บทที่ 125: คนหนึ่งผยอง อีกคนหวาดผวา
ซ่งอวี้หน่วนกำลังจะเดินจากไป แต่กลับถูกฉู่เจียวเจียวขวางไว้เสียก่อน
“ซ่งอวี้หน่วน เธออย่าเพิ่งไปสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”
หญิงสาวขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิดระคนรำคาญใจ “ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเธอ”
ว่าแล้วก็หมุนตัวเดินจากไปทันที แต่ฉู่เจียวเจียวกลับวิ่งตามมาตอแยไม่เลิก พร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “ฉันได้ยินมาว่า ที่เธออุตส่าห์ไปช่วยฉู่เสี่ยวเฉ่า ก็เพราะกลัวว่าตัวเองจะต้องแต่งงานสลับตัวในอนาคต ถึงได้รีบหาเมียให้พี่ชายไว้แต่เนิ่นๆใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนอยากจะเบ้ปากมองบนให้ถึงดาวอังคาร ที่เธอตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยฉู่เสี่ยวเฉ่า ก็เพราะเด็กคนนั้นเป็นคนช่วยอาสะใภ้รองกับลูกๆ แก้แค้นต่างหาก
อาสะใภ้รองเองก็สงสารฉู่เสี่ยวเฉ่ามาก ไม่กี่วันก่อนยังเอาเสื้อผ้ากับรองเท้าที่ทำเสร็จแล้วไปให้ ตอนนี้ชีวิตของฉู่เสี่ยวเฉ่าดีขึ้นมากแล้ว มีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอน แถมป้าอู๋ก็ดูแลอย่างดี
นอกจากนี้ยังได้เรียนหนังสืออีกด้วย ได้ยินมาว่าเธอทำงานโดยไม่มีเงินเดือน หลิวต้านิวเลยไม่มาวุ่นวายด้วย ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็คงเป็นเพราะยังไม่กล้ามากกว่า
“เธอไปฟังเรื่องไร้สาระนี่มาจากไหน” ซ่งอวี้หน่วนคว้าแขนของฉู่เจียวเจียวไว้แน่น พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ทว่าอีกฝ่ายกลับยังคงดื้อรั้น “ตกลงว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนยอมปล่อยมือแต่โดยดี ก่อนจะเอ่ยเนิบๆ “แล้วถ้าจริงจะทำไมเหรอ หรือถ้าไม่จริงแล้วมันจะยังไง”
คำตอบของเธอทำให้ฉู่เจียวเจียวถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เพราะไม่คาดคิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้
“เรื่องนี้เธอเคยเอาไปพูดให้คนอื่นฟังบ้างหรือยัง” ซ่งอวี้หน่วนถามต่อ
แววตาของฉู่เจียวเจียวหลุกหลิกอย่างเห็นได้ชัด
ซ่งอวี้หน่วนแค่นหัวเราะ “นี่มันว่างมากจนไม่มีอะไรทำหรือไงนะ ฉันไม่อยากมีเรื่องกับเธอ แต่เธอกลับจงใจมาหาเรื่องฉันเอง เชื่อไหมว่าฉันจะส่งเธอไปเลี้ยงหมูเหมือนกัน”
ทำไมคนเราถึงไม่คิดจะทำตัวดีๆ กันบ้างเลยนะ
ในเมื่อพูดดีๆ ไม่รู้เรื่อง ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจลากตัวฉู่เจียวเจียวตรงไปยังห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ชุยทันที เธอไม่เสียเวลายืนต่อปากต่อคำกับคนแบบนี้กลางโรงเรียนให้เสียเวลาหรอก เพราะเด็กวัยรุ่นสมัยนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่พร้อมจะเชื่อและแพร่กระจายข่าวลือไร้สาระได้ทุกเมื่อ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟทางเดินที่เปิดเอง เรื่องหัวคนที่ลอยอยู่ในห้องน้ำ หรือเสียงร้องไห้จากป่าหลังโรงเรียน ไปจนถึงเรื่องที่ว่าสนามโรงเรียนเคยเป็นหลุมฝังศพคนนับหมื่นมาก่อน
ซ่งอวี้หน่วนเรี่ยวแรงเยอะกว่าที่เห็น ภายนอกทำให้ฉู่เจียวเจียวที่ถูกลากมาตลอดทางถึงกับงุนงง เพราะทุกอย่างมันผิดไปจากแผนที่วางไว้หมด ในความคิดของเธอ ทันทีที่เธอพูดเรื่องนั้นออกไป ซ่งอวี้หน่วนจะต้องร้อนตัวและรีบปฏิเสธเป็นพัลวันแน่
เธอรู้จักซ่งหมิงโปดี แม้จะเรียนอยู่ห้อง 2 แต่ผลการเรียนก็ยอดเยี่ยม ติด 1 ใน 10 ของระดับชั้นเสมอ ทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลา ถึงจะเป็นแค่หนุ่มบ้านนอก แต่ก็ไม่มีทางชายตามองฉู่เสี่ยวเฉ่าแน่นอน
และที่สำคัญ วันนั้นเธอเห็นกับตาตัวเองแล้วว่าทั้งย่าและแม่ของซ่งอวี้หน่วนต่างก็ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ
เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาข้อครหา ซ่งอวี้หน่วนจะต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับฉู่เสี่ยวเฉ่าอย่างแน่นอน แล้วเด็กนั่นก็จะถูกไล่ออกมาเร่ร่อนเป็นขอทานเหมือนเดิม
เธอไม่อยากเห็นฉู่เสี่ยวเฉ่าได้ดีมีความสุข!
แต่กว่าจะดึงสติกลับมาได้ ฉู่เจียวเจียวก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่เสียแล้ว
อาจารย์ใหญ่ชุยถึงกับสะดุ้งตกใจ เมื่อตั้งสติมองให้ดีก็จำได้ว่าเป็นซ่งอวี้หน่วนกับฉู่เจียวเจียวนั่นเอง
แต่ท่าทีของเด็กสาวทั้งสองกลับแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
คนหนึ่งดูหยิ่งผยองไม่เกรงกลัวใคร ส่วนอีกคนกลับมีท่าทีหวาดผวา!
คนที่ดูผยองคือซ่งอวี้หน่วน ส่วนคนที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นก็คือฉู่เจียวเจียวที่คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะบานปลายมาถึงจุดนี้
“อาจารย์ใหญ่คะ หนูจะขอเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบเองค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนเปิดฉากขึ้นก่อน
จากนั้นเธอก็เริ่มสาธยายตั้งแต่เรื่องที่ฉู่เสี่ยวเฉ่าถูกพ่อแม่แท้ๆ และฉู่เจียวเจียวบีบบังคับให้ไปดูตัวที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากหัวหน้าคอมมูนหวงและผู้อำนวยการเจิ้ง จนมีงานทำ มีที่กินที่นอนเป็นของตัวเอง
อันที่จริงเรื่องราวทั้งหมดควรจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่วันนี้เธอกลับถูกฉู่เจียวเจียวเข้ามาหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล แถมยังกล่าวหาว่าเธอช่วยเหลือฉู่เสี่ยวเฉ่าเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอีกด้วย
“นี่มันเป็นการกลับดำเป็นขาวชัดๆ เลยนะคะ ทั้งๆ ที่คนที่ช่วยเหลือฉู่เสี่ยวเฉ่าคือผู้อำนวยการเจิ้ง หัวหน้าคอมมูนหวง และผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านลิ่วเซี่ยถุน แบบนี้ไม่เท่ากับว่าฉู่เจียวเจียวกำลังรังแกหนูอยู่เหรอคะ”
อาจารย์ใหญ่ชุยลอบคิดในใจ เด็กสาวที่สุขุมเยือกเย็นและพูดจาฉะฉานหลักแหลมขนาดนี้ ใครหน้าไหนจะมารังแกเธอได้กัน
แต่ถึงอย่างนั้น ฉู่เจียวเจียวก็ทำเกินไปจริงๆ
เขาจึงหันไปตำหนิฉู่เจียวเจียวก่อนเป็นอันดับแรก “เรื่องที่ไม่มีหลักฐาน เธอจะมาคาดเดาส่งเดชได้ยังไง แล้วใครเป็นคนบอกเรื่องนี้กับเธอ”
พอถูกอาจารย์ใหญ่ชุยตำหนิเข้า ฉู่เจียวเจียวก็ปล่อยโฮออกมาทันที
อาจารย์ใหญ่ชุยซักถามต่อว่าเธอได้นำเรื่องนี้ไปพูดกับใครอีกบ้าง แต่ฉู่เจียวเจียวกลับเอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมตอบ จนเขาต้องตามครูประจำชั้นของห้อง 1 มา เมื่อถูกทั้งสองฝ่ายกดดัน ในที่สุดเธอก็ยอมรับสารภาพว่าเล่าให้เพื่อนร่วมโต๊ะฟังไปเพียงคนเดียว
เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอจึงถูกเรียกตัวมาสอบสวน โชคดีที่เด็กคนนั้นยังไม่ทันได้นำเรื่องซุบซิบนี้ไปขยายความต่อ
สุดท้ายอาจารย์ใหญ่จึงถามถึงต้นตอของข่าวลือ “แล้วเธอไปได้ยินเรื่องนี้มาจากใคร”
ฉู่เจียวเจียวโยนความผิดให้ผู้ปกครองของตัวเองอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ซ่งอวี้หน่วนถามแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความนัยลึกซึ้ง “ผู้ปกครองที่พูดถึงนี่ คือแม่บุญธรรม หรือว่าพ่อแท้ๆ ของเธอกันแน่”
คำถามนี้ทำให้อาจารย์ใหญ่และครูประจำชั้นถึงกับมองหน้ากันอย่างงุนงง ความสัมพันธ์ระหว่างแม่บุญธรรมกับพ่อแท้ๆ มันเป็นยังไงกันแน่
ฉู่เจียวเจียวซึ่งในที่สุดก็เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ถึงกับหน้าซีดเผือด เธอเบิกตากว้างจ้องซ่งอวี้หน่วนเขม็ง “เธอพูดจาเหลวไหลนะ! นั่นคือพ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมของฉัน คนที่ปล่อยข่าวลือน่ะคือเธอต่างหาก!”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “เหรอ” เธอยกยิ้มมุมปาก “ถ้างั้นถ้าเธอคิดว่าฉันปล่อยข่าวลือ ก็ทำเหมือนวันนี้สิ เรามายืนเผชิญหน้ากันให้รู้เรื่องไปเลย แบบนั้นทุกอย่างก็กระจ่างแล้วไม่ใช่เหรอ”
คำท้านั้นทำให้ฉู่เจียวเจียวหน้าเปลี่ยนสี เธอทำได้เพียงปาดน้ำตาทิ้งแล้วก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งอวี้หน่วนจึงหันไปพูดกับอาจารย์ใหญ่ชุย “หนูยังมีธุระ ขอตัวกลับก่อนนะคะ” จากนั้นก็กล่าวลาทั้งอาจารย์ใหญ่และครูประจำชั้นอย่างนอบน้อม เป็นภาพลักษณ์ของนักเรียนตัวอย่างโดยแท้
หลังจากนั้น ฉู่เจียวเจียวกับเพื่อนร่วมโต๊ะก็ถูกอบรมไปอีกชุดใหญ่ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าห้องเรียนได้
เพื่อนคนนั้นอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ “เฮ้อ โชคดีนะที่ฉันยังไม่ได้เอาไปพูดต่อ ไม่งั้นฉันคงซวยกลายเป็นคนชอบนินทาไปด้วยแล้ว”
ฉู่เจียวเจียวดวงตาแดงก่ำ ได้แต่กัดริมฝีปากแน่นอย่างเจ็บใจ
ทันใดนั้น เธอก็เหลือบไปเห็นซ่งอวี้หน่วนกับซ่งหมิงโปเดินมาด้วยกันพอดี ฉู่เจียวเจียวตกใจจนต้องรีบหันหลังแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางทันที เพื่อนของเธอจึงต้องรีบวิ่งตามไปอย่างลุกลี้ลุกลน
ซ่งอวี้หน่วนยกยิ้มมุมปาก นั่นแหละ ค่อยถูกหน่อย เห็นหน้าเธอแล้วก็ต้องรู้จักหลบไปให้ไกลๆ
เธอหยิบเงิน 10 หยวนส่งให้พี่ชาย พร้อมกับกำชับว่าไม่ต้องประหยัดมากนัก เพราะตอนนี้ฐานะทางบ้านของพวกเขาก็ดีขึ้นแล้ว
ซ่งหมิงโปก็รู้ดีว่าฐานะทางบ้านดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ด้วยความที่เคยชินกับการประหยัด อีกทั้งยังต้องมาเอาเงินของน้องสาว เขาก็รู้สึกกระดากอาย แต่พอได้ยินว่าเป็นคำสั่งของย่า เขาจึงยอมรับมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“พี่คะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้น “นักเรียนหญิงที่ชื่อฉู่เจียวเจียวอยู่ห้อง 1 คนที่เพิ่งเห็นหน้าหนูแล้วรีบวิ่งหนีไปเมื่อกี้น่ะ ต่อไปนี้พี่อย่าไปคุยกับเธอนะคะ”
ซ่งหมิงโปยิ้มกว้างออกมา นี่สิถึงจะใช่น้องสาวของเขาจริงๆ ที่คอยเป็นห่วงเป็นใยและออกคำสั่งนู่นนี่ได้ เช่น ห้ามไปยุ่งกับคนนั้น ห้ามไปคุยกับคนนี้ เขาจึงขานรับอย่างเสียงดังฟังชัด
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองพี่ชายอย่างแปลกใจ ดูจากพลังเสียงที่เต็มเปี่ยมของเขาแล้ว คงไม่ได้อดอยากอะไรสินะ
เมื่อปัญหาเรื่องการเข้าเรียนของซ่งอวี้หน่วนคลี่คลายลง ก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงอยู่ในใจของทุกคนในครอบครัวก็ถูกยกออกไป
เสื้อผ้าล็อตที่สองถูกนำมารีดและตรวจสอบคุณภาพทีละตัวอย่างละเอียด ซ่งอวี้หน่วนเรียกกระบวนการนี้ว่าการตรวจสอบคุณภาพ และยืนยันว่าสินค้าทุกชิ้นต้องไร้ที่ติก่อนนำออกไปขาย เพื่อไม่ให้ลูกค้าหาข้อตำหนิได้แม้แต่น้อย
แม้ครั้งนี้จะใช้ผ้าดิบในคลังไปเพียงครึ่งเดียว แต่เสื้อผ้าที่ผลิตเสร็จกลับอัดแน่นจนเต็มลังไม้ขนาดใหญ่ถึง 5 ใบ ทั้งหมดถูกลำเลียงขึ้นไปจัดวางอย่างเป็นระเบียบบนรถม้าของปู่ซ่งซึ่งสะอาดเอี่ยมจนใช้เป็นที่นอนได้สบายๆ
เมื่อพร้อมแล้ว ทั้งครอบครัวจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ โดยครั้งนี้มีหมิงเซิ่งร่วมเดินทางไปด้วยในฐานะนายแบบตัวน้อย
ระหว่างทาง พวกเขาก็เจอกับรถโดยสารประจำทางของพี่หนิวที่ขับสวนมา ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นเวรทำงานของเธอพอดี
ทันทีที่เห็นซ่งอวี้หน่วน ดวงตาของพี่หนิวก็เปล่งประกายขึ้นมา เธอกำลังอยากเจอซ่งอวี้หน่วนอยู่พอดี
“พี่โหลว จอดรถแป๊บหนึ่ง ให้เสี่ยวหน่วนขึ้นมาหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยกับน้อง” เธอบอกกับคนขับรถ
[จบบท]