าน้ำเสียงของหลานสาวช่างนุ่มนวลน่าฟังเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกดวงตาดอกท้อคู่นั้นจ้องมอง คนส่วนใหญ่มักจะใจอ่อนต้านทานไม่ไหว น้ำเสียงของเธอจึงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “แน่นอนสิจ๊ะ มากับย่าที่ห้องโถงกลางเลย มานั่งกินเมล็ดแตงโมไปฟังไป”
“ย่าใจดีที่สุดในโลกเลยค่ะ”
ซ่งถิงที่ยืนมองอยู่ถึงกับรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอมองสองย่าหลานเดินจูงมือกันเข้าห้องโถงกลางไปอย่างสนิทสนม ก่อนจะรีบเบียดตัวตามเข้าไป
ปู่ซ่งนั่งอยู่บนหัวคัง กำลังบรรจุยาเส้นลงไปป์ ซ่งเหลียงนั่งขมวดคิ้วมุ่น ส่วนซ่งเหอยังคงเหม่อลอยจมอยู่กับความคิดที่ว่าตนเองได้ช่วยศัตรูแก้แค้นสำเร็จ เซี่ยกุ้ยหลานนั่งอยู่ริมขอบคัง พอเห็นแม่สามีเดินเข้ามาก็รีบขยับที่ให้ ส่วนซ่งถิงก็ดึงแขนซ่งอวี้หน่วนไปนั่งที่ปลายคัง หมิงเซิ่งตัวน้อยปีนขึ้นมานอนพาดบนตักของพี่สาว รอให้เธอแกะเมล็ดแตงโมให้กินอย่างสบายใจ
ย่าซ่งนั่งขัดสมาธิลงบนคังแล้วกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ “เอาล่ะ เรามาคุยกันเรื่องที่อาเหลียงจะลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็เรื่องที่ว่าถ้าหลินฉิงคิดจะแก้แค้นขึ้นมาจริงๆ ครอบครัวซ่งของเราจะรับมือยังไง”
ซ่งเหลียงกำลังจะอ้าปากแสดงความคิดเห็น
แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
【ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหล่าปัญญาชนกำลังทยอยเดินทางกลับเข้าเมือง คนกลุ่มนี้รักพวกพ้องและสามัคคีกันมาก เรื่องที่เกิดขึ้นกับปัญญาชนหลินสามารถจัดได้ว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงโดยเจตนา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ปัญญาชนหลินคงต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกสามีทำร้ายร่างกายมาเป็นเวลานานแล้ว】
【ถ้าหลินฉิงไปขอความช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิพลสักสองสามคน พ่อคะ ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่พ่ออยากจะรักษาไว้ก็คงทำต่อไปไม่ได้แล้ว】
มือของซ่งเหลียงสั่นเทา
【ความคิดของพ่อถูกแล้ว การไปที่คอมมูนเพื่อยอมรับผิดและลาออกด้วยตัวเองยังพอมีทางให้ถอยอยู่บ้าง】
【ที่สำคัญ ปีนี้เป็นปีแห่งภัยพิบัติ หลังฤดูไถหว่านก็แล้งยาว พอผ่านเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างไปฝนก็ตกหนักไม่หยุด หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอของเราตั้งอยู่ในที่ลุ่ม ดินไม่สามารถต้านทานความแห้งแล้งหรือกักเก็บน้ำได้เลย ปีนี้เราจะเก็บเกี่ยวพืชผลไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว!】
ย่าซ่งถึงกับหายใจสะดุดแทบสำลักออกมา
หนีภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว ยังต้องมาเจอภัยธรรมชาติอีกเหรอ? โอย หลานสาวสุดที่รักของย่าเอ๊ย
ย่าซ่งรีบสวดนะโม อมิตาภพุทธในใจซ้ำๆ อีกสามจบ
ซ่งเหลียงอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
ย่าซ่งโบกมือทันที “เลิกประชุม!!!”
ซ่งอวี้หน่วน “…”
ยังไม่ทันได้เริ่มประชุมเลยไม่ใช่เหรอคะ?
ปู่ซ่งเอ่ยขึ้น “ปู่จะไปงีบสักหน่อย บ่ายนี้ต้องไปทำงานต่อ”
ซ่งเหลียงสูดหายใจเข้าลึกๆ “ผมจะไปหาท่านผู้นำที่คอมมูนเดี๋ยวนี้เลย”
ในที่สุดซ่งเหอก็หลุดออกจากภวังค์ เขามองพี่ชายคนโตแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ถ้างั้นผมกลับก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!” ซ่งอวี้หน่วนรีบพูดขึ้น “หนูมีเรื่องจะบอกทุกคนค่ะ”
“ว่ามาเลยลูก” ซ่งเหลียงตอบรับ
“เมื่อเช้าหนูไปที่สหพันธ์สตรีมาค่ะ หนูไปแจ้งเรื่องที่ปัญญาชนหลินถูกทำร้ายร่างกายกับท่านผู้นำแล้ว ท่านประธานสหพันธ์สตรีรับปากว่าจะส่งคนมาสอบสวนที่หมู่บ้านเราค่ะ”
ซ่งเหลียงถึงกับตกใจจนผงะ เพราะยังไม่ทันตั้งตัวกับข่าวนี้
แต่ย่าซ่งกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองได้เร็วที่สุด เธอหันมามองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาชื่นชม “หลานรักของย่า ทำไมถึงได้เก่งกาจขนาดนี้ ดี ดีมาก! ให้เขามาสอบสวนนั่นแหละดีแล้ว ถึงตอนนั้นเราก็แค่พูดความจริงไป ถึงพ่อของลูกจะมีความผิดจริง ก็ต้องให้องค์กรเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ให้คนอื่นมาชี้หน้าว่าผิดจริงไหม?”
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกได้ทันทีว่าย่าซ่งคือคนสำคัญตัวจริงของบ้านหลังนี้ เธอยกนิ้วโป้งให้ย่าของเธอ “ย่าคะ ย่าพูดได้ถูกต้องที่สุดเลยค่ะ!”
***
ณ โรงพยาบาลอำเภอหนานซาน หลินฉิงยืนอยู่หน้าเตียงผู้ป่วยของหลินเจียด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เธอสะกดกลั้นความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในใจ แล้วเอ่ยกับเหล่าผู้นำที่ยืนอยู่ตรงหน้าทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“…พี่สาวของฉันและเหล่าปัญญาชนอีกหลายคน เดินทางจากปักกิ่งมายังอำเภอหนานซานแห่งนี้ด้วยอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ พวกเขาได้สร้างคุณูปการอะไรให้กับหนานซานไว้บ้าง ดิฉันเชื่อว่าท่านผู้นำทุกท่านคงจะทราบดี”
“แต่เรื่องเหล่านั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว เราจะมาหยุดนิ่งอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น พี่สาวของฉันก็ไม่ควรต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้”
“พรุ่งนี้ฉันจะย้ายพี่สาวกลับไปรักษาตัวที่ปักกิ่ง แต่ก่อนจะไป ดิฉันอยากจะทราบว่าจะมีมาตรการจัดการกับหวังจู้จื่อตัวการสำคัญอย่างไร ย่าหวังก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด คนในบ้านตระกูลหวังไม่มีใครบริสุทธิ์สักคน พวกเขายังเหิมเกริมถึงขั้นไปจ้างคนมาลักพาตัวหลานสาวทั้งสองคนของฉันไปขาย!”
“และที่สำคัญคือผู้ใหญ่บ้านซ่ง ที่ปล่อยปละละเลยให้ชาวบ้านก่อเหตุรุนแรง ในฐานะผู้นำกองพลน้อย เขากลับยืนกอดอกดูอยู่ข้างๆ ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”
“เป็นเพราะความไร้ความสามารถของเขาที่ทำให้อันธพาลอย่างตระกูลหวังเหิมเกริมไม่เกรงกลัวใคร สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่สาวของฉัน เขาเห็นอยู่เต็มสองตา แต่กลับเลือกที่จะเพิกเฉย เขาเลวร้ายยิ่งกว่าหวังจู้จื่อเสียอีก! ฉันขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบคนๆ นี้อย่างละเอียด และให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกับพวกเราด้วย!”
ซูจวิ้นเจ๋อเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ถ้าพวกคุณจัดการไม่ได้ ผมจะรายงานเรื่องนี้ให้คุณอาเสิ่นทราบเอง ถ้าพวกคุณกลัวจะไปสร้างความขุ่นเคืองให้ใคร ก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังเมืองหลวงของมณฑลได้”
เหล่าผู้นำต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
คุณอาเสิ่น? หรือว่าจะเป็นผู้นำใหญ่เสิ่นแห่งมณฑล?
ประธานหูแห่งสหพันธ์สตรีถึงกับเหงื่อกาฬไหลซึมที่แผ่นหลัง ตอนแรกเธอคิดว่านี่เป็นแค่คดีทำร้ายร่างกายในครอบครัวธรรมดาๆ ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ เธอกำลังนั่งกินข้าวกลางวันอยู่ที่บ้านด้วยซ้ำ แต่กลับถูกเรียกตัวมาอย่างเร่งด่วน
โชคดีจริงๆ ที่เธอไหวตัวทัน
สีหน้าของเหล่าผู้นำดูไม่สู้ดีนัก ในใจเริ่มรู้สึกไม่พอใจการทำงานของผู้ใหญ่บ้านซ่งขึ้นมาทันที ผู้นำคนหนึ่งจึงหันไปสั่งเลขานุการ “ไปตามหัวหน้าคอมมูนขุยฮวามาพบผม”
“ยังไม่ต้องเรียกเขามาหรอกค่ะ” ประธานหูรีบขัดขึ้น “เรื่องนี้ดิฉันทราบรายละเอียดดี”
ทุกคนจึงหันไปมองเธอเป็นตาเดียว
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ประธานหูรีบรายงาน “เมื่อเช้านี้ มีสมาชิกคอมมูนจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอคนหนึ่งมาร้องเรียนเรื่องของหวังจู้จื่อ เธอเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้ส่งตัวเขาไปให้หน่วยงานยุติธรรมลงโทษสถานหนัก ดิฉันจึงโทรศัพท์ไปหาหัวหน้าสหพันธ์สตรีของคอมมูนขุยฮวาทันที แต่เธอติดภารกิจลงพื้นที่อยู่ เสมียนอีกคนจึงรับเรื่องไว้แล้วบอกว่าจะเข้าไปตรวจสอบในช่วงบ่าย แต่เพียงครึ่งชั่วโมงต่อมาเธอก็โทรกลับมาแจ้งว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง ดิฉันจึงสั่งการให้ผู้นำคอมมูนแจ้งความดำเนินคดีกับเขาในนามของสหพันธ์สตรีอำเภอ เดิมทีหวังจู้จื่อกำลังจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่เมื่อมีคำสั่งนี้ เขาก็ถูกควบคุมตัวอย่างเป็นทางการทันทีค่ะ”
ประธานหูเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “ป่านนี้ หัวหน้าสหพันธ์สตรีของคอมมูนน่าจะเดินทางไปถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแล้วค่ะ ภารกิจแรกคือการสอบสวนคดีทำร้ายร่างกายโดยเจตนาของหวังจู้จื่อ และภารกิจที่สองคือการสอบสวนเรื่องที่ย่าหวังลักพาตัวเด็กไปขาย ส่วนเรื่องของผู้ใหญ่บ้านซ่งนั้น เรายังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัดค่ะ…”
[จบบท]