บทที่ 126: คำทำนายของเสี่ยวหน่วน
เสียงเครื่องยนต์ที่ดังสม่ำเสมอเริ่มแผ่วลง รถโดยสารประจำทางค่อยๆ ชะลอความเร็วก่อนจะจอดสนิทที่ข้างทาง
พี่หนิวเป็นคนที่เอ็นดูซ่งอวี้หน่วนเป็นพิเศษ เพราะไม่ว่าจะมีของดีอะไรซ่งอวี้หน่วนก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งปันให้เธอเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสะพายข้าง กิ๊บติดผม หรือกางเกงขายาวตัวใหม่
โดยเฉพาะกางเกงทรงสวยที่ทำให้ขาของเธอดูเรียวยาวเป็นพิเศษ หรือแม้แต่หมวกกันแดดสำหรับฤดูร้อน ความมีน้ำใจทั้งหมดนี้พี่หนิวจดจำไว้ในใจไม่เคยลืม
เมื่อเห็นว่ารถโดยสารจอดสนิท รถม้าของตระกูลซ่งจึงรีบขยับเข้าไปใกล้
พี่หนิวหันไปกล่าวกับผู้โดยสารคนอื่นๆ อย่างเกรงใจ “ขอโทษนะคะทุกท่าน ขอรบกวนเวลาสักครู่นะคะ”
ปกติแล้วพนักงานเก็บค่าโดยสารซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยคนสำคัญของคนขับมักจะวางตัวเข้มงวด แต่วันนี้กลับดูอ่อนโยนเป็นพิเศษจนน่าประหลาดใจ บรรดาผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านหลังจึงพร้อมใจกันตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร
เมื่อประตูรถเปิดออก พี่หนิวซึ่งยืนรออยู่ก็โบกมือทักทายย่าซ่งกับเซี่ยกุ้ยหลาน ก่อนจะส่งเสียงเรียกเด็กสาวที่เธอเอ็นดู “เสี่ยวหน่วน ขึ้นมาบนรถหน่อยสิ”
ซ่งอวี้หน่วนจึงก้าวขึ้นไปบนรถโดยสารอย่างว่าง่าย ขณะที่ปู่ซ่งก็บังคับรถม้าให้เคลื่อนตัวต่อไป รถโดยสารออกตัวเร็วกว่ามาก ไม่นานก็วิ่งฉิวจนลับสายตาไป
ย่าซ่งมองตามพลางหันไปพูดกับลูกสะใภ้ “ไม่รู้ว่าเสี่ยวหนิวเขามีเรื่องอะไรกับเสี่ยวหน่วนนะ” แต่ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ที่หลานสาวคนโตของบ้านรู้จักผู้คนมากมายขนาดนี้
บนรถโดยสาร ซ่งอวี้หน่วนนั่งลงข้างๆ พี่หนิวซึ่งขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบด้วยเสียงที่เบาลง “พี่ได้ยินมาจากอาของพี่ว่า คุณจูม่าน หัวหน้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมของปักกิ่งมาที่หนานซานของเราด้วยนะ อาหญิงของเธอเสียงดีขนาดนั้น พี่เคยฟังครั้งหนึ่งยังจำได้ไม่ลืมเลย ไม่ลองหาโอกาสไปพบอาจารย์จูม่านดูหน่อยเหรอ”
ข่าวนี้ทำให้ซ่งอวี้หน่วนประหลาดใจไม่น้อย เธอไม่คาดคิดว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับอาจารย์จูม่านจะเดินทางมาถึงอำเภอหนานซาน
ครั้งนี้จะต้องให้อาหญิงอุ้มเธอแล้วร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังอีกครั้งเพื่อสร้างความประทับใจไหมนะ?
“อาจารย์จูม่านมาถึงที่นี่แล้ว หัวหน้าคณะกู่ที่ดูแลอาหญิงอยู่ก็น่าจะทราบข่าวใช่ไหมคะ”
“พี่ได้ยินคุณอาบอกว่าดูเหมือนท่านจะแอบมาเยี่ยมเพื่อนเงียบๆ นะ คงไม่มีใครรู้เรื่องนี้” พี่หนิวให้ข้อมูลเพิ่มเติม “ตอนนี้ท่านพักอยู่ที่ชั้น 2 ของบ้านพักรับรอง อาของพี่สามารถพาอาหญิงของเธอขึ้นไปพบท่านได้ เราไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องจะขอติดตามไปหรืออะไร แค่ให้ท่านช่วยชี้แนะสักหน่อยก็พอ นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากๆ เลยนะ ถ้าได้รับการชี้แนะจากท่าน เส้นทางในอนาคตของอาหญิงเธอก็จะราบรื่นขึ้นเยอะเลย จริงไหม”
ซ่งอวี้หน่วนกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น “ขอบคุณมากค่ะพี่หนิว แล้วก็ฝากขอบคุณหัวหน้าหนิวด้วยนะคะ เดี๋ยวหนูจะลองไปที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมดูก่อนว่าอาหญิงอยู่หรือเปล่า ถ้าเจอจะรีบบอกเรื่องนี้กับอาทันทีเลยค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน” พี่หนิวรีบกำชับ “เหล่ากู่เป็นหัวหน้าโดยตรงของอาหญิงเธอ จะทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาเขาไม่ได้เด็ดขาด ทางที่ดีที่สุดคือให้เขาเป็นคนพาอาหญิงของเธอไปที่บ้านพักรับรอง จากนั้นอาของพี่จะเป็นคนพาพวกเธอขึ้นไปพบท่านเอง”
เธอครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดเสริมด้วยความมั่นใจ “เหล่ากู่เป็นคนดีมาก เขาต้องเห็นด้วยแน่ๆ เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก”
แต่เมื่อซ่งอวี้หน่วนไปถึงคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม เธอก็พบว่าทั้งคณะได้ลงพื้นที่ไปต่างอำเภอกันหมดแล้ว
ขณะที่ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ ซ่งอวี้หน่วนก็อดคิดถึงอาหญิงของเธอขึ้นมาไม่ได้ ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ไม่รู้ว่าคนร้ายที่คิดไม่ดีกับอาถูกจับไปแล้วหรือยัง
คุณลุงยามที่ดูแลสถานที่เอ่ยขึ้น “คราวนี้พวกเขาลงพื้นที่ไปสัมผัสวิถีชีวิตและหาแรงบันดาลใจกันน่ะ กว่าจะกลับก็อีกสัปดาห์กว่าๆ ถ้าหนูมีธุระด่วนอะไร ทิ้งเบอร์ไว้สิ พออาหญิงของหนูกลับมา ลุงจะให้เธอโทรกลับไปหา”
ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบให้เบอร์โทรศัพท์ของที่ทำการกองพลน้อยเอ้อร์เต้าเหอไว้ ตอนนี้ครอบครัวของเธอยังมาไม่ถึง เธอจึงไม่อยากให้คนเยอะจนรบกวนการทำงานของคุณลุงยาม
รถม้าของตระกูลซ่งจอดรออยู่อีกฟากของถนน ซ่งอวี้หน่วนวิ่งข้ามไปอย่างรวดเร็ว เปิดหีบสำรองที่ติดอยู่กับตัวรถแล้วหยิบหมวกฟางใบใหญ่ออกมาใบหนึ่ง เป็นหมวกที่สานอย่างประณีตและมีปีกกว้างเป็นพิเศษ
เธอวิ่งกลับมาหาคุณลุงยามพร้อมกับยื่นหมวกให้ “คุณลุงคะ นี่เป็นหมวกที่คุณปู่ของหนูสานเองค่ะ อีกไม่กี่วันอากาศก็จะร้อนแล้ว ใส่หมวกใบนี้จะช่วยให้เย็นขึ้นเยอะเลยค่ะ”
พูดจบเธอก็สวมหมวกให้คุณลุงยามอย่างน่ารัก ซึ่งขนาดก็พอดีกับศีรษะของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างสดใส
เพียงบทสนทนาสั้นๆ ก็ทำให้ทั้งสองคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว คุณลุงยามไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจหรือยืนกรานจะจ่ายเงิน แต่เขากลับเดินเข้าไปข้างในแล้วหยิบนิตยสารภาพและหนังสือพิมพ์เก่าหลายฉบับออกมาให้เธอเป็นการตอบแทน
ในยุคที่กระดาษและหนังสือเป็นของมีค่า ใครได้รับก็ต้องดีใจ ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่ปฏิเสธ เธอกล่าวขอบคุณ รับของทั้งหมดมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะกล่าวลาคุณลุงยามแล้วกลับขึ้นไปบนรถม้า เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังห้างสรรพสินค้า
การที่ซ่งถิงไม่อยู่ที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม ดูเหมือนจะทำให้ย่าซ่งโล่งใจอยู่ไม่น้อย ซ่งอวี้หน่วนนึกว่าคุณย่าที่รักเงินของเธอคงกำลังรีบร้อนอยากจะไปทำมาหากิน แต่แท้จริงแล้ว ในใจของหญิงชรากำลังนึกถึงคำทำนายของหลานสาว ที่ว่าดูเหมือนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหลังจากที่อาหญิงได้พบกับอาจารย์จูม่าน ดังนั้นการไม่พบกันเลยอาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว
กระนั้น ย่าซ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า หากลูกสาวของตนเป็นที่ต้องตาของคุณจูม่านจริงๆ ก็คงนับเป็นบุญวาสนาใหญ่หลวง ความคิดที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เธอรู้สึกซับซ้อนในใจอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อตอนนี้ลูกสาวไม่ได้อยู่ที่นี่ ความรู้สึกโล่งอกจึงมีมากกว่า
ในขณะเดียวกัน ณ คันนาที่ทอดตัวยาวท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงาม ห่างออกไปคือทะเลสาบที่ส่องประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงแดด ฝูงนกนางแอ่นโฉบผ่านผิวน้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นที่แผ่ขยายออกไปเป็นวงซ้อนกันอย่างสวยงาม ริมฝั่งทะเลสาบเรียงรายไปด้วยทิวต้นหลิว ซึ่งทอดกิ่งก้านที่พลิ้วไหวราวกับแถบผ้าไหมสีเขียวลงมาจรดผิวน้ำ และจะโยกไหวอย่างนุ่มนวลทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน
ใต้ร่มเงาของต้นไหวขนาดมหึมา ผู้คนจำนวนมากล้อมวงกันอยู่พร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงเพลงที่ดังแว่วมา
จูม่านซึ่งกำลังนั่งรถจี๊ปแล่นผ่านบริเวณนั้น เอ่ยกับคนขับขึ้นมา “คุณคนขับคะ รบกวนจอดรถด้วยค่ะ”
ทันทีที่ลงจากรถ เธอก็เดินลัดเลาะลงไปตามเนินเขา แล้วเสียงเพลงที่ไพเราะราวกับเสียงจากสวรรค์และเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกก็ลอยมาให้ได้ยิน
“บุปผาในตะกร้างามหอม เชิญฟังพวกเราร่วมขับขาน บรรเลงเพลงขับขาน…”
แววตาของอาจารย์จูม่านทอประกายสว่างวาบขึ้นในบัดดล สองมือกำเข้าหากันแน่นด้วยความตื่นเต้น เธอเฝ้าตามหาลูกศิษย์ที่จะมาสืบทอดวิชามาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยพบเจอคนที่เหมาะสมเลยสักครั้ง ใครเลยจะคาดคิด ว่าเพชรเม็ดงามที่เธอตามหาจะซ่อนอยู่กลางผืนดินและทุ่งนาแห่งนี้!
ย่าซ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการค้าขายในเมืองหารู้ไม่ว่า ในชั่วขณะนั้น ถิงถิงลูกสาวสุดที่รักของเธอ กำลังจะกลายเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์จูม่านแล้ว หญิงชรายังคงเชื่อว่าคนทั้งสองคงไม่มีวาสนาได้พบพานกันในชาตินี้
***
วันนี้ครอบครัวซ่งเดินทางมาตั้งแผงลอยที่หน้าห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง แต่กลับพบว่ามีพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่มาจับจองพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกหลายราย ทำเลประจำที่พวกเขาเคยขายอยู่ก็ถูกคนอื่นยึดไปเสียแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงแนะนำให้ทุกคนย้ายไปตั้งแผงทางทิศตะวันออกของห้างแทน ซึ่งเป็นลานกว้างขนาดใหญ่และอยู่ไม่ไกลจากโกดังเก็บสินค้า
ครั้งนี้พวกเขาเตรียมราวแขวนเสื้อผ้าแบบพับได้มาถึง 5 ตัว ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของซ่งอวี้หน่วนและฝีมือการสร้างของปู่ซ่ง ตัวราวทำจากไม้เนื้อดีที่ยังไม่ได้ทาสี จึงยังคงมีกลิ่นหอมของไม้อ่อนๆ อบอวลอยู่
ราว 3 ตัวแรกถูกกางออกเพื่อแขวนกางเกงขายาวที่ทำจากเนื้อผ้า 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผ้าสำหรับทำงาน และผ้าฝ้าย โดยพาดไว้บนคานไม้อย่างเป็นระเบียบและแบ่งตามขนาดใหญ่ กลาง เล็ก
ส่วนราวอีก 2 ตัวที่เหลือใช้สำหรับแขวนกระโปรงลายสก็อตยาวคลุมเข่ากว่า 30 ตัว ซึ่งมีทั้งลายสีแดง สีกาแฟ และสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีไม้แขวนที่ทำขึ้นเองอย่างง่ายๆ จากไม้ระแนงและลวดเหล็กสำหรับแขวนเสื้อนอกอีกกว่าสิบตัว รวมถึงเสื้อแขนสั้นและกางเกงเอี๊ยมสำหรับเด็ก
เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ ผู้คนจึงสัญจรไปมาอย่างคึกคัก ทันทีที่ตั้งร้านเสร็จ ฝูงชนก็พากันเข้ามารุมล้อมอย่างรวดเร็ว
วันนี้ซ่งเหลียงและปู่ซ่งเป็นคนมาช่วยดูแลร้าน ส่วนอารองซ่งเหอต้องอยู่บ้านเพื่อเตรียมตัวสอบและดูแลเด็กๆ อีก 2 คน
ปู่ซ่งนำรถม้าไปจอดในที่ที่ไม่เกะกะผู้คน พอเดินกลับมาก็พบว่าแผงลอยของตนถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่กำลังส่งเสียงพูดคุยกันอย่างออกรส
ซ่งอวี้หน่วนในวันนี้แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก็อตเข้ารูป เข้าคู่กับกางเกงผ้าสำหรับทำงานและรองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินขอบขาว เธอมัดผมเป็นทรงหางม้าสูงและประดับด้วยโบว์ผูกผมลายสก็อตที่เข้าชุดกัน บนบ่าสะพายกระเป๋าผ้าที่ตกแต่งด้วยดอกทานตะวันที่ทำจากเศษผ้าอย่างประณีต
ความงดงามของเธอเปรียบได้กับดอกไม้ที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ หรือยิ่งกว่านั้นคือเหมือนดาราภาพยนตร์ที่หลุดออกมาจากนิตยสารภาพ ดูสวยงามจนไม่เหมือนคนจริงๆ
เด็กสาวหลายคนมองเธอด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนที่คนหนึ่งจะชี้มาที่เธอแล้วพูดกับย่าซ่งว่า “คุณป้าคะ หนูขอชุดแบบนี้ชุดหนึ่งค่ะ แล้วก็ขอกระเป๋ากับโบว์ผูกผมด้วยนะคะ”
บนโต๊ะพับอีกตัวที่ตั้งอยู่ข้างๆ มีโบว์ผูกผมหลากหลายแบบวางเรียงรายอยู่มากมาย พร้อมด้วยกระเป๋าสะพายข้างอีกหลายสิบใบ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกผลิตขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อนำมาขายคู่กับเสื้อผ้าโดยเฉพาะ
[จบบท]