บทที่ 131: จับน้าชายยัดใส่รถไฟ
ย่าซ่งคว้าข้อมือของยายเซี่ยไว้แน่น ขณะที่ยายเซี่ยเองก็รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีบีบมือของย่าซ่งกลับไป หญิงชราทั้งสองต่างจ้องมองกันเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายซึ่งยากจะอธิบาย
ริมฝีปากของย่าซ่งสั่นระริก ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา “ทั้งซ่งถิงแล้วก็แม่ของอวี้หน่วน ก็เป็นเพราะตระกูลเซี่ยของพวกเธอมาทำให้เดือดร้อน!”
ในหัวของยายเซี่ยกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ‘ในคำทำนายของหลานรักบอกว่าตระกูลซ่งไปสร้างศัตรูไว้ หรือว่าคนคนนั้นก็คือ..’
ซ่งอวี้หน่วนมองภาพความวุ่นวายตรงหน้าแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ดูเหมือนว่าพอเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ทุกคนกลับทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ยังต้องเป็นเธอที่ออกโรงจัดการสถานการณ์ เหมือนเมื่อครู่ที่เธอเพิ่งเข้ามาในห้อง แทนที่จะมัวซักถามกันไปมา การพาคนป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนนะคะยาย ตอนนี้ยายต้องไปโรงพยาบาล วางใจได้เลยค่ะ หนูรู้จักกับผู้อำนวยการจวงที่โรงพยาบาลอำเภอหนานซานเป็นอย่างดี เพราะอาจารย์ของเขาคือปู่จี้ของหนูเอง”
ซ่งเหลียงที่เพิ่งได้สติพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ “ใช่ๆๆ ต้องไปโรงพยาบาลก่อน” พูดจบเขาก็แอบหันไปปาดน้ำตา
ความแค้นที่เคยจางหายไปบ้างแล้ว บัดนี้กลับค่อยๆ ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง แม้เรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้นจะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่แค่คิดถึงมัน หัวใจของเขาก็เจ็บปวดรวดร้าวไปหมด
ภรรยาของเขาต้องไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้เขาจนถูกรถชน เธอจะเจ็บปวดทรมานมากขนาดไหนกันนะ
ความรู้สึกไร้ทางสู้เข้าเกาะกุมหัวใจของเขาอย่างช้าๆ เขาจะทำอย่างไรดี ในชีวิตนี้เขายังมีโอกาสได้แก้แค้นหรือไม่
ในที่สุดยายเซี่ยก็สามารถสูดลมหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง เธอต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปสิ หลานสาวคนโตคนนี้เปรียบดั่งนางฟ้าตัวน้อยที่สวรรค์ส่งมาโปรดโดยแท้
“ไปสิ ยายจะไปโรงพยาบาล หลานรักของยายบอกอะไร ยายเชื่อฟังทุกอย่าง” เธอพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้น
ย่าซ่งเบ้ปากพร้อมกับแค่นเสียงหยัน “ถือว่าโชคดีไปนะ”
ปกติแล้วยายเซี่ยเป็นคนนิสัยอ่อนโยน ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร แต่วันนี้เธอกลับสวนกลับไปอย่างเหลืออด “เธอก็เหมือนกันนั่นแหละ”
ไม่เคยเลี้ยงดูซ่งอวี้หน่วนมาแม้แต่วันเดียว แต่กลับทำตัวราวกับเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด ด้วยนิสัยอย่างย่าซ่งแล้ว เด็กที่ถูกสลับตัวไปอยู่ด้วยคงไม่นึกถึงบุญคุณของเธอเลยสักนิด
ทันใดนั้นยายเซี่ยก็คว้ามือของย่าซ่งไว้แล้วปล่อยโฮออกมา “คุณพี่คะ พอพูดถึงเซี่ยเอ้อร์หวาแล้วฉันก็เจ็บปวดใจเหลือเกิน ตอนอายุ 16 ฉันแต่งเข้าบ้านตระกูลเซี่ย ตอนนั้นเซี่ยซานหวายังอายุแค่ 10 ขวบ ฉันต้องดูแลทุกอย่างในบ้านไม่ว่าจะซักผ้า ทำอาหาร หรือดูแลเขากับน้องสามี ไม่เคยมีวันไหนที่ได้หยุดพักเลย”
“เขาเคยบอกฉันว่า ถ้าโตขึ้นได้แต่งงานเมื่อไหร่ เขาจะช่วยฉันทำงานบ้านทุกอย่าง จะกตัญญูต่อฉันเหมือนแม่แท้ๆ แต่พอเขาโตขึ้น กลับกลายเป็นคนอกตัญญูไปเสียได้”
ขณะนั้นหมิงเซิ่งซึ่งยืนอยู่ที่ลานหน้าบ้าน มองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่เข้ามาและสบตากับพี่สาวพอดี เด็กชายตกใจเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ ให้พี่สาว เขาตั้งมั่นในใจว่าจะไม่เป็นคนอกตัญญูเหมือนที่ยายเล่าเด็ดขาด
ยายเซี่ยยังคงระบายความในใจต่อไป “ต่อมา ลูกชายคนเล็กของฉันหายตัวไป ฉันจึงฝากลูกๆ ทั้งสองคนไว้กับเขาเพื่อออกตามหา ตอนนั้นเขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ซึ่งภรรยาของเขาก็เป็นฉันที่ช่วยจัดหาให้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาคืออะไรกันรู้ไหม พอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็พบว่าพวกเขาไล่กุ้ยหลานกับซินซานไปอยู่ที่คอกวัว ปล่อยให้เด็กๆ อดอยากจนผอมโซ จะกินข้าวแต่ละมื้อก็ต้องไปคุกเข่าอ้อนวอนที่บ้าน เซี่ยซานหวามันไม่ใช่คน!”
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและขมขื่น
ย่าซ่งได้ฟังดังนั้นก็ด่าสมทบอย่างไม่อาจทนได้ “ไอ้คนใจหมาไส้ระยำ!”
หลังจากระบายความในใจจนจบ ยายเซี่ยก็สวมรองเท้าและลงจากคังได้ในที่สุด ถึงแม้ห้องจะยังรกอยู่ แต่ก็คงต้องปล่อยไว้แบบนั้นก่อน ทั้งหมดเตรียมตัวจะเดินทางออกจากบ้าน โดยมีเซี่ยกุ้ยหลานและเซี่ยซินซานคอยประคองผู้เป็นแม่
เซี่ยกุ้ยหลานหันไปพูดกับน้องชาย “ให้สี่เชว่ไปอยู่บ้านฉันสักสองสามวันก่อนนะ”
ยายเซี่ยเหลือบมองย่าซ่งเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นว่า “แม่ไม่เป็นไรหรอกลูก ไปตรวจเดี๋ยวเดียวก็กลับแล้ว ไม่รบกวนพวกเธอนานหรอก”
ย่าซ่งแค่นเสียงในใจ เธอรู้ดีว่าคำพูดนั้นจงใจพูดกระทบเธอ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวันจะเป็นไรไป เธอก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นเสียหน่อย
ย่าซ่งลอบถอนหายใจ ที่แท้ตนก็เป็นคนปากร้ายใจดีนี่เอง
ในที่สุดย่าซ่งก็เข้าใจและปล่อยวางความขุ่นเคืองในใจลงได้เสียที ที่จริงแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินเสียงในใจของเสี่ยวหน่วน เธอก็เก็บเรื่องราวในอดีตชาติมาครุ่นคิดอยู่ตลอด
ในชาติที่แล้ว ครอบครัวของเธอต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายมากมาย แต่ทำไมยายเซี่ยกับเซี่ยซินซาน น้องของลูกสะใภ้ ถึงได้ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่เคยไถ่ถามหรือยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย ช่างเป็นเรื่องที่เย็นชาและไร้หัวใจสิ้นดี ทั้งๆ ที่ก็นับว่าเป็นญาติกันแท้ๆ หรือเป็นเพราะกลัวว่าจะถูกลากเข้าไปพัวพันกับปัญหา เลยเลือกที่จะตีตัวออกห่าง?
ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของเธอ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปต่อหน้าเซี่ยกุ้ยหลาน ได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้เงียบๆ คนเดียว เมื่อมีของดีอะไร เธอก็มักจะเก็บซ่อนไว้ ไม่อยากให้ลูกสะใภ้นำกลับไปให้ที่บ้านแม่ของเธอ
โดยเฉพาะเมื่อที่นั่นมีวังเสี่ยวหม่าน น้องสะใภ้จอมหาเรื่องที่คอยแต่จะรีดไถเงินและข้าวของจากกุ้ยหลาน โชคยังดีที่ลูกสะใภ้ของเธอเป็นคนมีเหตุผลและจัดการเรื่องนี้ได้เด็ดขาด ไม่เหมือนซุนจินหรง ไม่อย่างนั้นชีวิตคงจะวุ่นวายกว่านี้อีกมาก
แม้กระทั่งตอนที่ครอบครัวเริ่มมีฐานะดีขึ้น เธอก็ยังไม่เต็มใจนักเวลาที่กุ้ยหลานจะส่งของกลับไปให้แม่ แต่ก็ไม่สามารถห้ามปรามได้ เซี่ยกุ้ยหลานนั้น ดูเผินๆ เหมือนเป็นคนนิสัยดีอ่อนโยน แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนดื้อรั้นเอาเรื่อง หากต้องมีปากเสียงกันจริงๆ เธอก็คงจะทำอะไรไม่ได้อยู่ดี จึงได้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไป
แต่วันนี้เธอได้รู้ความจริงแล้วว่า หญิงชราผู้นี้ก็มีชีวิตที่ขมขื่นไม่แพ้กัน มิน่าเล่าใบหน้าของเธอจึงเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความทุกข์ระทมอยู่เสมอ เมื่อต้องแบกรับเรื่องราวหนักหนาเช่นนี้ไว้ จะให้ทำใจยอมรับได้อย่างไร
ชาติที่แล้วของเธอช่างจบลงอย่างน่าเศร้า ถ้าไม่ใช่เพราะซ่างกวนอวิ๋นฉีคนนั้น ชีวิตของจูเฟิ่งคงไม่เป็นเช่นนี้
นี่สินะที่เขาเรียกว่าชะตาชีวิต!
ย่าซ่งรีบปลอบใจยายเซี่ย “พักผ่อนเถอะนะ อย่าเพิ่งพูดอะไรมากเลย เดี๋ยวฉันจะให้สี่เชว่ไปอยู่ที่บ้านด้วยกัน อยากจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้เลยนะ”
คำพูดนั้นทำให้ยายเซี่ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้ในที่สุด
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เสียงในใจของซ่งอวี้หน่วนก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
【แย่ล่ะ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ลืมไป】
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ทุกคนถึงกับใจหายวาบและหยุดชะงักฝีเท้าลงโดยพร้อมเพรียง
【น้าชายเล็กของฉัน เซี่ยซินตง เป็นเด็กฉลาดมาตั้งแต่เล็ก พอเซี่ยซานหวารู้เรื่องเข้า ก็เลยนำเรื่องนี้ไปบอกเซี่ยโป๋เหวิน】
【เซี่ยโป๋เหวินเห็นว่าเซี่ยซินตงเป็นอัจฉริยะและน่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่ออนาคต เลยตัดสินใจว่าจะรับกลับมาอุปการะ】
【แต่กลับถูกซ่างกวนอวิ๋นฉีชิงตัดหน้าไปก่อน เธอให้คนในครอบครัวจับน้าชายเล็กยัดใส่รถไฟตู้อบแล้วขายต่อไปยังฮ่องกง ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรแล้ว】
ทุกคนต่างกลั้นหายใจอย่างแรง แต่ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เพราะไม่อยากให้เสี่ยวหน่วนรู้ตัวและตกใจ
แต่สำหรับยายเซี่ยแล้ว มันเกินกว่าที่เธอจะรับไหว ความเกลียดชังพุ่งขึ้นมาจนจุกอก เธออยากจะฆ่าผู้หญิงใจร้ายกับผู้ชายไร้หัวใจคู่นั้นให้ตายตกไปตามกัน ทำไมกันนะ เธอหนีมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังตามมาจองล้างจองผลาญไม่เลิกรา
ยายเซี่ยรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมืดดับลงตรงหน้าก่อนจะหมดสติไป
ย่าซ่งเองก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก “สวรรค์! ทำไมถึงมีแต่เรื่องเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนแบบนี้เนี่ย”
เซี่ยซินซานรีบช้อนร่างแม่ของตนขึ้นอุ้มและวิ่งตรงไปยังรถม้าทันที น้ำตาของเขาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ซ่งอวี้หน่วนรีบวิ่งตามไป ทุกคนต่างรีบขึ้นไปบนรถม้าโดยไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาอีก
ซ่งอวี้หน่วนรีบคว้าแขนย่าของเธอไว้ “ย่าคะ เดี๋ยวพอน้องๆ ตื่น ย่าพาพวกเขากลับบ้านไปก่อนนะคะ คืนนี้หนูกับพ่อแม่คงไม่ได้กลับ เพราะต้องไปที่อำเภอ”
หมิงเซิ่งตัวน้อยที่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้น้ำตาคลอเบ้า “พี่สาวครับ เมื่อกี้ผมได้ยินที่ยายพูดแล้วนะ ผมไม่ใช่คนอย่างเซี่ยซานหวา ผมคือหมิงเซิ่ง น้องชายแท้ๆของพี่ ผมพูดคำไหนคำนั้น”
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ซ่งอวี้หน่วนลูบศีรษะของน้องชายเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า “หมิงเซิ่ง ถ้าสมมติว่าน้องถูกลักพาตัวไปขาย จะยังจำได้ไหมว่าบ้านของเราอยู่ที่ไหน?”
[จบบท]