บทที่ 122: ยกหินทุ่มใส่เท้าตัวเอง!
ดีบ้าอะไรกัน!
หลินฉิงจ้องซ่งอวี้หน่วนเขม็ง ในใจได้แต่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ‘ฉันก็แค่อยากให้ครอบครัวแกไม่มีความสุข ไม่ได้อยากให้แกไปแจ้งความโว้ย!’
ณ วินาทีนี้ หลินฉิงเชื่อสุดใจว่าเด็กสาวตรงหน้าที่ยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์คนนี้ ไม่เพียงแต่จะกล้าทำในสิ่งที่พูด แต่ยังสามารถทำให้เรื่องมันบานปลายใหญ่โตกว่าที่คิดได้อีกด้วย
ใครๆ อาจจะคิดว่าซ่งอวี้หน่วนมีกู้หวยอันเป็นที่พึ่งพิง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้กลับไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย แล้วเรื่องแค่นี้จะไปถึงมือกู้หวยอันให้ต้องออกหน้าได้อย่างไรกัน?
แค่ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปแจ้งความ เรื่องที่ว่าคทาหยกถูกทิ้งไว้ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจริงหรือไม่จริง ทุกอย่างก็จะถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น และเธอไม่มีความกล้าพอที่จะเสี่ยงกับเรื่องนี้
หญิงสาวเผลอกำคทาหยกที่อยู่ในกระเป๋าสะพายแน่น แม้จะดูเหมือนเป็นของชิ้นเดิม แต่สีสันกลับผิดเพี้ยนไป หรือว่าจะมีใครบางคนแอบสับเปลี่ยนมันไปจริงๆ? หรือบางทีปัญหาอาจจะอยู่ที่กล่องไม้จันทน์แดงนั่น!
เมื่อคิดดูแล้วก็มีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง ยิ่งไปกว่านั้นคนของตระกูลหูก็ดูไม่ธรรมดา เธอจึงต้องวางแผนทุกย่างก้าวอย่างรอบคอบ
แต่ซ่งอวี้หน่วนไปรู้จักชื่อหูเสี่ยวเหม่ยได้อย่างไรกัน?
หรือผู้เฒ่าจี้จะเป็นคนบอก? ไม่น่าใช่
แล้วถ้าเป็นกู้หวยอันล่ะ? ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่! หูเสี่ยวเหม่ยเป็นใครกัน ถึงมีค่าพอให้กู้หวยอันต้องเอ่ยชื่อถึง?
ไม่ใช่กู้หวยอันแน่!
หลินฉิงเหลือบมองไปยังที่ทำการกองพลน้อยในทันใด ไม่ว่าใครจะเป็นคนบอกชื่อนั้นแก่ซ่งอวี้หน่วน แต่ถ้าเธอยังดึงดันทำตามแผนเดิม กลับไปบอกหลินตู้ว่าโยนคทาหยกทิ้งที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ แล้วหลินตู้เกิดมาที่นี่จริงๆ ขณะที่ซ่งอวี้หน่วนก็ไปแจ้งความจริงๆ ขึ้นมา มีหรือที่หลินตู้จะยอมช่วยเธอปิดบังความผิด และไม่ต้องคิดเลยว่าฉู่จื่อโจวจะแสดงท่าทีอย่างไรกับเรื่องนี้
เพียงชั่วพริบตา หลินฉิงก็ตัดสินใจล้มเลิกแผนการทั้งหมด ได้แต่จ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยความขุ่นเคืองใจ ‘แล้วที่ฉันถ่อมาถึงนี่มันเพื่ออะไรกัน เสียเวลาเปล่าชัดๆ!’
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการยกหินขึ้นมาทุ่มใส่เท้าตัวเองเลย!
ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากพูด ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นเกินจริง “ฟ้าจะมืดแล้วนะคะพี่หลินฉิง พี่จะต้องเสียใจแน่ค่ะ!”
สีหน้าของหลินฉิงพลันเปลี่ยนไปทันที ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอจึงรีบหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวก้าวขึ้นรถโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง และในไม่ช้ารถคันนั้นก็ลับหายไปจากสายตาของซ่งอวี้หน่วน
ซ่งอวี้หน่วนเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ ‘ถ้ายังกล้ากลับมาอวดดีอีกละก็ ฉันจะช่วยสานฝันให้หูเสี่ยวเหม่ยสมหวังเอง’
ขณะเดียวกันบนรถจี๊ป หลินฉิงยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ เธอกระวนกระวายจนต้องเร่งให้ลุงจงขับรถเร็วขึ้นอีก รถจี๊ปแล่นลิ่วราวจรวดจนมาถึงตัวอำเภอ แต่โชคร้ายที่ที่ทำการไปรษณีย์ปิดทำการไปแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถโทรศัพท์ได้
แล้วจะไปที่ไหนดี?
หลินฉิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวิ่งไปหาที่พักที่บ้านพักรับรอง แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง เพราะโรงงานอิเล็กทรอนิกส์กำลังจะเปิดทำการ ทำให้มีแขกเหรื่อจากต่างเมืองเดินทางมามากมายจนที่พักทั้งเล็กและใหญ่ในตัวอำเภอเต็มหมดเกลี้ยง ได้ยินมาว่าในบรรดาแขกเหล่านั้นมีนักธุรกิจจากฮ่องกงรวมอยู่ด้วย
กว่าที่หลินฉิงจะหาที่โทรศัพท์ได้สำเร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทจนมองเห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้าเสียแล้ว
ปลายสายคือหลินเจีย พี่สาวของเธอ หลังจากวางสาย หลินเจียก็ไม่รอช้า รีบพาลูกสาวทั้งสองคนไปยังบ้านพักของซูจวิ้นเจ๋อทันที
เธอเห็นกับตาตัวเองว่าไฟในบ้านเพิ่งจะดับลง แต่ก็จำเป็นต้องเดินเข้าไปเคาะประตู ทว่า...จนกระทั่งเธอและลูกสาวถูกเจ้าหน้าที่ของชุมชนพาตัวไป ประตูบ้านของซูจวิ้นเจ๋อก็ยังคงปิดสนิท และไม่มีแสงไฟใดๆ เล็ดลอดออกมาอีกเลย
แน่นอนว่ามีคนอยู่ข้างใน แต่เขาแค่ไม่ยอมเปิดประตูให้เท่านั้น
หลินเจียรู้ดีว่าน้องสาวของเธอกำลังเดินทางกลับมา และความรู้สึกไม่สบายใจก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเธอทีละน้อย ทว่าเธอกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย
***
เรื่องราวกลับมาที่บ้านตระกูลซ่งอีกครั้ง หลังจากที่หลินฉิงและคนของเธอจากไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน
ซ่งอวี้หน่วนยังคงยิ้มแย้มสดใสเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
ถึงแม้ซ่งเหลียงจะยืนอยู่ไกลจนไม่ได้ยินบทสนทนา แต่เขาก็มั่นใจว่าลูกสาวของตนไม่ได้เสียเปรียบอย่างแน่นอน กระนั้นเขาก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้น “เสี่ยวหน่วน... เมื่อกี้หลินฉิงมาทำอะไรอีกแล้วลูก?”
“อ๋อ... เธอมาถามเรื่องคทาหยกน่ะค่ะ เห็นว่าสีมันเปลี่ยนไป ก็เลยมาถามน้องหมิงเซิ่งดู”
สีหน้าของซ่งเหลียงพลันเคร่งขรึมลงทันที “แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับหมิงเซิ่งของพ่อ?”
“นั่นสิคะ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับน้องชายหนูเลย สุดท้ายเธอก็เลยกลับไปแล้วค่ะ”
ซ่งเหลียงขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนว่าน้องสาวของปัญญาชนหลินคนนี้จะสติไม่ค่อยดีนัก
“เสี่ยวหน่วน ฟังพ่อนะ ถ้าคราวหน้าผู้หญิงคนนี้มาหาเรื่องอีก ลูกไม่ต้องไปสนใจนะ เดี๋ยวพ่อจะให้ย่ากับแม่ออกไปจัดการเอง”
ซ่งอวี้หน่วนรีบพยักหน้ารับคำทันที “ค่ะพ่อ! คราวหน้าถ้าเธอมาอีก หนูจะไปฟ้องคุณย่าให้มาจัดการเลยค่ะ คุณย่าของหนูดุจะตายไป”
หลังจากพูดคุยหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ ผู้หญิงสามวัย ทั้งแม่สามีและลูกสะใภ้ที่กำลังง่วนอยู่กับการตัดเย็บเสื้อผ้าในห้องของซ่งถิงก็พอดีกับเวลาพักงาน
ปู่ซ่งเองก็มีฝีมือในการทำอาหารเช่นกัน ผักกวางตุ้งในสวนหลังบ้านกำลังโตได้ที่ เขาจึงนำมาทำซุปเต้าหู้ร้อนๆ กินคู่กับฮวาจ้วน หรือซาลาเปาดอกไม้ที่นึ่งไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารโชยไปทั่วบ้าน ชวนให้น้ำลายสอ
เมื่อเห็นว่าในครัวมีคนช่วยเยอะแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงจูงมือน้องชายตัวน้อยที่เอาแต่จ้องมองเธอด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นไปยังคอกม้า เธอป้อนหญ้าแห้งให้ม้าสีแดงพุทราไปพลาง เอ่ยถามน้องชายไปพลาง “เห็นเราทำหน้าอึดอัดมาตั้งนานแล้ว อยากจะบอกอะไรกับพี่หรือเปล่า?”
น้องหมิงเซิ่งกระซิบเสียงเบา “พี่ครับ... คทาหยกอันนั้นเป็นของปลอมนะ ไม่ใช่ของจริง”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าอย่างรู้อยู่แล้ว “อืม... หยกแท้สีจะไม่เปลี่ยนหรอก มีแต่ของปลอมเท่านั้นแหละที่สีจะเปลี่ยน”
“พี่ครับ ถ้าวันไหนผมเห็นของจริงอันเดิมขึ้นมา ผมบอกพี่ได้ไหมครับ?”
“ต้องบอกสิ! ถ้าเห็นเมื่อไหร่ต้องรีบบอกพี่ทันทีเลยนะ พี่จะไปเอามันกลับคืนมาให้เราเอง”
ดวงตาของหมิงเซิ่งเป็นประกายด้วยความดีใจ “จริงนะครับพี่! งั้นคืนนี้ผมจะไปบอกมันในฝันเลยว่าพี่ตกลงแล้ว”
มือที่กำลังส่งหญ้าแห้งให้ม้าของซ่งอวี้หน่วนชะงักค้าง เธอหันมามองน้องชายด้วยความประหลาดใจ “นี่น้องฝันแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?”
หรือว่าน้องชายของเธอคนนี้จะเป็นพระเอกในนิยายแนวแฟนตาซี ไม่ใช่แค่ตัวประกอบจืดจางในนิยายที่มีเธอเป็นตัวเอก
“ไม่ใช่ครับ! ผมแค่ตั้งใจว่าจะไปบอกในฝัน ไม่แน่ว่ามันอาจจะฝันเหมือนกันก็ได้ ผมก็เลยจะลองบอกดู พี่เข้าใจใช่ไหมครับ?”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มพลางลูบศีรษะเล็กๆ ของเขาอย่างเอ็นดูพลางเปลี่นเรื่อง “อิ๋งอิ๋งอายุเท่าเราเลยนะ แก่กว่าแค่เดือนเดียว ตอนนี้เธอท่องบทเพลงตำรับยาได้แล้ว แล้วเราล่ะท่องได้ยัง?”
หมิงเซิ่งตอบอย่างฉะฉาน “ผมก็ท่องได้ครับ!”
“ไหนลองท่องให้พี่ฟังสิ”
“ซื่อจวินจื่อทัง จงเหออี้ เซินจู๋ฝูหลิงกานเฉ่าปี่...”
ซ่งอวี้หน่วนรีบขัดจังหวะ “พอแล้วๆ พี่รู้แล้วว่าเราเก่ง” เธอพูดจบก็จูงมือน้องชาย “ไปกันเถอะ ไปชวนเสี่ยวฮวาเล่นกระโดดช่องดีกว่า”
การเล่นกระโดดช่องสี่เหลี่ยมเป็นอะไรที่สนุกสุดๆ ไปเลย
***
ฉู่จื่อโจวเดินทางเข้าสู่ปักกิ่งพร้อมกับรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยหมวกสานกันแดด นี่เป็นการกลับมาเหยียบบ้านเกิดครั้งแรกหลังจากที่เขาก่อเรื่องวุ่นวายเอาไว้
การกลับมาของเขาทำเอาแม่ของฉู่จื่อโจวใจแทบสลาย เธอคว้ามือลูกชายไว้ น้ำตาร่วงเผาะลงมาทันที
แต่เพียงชั่วครู่เดียว ฉู่จื่อโจวก็ถูกผู้เฒ่าฉู่ ผู้เป็นพ่อ เรียกตัวเข้าไปในห้องหนังสือ
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะราบรื่นไปเสียหมด
ไม่มีใครคาดคิดว่าการกลับมาของฉู่จื่อโจวในครั้งนี้ เขาไม่ได้มาเพื่อสร้างเรื่องปวดหัวหรือหลอกเอาเงินจากคนปักกิ่งอีกต่อไป
หมวกสานที่เขานำมาด้วย แม้จะถูกสายตาดูแคลนจากแม่ของเขาในตอนแรก แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้นมาลองสวมดู เมื่อส่องกระจกดูตัวเอง เธอก็ถึงกับตะลึง เพราะหมวกใบนี้ช่วยพรางริ้วรอยบนใบหน้าของเธอได้อย่างไม่น่าเชื่อ
พี่สะใภ้ใหญ่ฉู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงเอ่ยขึ้น “คุณแม่เลิกทำหน้าดูถูกแบบนั้นได้ไหมคะ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วหมวกสานของจื่อโจวจะขายให้ใครได้?”
หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงไม่พอใจกับคำพูดนี้ แต่ในวันนี้เธอกลับเห็นด้วยอย่างยิ่ง ลูกชายของเธอเก่งกาจเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
เนื่องจากมีการบอกกล่าวกันล่วงหน้า หลายคนที่มาดูของจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก คิดเสียว่าเป็นการซื้อขายเพื่อรักษาน้ำใจ ถ้าขายไม่ออกจริงๆ ก็คงต้องควักเงินตัวเองซื้อเก็บไว้ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนที่เคยยุยงให้ฉู่จื่อโจวจัดงานเต้นรำ
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่อได้เห็นของจริง ทุกคนต่างก็ต้องประหลาดใจไปตามๆ กัน
โดยเฉพาะหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของห้างสรรพสินค้าที่ตอนแรกยังกลุ้มใจว่าจะขายหมวกพวกนี้ออกไปได้อย่างไร พอได้เห็นของจริงก็ถึงกับตาโต เขาอนุมัติการสั่งซื้อทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แถมยังให้ราคาดีเกินคาดอีกด้วย
หมวกสานสำหรับผู้หญิงราคาใบละ 1 หยวน 6 เหมา สำหรับผู้ชายราคา 1 หยวน 2 เหมา ส่วนแบบพิเศษที่ภรรยาของตระกูลโจวทำนั้นได้ราคาสูงถึง 1 หยวน 8 เหมา
ทุกอย่างง่ายดายกว่าที่ฉู่จื่อโจวคิดไว้มาก
เมื่อถึงเวลาชำระเงิน หลังจากหักค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปล่วงหน้าแล้ว เขายังเหลือเงินอีกกว่า 4,000 หยวน และเมื่อหักค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ออกไป ก็ยังคงเหลือผลกำไรเหนาะๆ ถึง 3,200 หยวน
ฉู่จื่อโจวถึงกับสูดหายใจเข้าลึกๆ
นี่มันกำไรงามเกินไปแล้ว!
หากเขาไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน แค่รับซื้อหมวกสานแบบนี้มาขายต่อกินส่วนต่างก็คงจะรวยไม่รู้เรื่องแล้ว
ซ่งอวี้หน่วน... เขาต้องให้โบนัสก้อนโตกับเธอ!
[จบบท]