บทที่ 148: คืนของสู่เจ้าของ
ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเซี่ยซานหวา แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อครู่นี้คุณบอกว่าอยากจะมาเป็นลูกชายของคุณยายฉัน การกระทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องแถมยังไร้ยางอายอีกด้วย คุณควรจะขอโทษคุณยายของฉันนะคะ”
ทางด้านจูเฟิ่งและเซี่ยกุ้ยหลานที่ได้ยินแบบนั้นก็หันไปกระซิบกระซาบกันเบาๆ
ย่าซ่งเองก็ได้ยินเข้าเต็มสองหู และอดคิดในใจไม่ได้ว่าเสี่ยวหน่วนนี่ช่างสรรหาคำพูดมาด่าคนได้เจ็บแสบจริงๆ
แต่คำด่าพวกนี้ทำให้ขนมทอดน้ำมันในมือไม่หอมเอาซะเลย ไม่น่าเอาหูไปฟังเรื่องแบบนี้เลยจริงๆ เฮ้อ~
เซี่ยซานหวารีบปฏิเสธทันควัน “นี่หนู ฉันไปพูดตอนไหนว่าจะมาเป็นลูกชายของคุณยายเธอ พูดแบบนั้นมันก็ผิดลำดับญาติกันหมดสิ”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันหัวเราะครืน
“อ้าว ก็เมื่อกี้คุณไม่ได้พูดเหรอคะว่าคุณยายของฉันน่ะเป็นแม่ของพี่รองคุณได้เลย” ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำหน้าซื่อตาใสแล้วถามต่อว่า “คุณกับพี่รองของคุณก็เป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอคะ ในเมื่อคุณยายเป็นแม่ของพี่รองคุณได้ ก็เท่ากับว่าเป็นแม่ของคุณด้วยเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ”
“ซึ่งที่คุณพูดมามันไม่ถูกต้อง คุณต้องขอโทษก่อน แล้วฉันถึงจะยอมบอกคุณ”
เซี่ยซานหวาขมวดคิ้วมุ่น พลางครุ่นคิดว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล
แต่เพราะไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่นาน เขาจึงยอมเอ่ยปากขอโทษอย่างเสียไม่ได้ “ขอโทษก็แล้วกัน เมื่อกี้ฉันไม่ควรพูดแบบนั้น”
ซ่งอวี้หน่วนตบมือดังฉาด “คุณนี่ก็ฉลาดใช้ได้เหมือนกันนะคะ รู้ว่าตัวเองผิดก็ยอมแก้ไข งั้นฉันจะบอกให้ก็ได้ว่าของสืบทอดตระกูลที่คุณยายของฉันเอาออกมาจากบ้านของคุณน่ะมันคืออะไร”
พูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็คว้าแขนเซี่ยซินซานให้มายืนข้างหน้า จากนั้นก็กะพริบตาปริบๆ แล้วประกาศด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่ไงคะ ของสืบทอดตระกูลที่ว่า ที่คุณยายของฉันพาออกมาจากบ้านตระกูลเซี่ยของคุณ”
สีหน้าของเซี่ยซานหวาเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียวในทันที “พูดจาเหลวไหล นี่จะเป็นของสืบทอดตระกูลได้ยังไงกัน”
ซ่งอวี้หน่วนเองก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังในทันใด “คุณปู่คุณย่า คุณลุงคุณป้าแห่งหมู่บ้านหลิ่วซู่ทุกท่านคะ ถึงบ้านเราจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่พวกคุณลองบอกสิคะว่าน้าชายของฉันคนนี้ไม่ใช่สมบัติล้ำค่าที่สืบทอดสายเลือดของตระกูลเซี่ยหรอกเหรอคะ”
ชาวบ้านต่างก็ชอบดูเรื่องสนุกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเจ้าของบ้านไม่ได้เอ่ยปากไล่ พวกเขาก็ยิ่งได้ใจ
ในตอนแรกที่เห็นเซี่ยซานหวา พวกเขาอาจจะไม่กล้าส่งเสียง เพราะท่าทางของเขาดูเหมือนเจ้าหน้าที่ระดับสูง แต่เมื่อได้รู้ความจริงว่าเขาเป็นเพียงน้องชายของสามีเก่าของภรรยาเซี่ยเหล่าต้า ความเกรงใจก็ลดน้อยลงไปมาก ความสัมพันธ์ที่ว่านี้ฟังดูไม่น่าคบหาเท่าไหร่นัก แถมเขายังมาตัวคนเดียวอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงพากันส่งเสียงสนับสนุนความคิดของซ่งอวี้หน่วน “เสี่ยวหน่วนพูดถูก มันก็เป็นเหตุผลเดียวกันนั่นแหละ”
“ใช่ๆ หลานสาวของเซี่ยเหล่าต้าพูดถูกเผงเลย”
เซี่ยเหล่าต้าคือสามีคนปัจจุบันที่จูเฟิ่งแต่งงานด้วย
เซี่ยซานหวาโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “เรื่องนี้มันนับกันไม่ได้นะ เด็กอย่างเธอหลบไปเลย จูเฟิ่ง รีบคืนของของบ้านฉันมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นเราได้ไปเจอกันที่ศาลแน่”
ซ่งอวี้หน่วนหันไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับเซี่ยซินซาน 2-3 ประโยค
จากนั้นเซี่ยซินซานก็วิ่งตรงไปยังห้องเก็บของทันที
เซี่ยกุ้ยหลานพอจะเดาออกว่าลูกสาวจะทำอะไร เธอจึงก้าวออกมาพูดด้วยตัวเองว่า “ถึงตอนที่ฉันย้ายออกจากบ้านเกิดจะยังเด็ก แต่ฉันก็ยังจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดี และฉันก็เคยได้ยินแม่เล่าให้ฟังว่าในตอนนั้นตระกูลเซี่ยเดิมของเรายากจนข้นแค้นมาก เราอาศัยอยู่ในบ้านมุงจาก 3 หลังที่แค่มีลมพัดแรงๆ ก็แทบจะพังครืนลงมาแล้ว
ที่บ้านไม่มีของมีค่าอะไรเลยสักชิ้น แต่เขากลับมายืนยันว่ามี ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องไปสู้กันในชั้นศาลหรือแจ้งความกับตำรวจแล้วล่ะค่ะ ซึ่งฉัน แม่ แล้วก็น้องชายของฉันไม่เคยกลัวอยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าคนคนนี้ไปโดนใครเป่าหูมา หลายสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยติดต่อกันเลยสักครั้ง แต่วันนี้กลับโผล่มาตามหาของสืบทอดตระกูล มันน่าหัวเราะสิ้นดี ทำให้ทุกคนต้องมาดูเรื่องตลกไปด้วยเลย เดี๋ยวเราจะเชิญเขาเข้าไปคุยในบ้านให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาของทุกท่าน ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานเถอะค่ะ”
เซี่ยกุ้ยหลานเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เธอเป็นคนขยันขันแข็ง ชาวบ้านทุกคนจึงมีความประทับใจที่ดีต่อเธอ อีกทั้งเธอยังเป็นคนใจเด็ดและสู้คน ซึ่งแตกต่างจากน้องชายและแม่ของเธอที่มีนิสัยค่อนข้างอ่อนโยน
แต่ถ้าจะพูดถึงนิสัยของเซี่ยกุ้ยหลานแล้ว ส่วนใหญ่ก็ได้รับอิทธิพลมาจากเซี่ยเหล่าต้าผู้เป็นพ่อเลี้ยงของเธอมากกว่า
ในตอนเด็ก เซี่ยเหล่าต้ามักจะพาเธอไปมีเรื่องกับเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านอยู่เสมอ
เรียกได้ว่าไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องหรือรังแกเธอเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยกุ้ยหลาน ชาวบ้านแห่งหมู่บ้านหลิ่วซู่ก็รู้สึกเกรงใจที่จะอยู่ดูเรื่องสนุกต่อไปจึงพากันสลายตัวไปในที่สุด
ซ่งเหลียงปรี่เข้าไปคว้าตัวเซี่ยซานหวาไว้แน่น แม้บนใบหน้าของเขาจะประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ทว่าน้ำเสียงกลับลอดออกมาจากไรฟัน “อยากได้ของสืบทอดตระกูลมากใช่ไหม ไม่กลัวว่าจะมีคนมาปล้นเอาไปกลางวันแสกๆ หรือไง ไอ้โง่เอ๊ย”
เซี่ยซานหวาที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกซ่งเหลียงกึ่งลากกึ่งดึงเข้าไปในบ้านอย่างง่ายดาย
จังหวะเดียวกันนั้นเอง เซี่ยซินซานก็อุ้มกล่องไม้ใบหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพอดี
ย่าซ่งที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอดคิดในใจไม่ได้ว่า แล้วเซี่ยเหล่าต้าที่ตายไปแล้วจะรู้เรื่องนี้ไหม ถ้ารู้เข้าเขาจะไม่คิดว่ามันเป็นลางร้ายหรอกหรือ แล้วการที่เขาเสียชีวิตเร็วขนาดนี้ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า
ความคิดนั้นทำให้สายตาที่ย่าซ่งใช้มองไปยังยายของเสี่ยวหน่วนไม่ค่อยเป็นมิตรนัก ซึ่งจูเฟิ่งก็รับรู้ได้ในทันทีว่าย่าซ่งกำลังคิดอะไรอยู่
เธอไม่อยากให้ความเข้าใจผิดนี้ส่งผลกระทบไปถึงลูกสาวของเธอ เธอจึงรีบดึงตัวย่าซ่งเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบอธิบายเสียงเบา
“ตอนนั้นที่ฉันตัดสินใจเอาของสิ่งนี้ติดตัวมาด้วย ก็เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งผู้หญิงคนนั้นคิดจะกลับมาทำร้ายพวกเราอีก อย่างน้อยก็จะได้เอาไว้เป็นเครื่องต่อรองได้ ตอนที่ฉันแต่งงานกับเซี่ยเหล่าต้า ฉันก็เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังแล้ว แต่เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย หลังจากแต่งงานฉันก็เลยเอาของสิ่งนี้ไปฝากไว้ที่วัดเต๋าตลอดมา เพิ่งจะไปรับคืนมาเมื่อปีที่แล้วนี่เอง เพราะวัดถูกสั่งยุบไปแล้ว”
คำอธิบายของจูเฟิ่งทำให้ย่าซ่งนึกขึ้นได้ว่า เซี่ยเหล่าต้ามีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่หนุ่มๆ เขาเคยป่วยเป็นวัณโรคขั้นรุนแรงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ผู้คนในสมัยนั้นต่างพูดกันว่าเขาคงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึง 40 ปี ไม่อย่างนั้นคงไม่ครองตัวเป็นโสดมานานขนาดนั้น
แต่ในความเป็นจริง เขากลับมีชีวิตอยู่ได้ถึง 65 ปี แถมยังมีลูกชายลูกสาวที่เป็นลูกติดภรรยาคอยดูแลเป็นอย่างดี ทุกคนจึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นคนที่โชคดีมาก
ดังนั้น เรื่องของลางร้ายอะไรนั่นก็คงจะพูดยากหน่อย
เซี่ยซานหวาที่ถูกลากเข้ามาในบ้านได้ยินเสียงของจูเฟิ่งพูดขึ้น “ไม่ใช่ว่าเธออยากได้ของสืบทอดตระกูลหรอกเหรอ จริงๆ แล้วฉันเอาติดตัวมาด้วยถึง 2 อย่าง และตั้งใจว่าจะนำไปมอบให้กับพี่รองของเธอด้วยตัวเอง แน่ใจแล้วเหรอว่าจะรับมันไป”
ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ เซี่ยซานหวาก็รู้สึกเย็นเยียบไปทั่วแผ่นหลัง
ผู้คนหลายคนในห้องต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
เขาจึงไม่กล้าพูดจาพล่อยๆ ออกไป “ในเมื่อเป็นของสืบทอดตระกูลเซี่ย แน่นอนว่าผมก็ต้องเป็นคนเอากลับไปสิครับ พี่รองของผมงานยุ่งทุกวัน จะมีเวลาเดินทางมาที่นี่ได้ยังไง ก็มอบให้ผมจัดการเถอะครับ”
จูเฟิ่งเอ่ยเรียบๆ “ถ้างั้นก็คุกเข่าลงสิ”
เซี่ยซานหวาเบิกตากว้างอย่างไม่พอใจ “จะเอาของสืบทอดตระกูลเซี่ยกลับบ้าน ทำไมผมต้องคุกเข่าด้วย”
สิ้นคำพูดของเขา เซี่ยซินซานก็เปิดฝากล่องไม้ออกทันที
ในตอนแรกเซี่ยกุ้ยหลานตั้งใจจะให้ซ่งอวี้หน่วนและเด็กคนอื่นๆ รออยู่ข้างนอก แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซ่งอวี้หน่วนจึงแอบย่องตามเข้ามาดูจนได้
และก็เป็นไปตามคาด ในวินาทีที่สายตาของเซี่ยซานหวาปะทะเข้ากับของที่อยู่ในกล่อง เขาก็ทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นในทันทีราวกับได้เห็นภูตผีปีศาจ
ริมฝีปากของเขาสั่นระริกจนแทบจะพูดไม่เป็นคำ “ นี่..นี่ มันเรื่องอะไรกันแน่”
จูเฟิ่งตอบกลับไปว่า “ก็เพราะว่าพวกเธอทุกคนไม่ต้องการมันน่ะสิ แถมยังบอกว่ามันเป็นของอัปมงคลอีก ฉันทนเห็นมันถูกทิ้งขว้างไม่ได้ก็เลยเก็บติดตัวมาด้วย ไม่ว่าจะพูดยังไง นี่ก็คือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ ของสิ่งนี้อยู่กับฉันมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่มันควรจะกลับบ้านได้เสียที เซี่ยซานหวา เธอก็รับมันกลับไปเถอะ”
ในหัวของเซี่ยซานหวาดังอื้ออึงไปหมด เขาโพล่งออกมาตามสัญชาตญาณ “คุณโกหกผม นี่มันไม่ใช่ของสืบทอดตระกูล”
เซี่ยซินซานที่หมดความอดทนมานานแล้ว จึงยัดป้ายวิญญาณทั้งหมดใส่อ้อมแขนของเซี่ยซานหวาอย่างแรง “ในเมื่อพวกคุณไม่เคยยอมรับว่าพวกเราเป็นคนของตระกูลเซี่ย แล้วทำไมพวกเราจะต้องมาคอยเซ่นไหว้บรรพบุรุษให้ด้วยล่ะ คืนของให้เจ้าของเดิมนั่นแหละดีที่สุดแล้ว”
ทันใดนั้น เซี่ยซานหวาพลันรู้สึกราวกับว่าในมือคือเผือกร้อนที่ต้องรีบโยนทิ้ง
เมื่อเห็นว่าเซี่ยซานหวากำลังจะโยนป้ายวิญญาณลงบนพื้น เสียงกรีดร้องแหลมสูงของจูเฟิ่งก็ดังขึ้นมาได้ทันเวลาพอดี “ไอ้ลูกหมาอกตัญญู ถ้าแกกล้าโยนทิ้งล่ะก็ ขอให้ฟ้าผ่าตายโหงตายห่าไปเลย”
ซ่งอวี้หน่วนที่แอบดูอยู่รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง ต้องยอมรับเลยว่าฉากนี้มันช่างเป็นการแก้แค้นที่สาแก่ใจเธอจริงๆ
ทันใดนั้นจูเฟิ่งก็พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของเซี่ยซานหวาที่กำลังสับสนมึนงง แล้วเค้นเสียงถามลอดไรฟันว่า “ฉันจำได้ว่าตอนนั้นแกเคยบอกฉันว่าตงจื่อเป็นเด็กฉลาด ถ้าได้ไปเรียนต่อที่ปักกิ่งจะต้องมีอนาคตที่ดีกว่านี้แน่ๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แกรู้ใช่ไหมว่าเขาไปอยู่ที่ไหน!”
[จบบท]