บทที่ 139: บารมีของผู้เฒ่าจี้
ซ่งอวี้หน่วนนึกขึ้นได้ว่าน้องชายของเธอมีเงินอยู่ 2 หยวน ซึ่งในยุคที่ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคิดเป็นหน่วยเฟินหรือเหมา ก็นับว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยและมีกำลังซื้อที่สูงมากทีเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซ่งอวี้หน่วนจึงจูงมือน้องชายมุ่งหน้าไปยังสหกรณ์การค้าและการตลาดทันที
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่สถานีรถไฟหนานซาน เซี่ยซานหวาได้ก้าวลงจากขบวนรถ ฉู่จื่อโจวเองก็เช่นกัน
เซี่ยซานหวายืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตูทางเข้าสถานี สายตาของเขากวาดมองทิวทัศน์ของอำเภอเล็กๆ ที่เก่าแก่และซบเซาซึ่งทอดตัวอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเบ้ปากหยามหยันออกมา “ที่นี่มันบ้านนอกคอกนาจริงๆ”
เขาได้โทรศัพท์แจ้งตู้เจิ้นไห่ไว้ล่วงหน้าแล้ว ป่านนี้น่าจะมารอรับเขาได้แล้ว แต่ทำไมจนป่านนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
แน่นอนว่าฉู่จื่อโจวไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยซานหวากับครอบครัวซ่ง รถจี๊ปของเขาจอดรออยู่แล้ว แม้จะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับมาทำงาน แต่เขาก็รู้ว่าตนเองมีภาระความรับผิดชอบบางอย่างที่ต้องทำ
ขณะที่เดินผ่านเซี่ยซานหวา ฉู่จื่อโจวก็เหลือบมองชายคนนั้นอย่างแปลกใจ เขาจำได้ว่าชายคนนี้คือเซี่ยเซี่ยงเฉียน คนที่เอาแต่คุยโวโอ้อวดกับผู้โดยสารคนอื่นตลอดการเดินทางในตู้ที่นอน ไม่นึกเลยว่าจะลงรถที่อำเภอหนานซานเหมือนกัน
เขาได้ยินมาว่าพี่ชายคนที่สองของเซี่ยเซี่ยงเฉียนคือเซี่ยโป๋เหวิน ซึ่งกำลังจะเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทร่วมทุน แต่ดูท่าทางแล้วเซี่ยเซี่ยงเฉียนคงยังไม่รู้เรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่พลาดที่จะเอาเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไปป่าวประกาศให้คนอื่นฟัง
ฉู่จื่อโจวเดินจากไปโดยไม่สนใจใยดี
สีหน้าของเซี่ยซานหวาบึ้งตึง เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเป็นระยะ เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว สถานีรถไฟเริ่มบางตาลง แต่ตู้เจิ้นไห่ก็ยังไม่ปรากฏตัว
เซี่ยซานหวากัดฟันกรอดด้วยความโมโห เขาจำใจต้องหิ้วกระเป๋าเอกสารของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะเสยผมที่มันเยิ้ม แล้วยืดอกเชิดหน้าขึ้น ชี้ไปยังคนขับรถสามล้อถีบคันหนึ่งอย่างวางอำนาจ “นี่ ไปส่งฉันที่บ้านพักรับรองของอำเภอสิ ที่เป็นบ้านพักหลังเล็กๆ น่ะ ทำให้มันเร็วๆ หน่อย มัวโอ้เอ้อะไรอยู่ แล้วรถของแกนี่มันสกปรกชะมัด สมแล้วที่เป็นเมืองเล็กๆ เทียบกับปักกิ่งไม่ได้เลยสักนิด”
ในยุคนี้คนขับรถสามล้อถีบอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทขนส่งสาธารณะ มีทั้งที่เป็นคนงานชั่วคราวและพนักงานประจำ
เมื่อคนขับรถเห็นท่าทีหยิ่งยโสของเซี่ยซานหวา เขาก็ตอบกลับไปเรียบๆ “พอดีผมรอคนอยู่น่ะครับ” จากนั้นก็พูดเสริมด้วยน้ำเสียงหวังดีว่า “บ้านพักรับรองเล็กๆ อยู่ใกล้แค่นี้เองครับ เดินตรงไปตามถนนเส้นนี้ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
พูดจบเขาก็ขี่รถสามล้อจากไปทันที ทิ้งให้เซี่ยซานหวายืนอยู่ตามลำพัง
เพราะที่นี่ไม่มีรถสามล้อถีบคันอื่นเหลืออยู่เลย เซี่ยซานหวาโกรธจนตัวสั่น เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากหิ้วกระเป๋าเอกสาร แล้วเดินไปตามทิศทางที่คนขับรถบอก
ระหว่างทางเขาก็ได้แต่สบถด่าจูเฟิ่งในใจ “อยู่ดีไม่ว่าดี จะมาขโมยของบ้านตระกูลเซี่ยของฉันทำไมกัน ไร้ยางอายที่สุด พี่รองของฉันก็ทิ้งแกไปแล้ว แกไม่ใช่คนของตระกูลเซี่ยมาตั้งนานแล้ว”
การกระทำของจูเฟิ่งทำให้เขาต้องลำบากเดินทางจากปักกิ่งเมืองฟ้าอมร มายังถิ่นทุรกันดารที่แสนจะกันดารเช่นนี้ แล้วยังต้องมาเจอคนขับรถสามล้อท่าทางกวนประสาทนั่นอีก “พวกชาวบ้านป่าชาวดอยนี่มันร้ายกาจกันจริงๆ”
เซี่ยซานหวาเดินไปบ่นไปใต้แสงแดดที่แผดจ้า ไม่นานเหงื่อก็ไหลท่วมตัว เขาไม่ได้ด่าแค่จูเฟิ่งเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงซ่างกวนอวิ๋นฉี และคนที่โดนด่ามากที่สุดก็คือตู้เจิ้นไห่
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ที่ห้องประชุมของบ้านพักรับรองขนาดเล็ก บรรยากาศกลับตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มคนในห้องต่างนั่งนิ่งด้วยสีหน้าจริงจัง โดยมีตู้เจิ้นไห่และหัวหน้าหนิวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
สาเหตุของความตึงเครียดนี้เกิดจากจดหมายร้องเรียนฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอำเภอ ซึ่งเนื้อหาในจดหมายเป็นการร้องเรียนหัวหน้าหนิว โดยกล่าวหาว่าเขายักยอกวัตถุดิบอาหารล้ำค่าของหลวงไปเป็นของส่วนตัว อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงสาวนามว่าซ่งอวี้หน่วน และยังใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการรับซื้อผักจี้ไช่จากครอบครัวของเธอ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตระกูลซ่งอีกด้วย
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงก็เข้าร่วมประชุมด้วย ทันทีที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นชื่อ ‘ซ่งอวี้หน่วน’ ในจดหมาย คิ้วของเขาก็กระตุกขึ้นมาทันที
เรื่องที่กล่าวหาว่าครอบครัวซ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อขายผักจี้ไช่ แถมยังลากซ่งอวี้หน่วนเข้ามาเกี่ยวข้องอีก มันเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี ต่อให้เป็นคนไม่มีสมองก็ยังไม่เชื่อเลย นี่มันเป็นการใส่ร้ายป้ายสีกันชัดๆ
หัวหน้าหนิวเป็นคนซื่อสัตย์และทำงานอย่างขยันขันแข็งมาโดยตลอด เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดี แต่ในทางกลับกัน ตู้เจิ้นไห่กลับชอบวางอำนาจใหญ่โตเพราะถือว่าตัวเองมีคนหนุนหลังอยู่ที่ปักกิ่ง บางครั้งถึงกับไม่เห็นหัวพวกตนด้วยซ้ำ
อีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์คือคุณอาเหอ ซึ่งบังเอิญรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี เขานึกในใจอย่างเดือดดาล ‘นี่มันจะมากเกินไปแล้ว กล้าดียังไงมาสาดโคลนใส่ซ่งอวี้หน่วน ไอ้คนเขียนจดหมายนี่มันเจตนาร้ายชัดๆ ต้องลากคอมันออกมาให้ได้’
ฝ่ายเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาจดหมายในมือ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกเขียนขึ้นด้วยมือซ้าย เพื่อปกปิดตัวตนของผู้เขียน
ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบ้านพักรับรอง เมื่อตู้เจิ้นไห่เห็นเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่มากันพร้อมหน้า เขาก็เดาได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการสอบสวนหัวหน้าหนิวอย่างแน่นอน แต่แล้วสายตาของเขาก็พลันสะดุดเข้ากับร่างของผู้เฒ่าจี้ ทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ‘ผู้เฒ่าจี้มาที่นี่ได้ยังไง’
แน่นอนว่าเขารู้จักผู้เฒ่าจี้เป็นอย่างดี เพราะตอนนี้ใครๆ ในอำเภอหนานซานต่างก็รู้ว่าหมอเทวดาผู้นี้พำนักอยู่ที่นี่ ซ่างกวนอวิ๋นฉีซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขายังเคยกำชับนักหนาว่าให้หาโอกาสผูกมิตรกับผู้เฒ่าจี้เอาไว้
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะเข้าไปทักทายถามไถ่
ตู้เจิ้นไห่แสร้งทำเป็นหยิบจดหมายร้องเรียนขึ้นมาอ่าน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ถึงแม้ว่าหัวหน้าหนิวจะตั้งใจทำงานมาโดยตลอด แต่ช่วงนี้ผมเพิ่งกลับมาจากการไปอบรมเป็นเวลา 1 เดือน เลยยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไรมากนัก แต่ผมได้ยินคนพูดกันว่า เขาไปรับซื้อผักป่าจากชาวนาตระกูลซ่งในราคาสูงลิ่ว พอซื้อมาเยอะจนกินไม่ทันก็ปล่อยให้เน่าทิ้ง หรือไม่ก็บังคับให้พนักงานรับไปเป็นสวัสดิการแทน ทุกครั้งที่มาส่งของก็จะมีชายชรากับหลานสาวมาด้วยกันตลอด ซึ่งในจดหมายก็ระบุว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินเลย เรื่องนี้ก็พูดยากนะครับ หากมีปัญหาจริงๆ เราก็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด จะปล่อยให้คนเลวๆ แบบนี้มาทำลายชื่อเสียงบ้านพักรับรองของเราไม่ได้เด็ดขาด”
เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “ส่วนเรื่องวัตถุดิบล้ำค่าที่รับเข้ามาแล้วไม่ลงบัญชี ผมก็ทวงถามไปหลายครั้งแล้ว แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการ ผมว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ เฒ่าหนิว คุณสารภาพออกมาตรงๆ เถอะนะ เพื่อจะได้รับการลดหย่อนโทษ ไม่อย่างนั้นใครก็ช่วยคุณไม่ได้แล้ว”
หัวหน้าหนิวโกรธจนหน้าเขียว โชคดีที่เขาไหวตัวทันและเตรียมการไว้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นคงจนมุมพูดอะไรไม่ออกเป็นแน่ ความจริงแล้วจดหมายร้องเรียนเพิ่งมาถึงเมื่อวาน และในคืนวันนั้นเอง เขาก็ถูกเรียกตัวเข้าไปพูดคุยในห้องทำงานเล็กๆ เพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้
หัวหน้าหนิวสวนกลับอย่างใจเย็น “การจะพูดอะไรก็ควรจะมีมโนธรรม จะทำอะไรก็ต้องมีหลักฐาน ตู้เจิ้นไห่ คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า ‘คน’ ที่คุณได้ยินมาน่ะคือใคร แล้วใครเป็นคนบอกว่าผมไม่ลงบัญชีวัตถุดิบ ผมลงบัญชีเรียบร้อยแล้ว คุณจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบบัญชีของผมเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนการรับซื้อผักจี้ไช่ก็มีเอกสารถูกต้องตามระเบียบทุกขั้นตอน”
ผู้เฒ่าจี้ซึ่งนั่งเงียบมานานทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากำลังมีเรื่องให้จัดการอยู่จึงยังไม่ทันได้ไปคิดบัญชีกับตู้เจิ้นไห่ แต่หัวหน้าหนิวกลับโดนร้องเรียนเสียก่อน เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือเสี่ยวหน่วนและครอบครัวซ่ง
“บัดซบเอ๊ย ร้องเรียนหัวหน้าหนิวก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่มันกล้าดียังไงถึงลากเสี่ยวหน่วนของฉันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
“เรื่องเน่าๆ ของตระกูลเซี่ยมันเกี่ยวอะไรกับเสี่ยวหน่วนของฉันด้วย กล้าดียังไงมาใช้เด็กผู้หญิงเป็นเครื่องมือ เดี๋ยวพอกลับปักกิ่งเมื่อไหร่ ฉันจะไปถามซ่างกวนอวิ๋นฉีให้รู้เรื่องเลย พวกแกแต่ละคนสุขสบายกันมานานจนลืมกำพืดตัวเองไปแล้วหรือไง สมัยก่อนตระกูลซ่างกวนของเธอก็เป็นแค่นายทุนใจดำ ถ้าไม่ได้แต่งงานกับเซี่ยโป๋เหวิน ป่านนี้คงโดนจัดการไปนานแล้ว”
ผู้เฒ่าจี้ยืนพรวดขึ้นทันที เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง! แล้วตวาดอย่างหมดความอดทน “จะต้องถามอะไร! ตรวจสอบอะไรกันอีก! รีบๆซะ!”
จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วไปที่หน้าของตู้เจิ้นไห่ “ก่อนที่ฉันจะคุยกับแก ฉันจะบอกอะไรให้รู้อย่างหนึ่งก่อน ซ่งอวี้หน่วนคือหลานสาวของฉัน! ฉันคือปู่รองของเธอ! ไอ้ชาติชั่วตัวไหนมันกล้าสาดโคลนใส่เธอ รอให้ฉันหาตัวเจอก่อนเถอะ ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่!”
[จบบท]