บทที่ 149: เผือกร้อน
เซี่ยซานหวาล้มลุกคลุกคลานหนีออกจากหมู่บ้านหลิ่วซู่ ในอ้อมแขนของเขาประคองกล่องไม้ใบหนึ่งเอาไว้ ใบหน้าของเขาซีดเผือดร่างกายแข็งทื่อจนคนขับรถสามล้อถีบยังตกใจไม่น้อย
เซี่ยซานหวาเสียใจเหลือเกินที่มายังหนานซาน ป้ายวิญญาณในกล่องไม้ใบนี้เปรียบเสมือนเผือกร้อนดีๆ นี่เอง เขานึกภาพออกเลยว่าเมื่อนำมันกลับไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
พี่สะใภ้รองของเขาไม่มีทางรับของแบบนี้ไว้แน่ สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นเขาที่ต้องเก็บมันไว้เอง แต่จะให้เอาไปเก็บไว้ที่ไหน ต้องทำพิธีเซ่นไหว้ด้วยหรือเปล่า หรือจะโยนทิ้งไปเลยดี แต่เขาก็ไม่กล้าพอเนี่ยสิ
สมัยที่ยังเป็นหนุ่ม เขาไม่เคยเกรงกลัวอะไรเลย แต่พออายุล่วงเลยเข้าวัย 50 ปี เขากลับกลายเป็นคนรักตัวกลัวตายและขี้ขลาดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เรื่องที่แต่ก่อนไม่เคยเชื่อ ตอนนี้เขากลับเชื่ออย่างสุดหัวใจ
โดยเฉพาะเรื่องของเด็กสาวที่น่ากลัวคนนั้น ซ่งอวี้หน่วน
เมื่อครู่ที่หน้าประตูบ้านของจูเฟิ่ง เด็กสาวคนนั้นดึงแขนเขาเอาไว้ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มหวาน “ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟังค่ะ พอดีว่าตอนที่ฉันขี่ม้ามาบ้านยาย ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งชื่อหวงเสี่ยวชุ่ย เธอยืนอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน บอกว่ากำลังรอผู้ชายที่ชื่อเซี่ยซานหวาซึ่งอาศัยอยู่ในปักกิ่ง
เธอบอกว่าคุณเป็นคนเปลี่ยนน้ำในขวดของเธอให้เป็นยาฆ่าแมลง แล้วยังยืนมองเธอตอนที่ดื่มมันเข้าไปจนหมด แถมยังถามเธออีกว่ารสชาติเป็นยังไง อร่อยไหม ปวดท้องหรือเปล่า แล้วก็ด่าว่าเธอสมควรตาย
เธอบอกว่าจะตามติดคุณไปทุกฝีก้าวเพื่อแก้แค้นให้กับครอบครัวที่ถูกคุณฆ่าตาย เธอยังฝากมาบอกอีกว่า วันเวลาดีๆ ของคุณใกล้จะหมดลงแล้ว”
พอหวนนึกถึงท่าทางที่ดูสับสนและไร้เดียงสาราวกับไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดของซ่งอวี้หน่วน เซี่ยซานหวาก็ไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง เขารู้สึกขนหัวลุกและใจสั่นระรัวไปหมด
เขาเร่งคนขับรถไม่หยุด “เร็วอีกสิ เร็วอีกหน่อย ผมจะเพิ่มเงินให้ ผมจะไปขึ้นรถไฟเดี๋ยวนี้เลย เร็วเข้า”
คนขับรถสามล้อดูจะรีบร้อนยิ่งกว่าเขาเสียอีก เขารู้สึกว่าผู้โดยสารคนนี้ดูสติไม่ค่อยดีจึงรีบถีบสามล้อจนบันไดแทบจะลุกเป็นไฟ ไม่นานรถคันเล็กก็หายลับไปจากสายตา
ในขณะเดียวกันที่ปักกิ่ง ซ่างกวนอวิ๋นฉียังไม่รู้ว่าเซี่ยซานหวาได้ของกลับมาจริงๆ เธอคิดว่าตู้เจิ้นไห่ยังไม่ได้ซัดทอดเธอออกมา ถือว่ายังเป็นคนรู้จักที่ต่ำที่สูง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เธอก็ไม่สามารถทอดทิ้งเขาได้ เธอจึงโทรศัพท์ไปหาเหล่าหลิวที่เทศมณฑลเพื่อเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง จากนั้นเหล่าหลิวจึงโทรไปหาโค่วฮุย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของอำเภอหนานซาน
โค่วฮุยเพิ่งจะรับฟังรายงานจากเหล่าจ้าวเสร็จ เขามองดูเอกสารในมือแล้วโทรกลับไปหาเหล่าหลิวเพื่อรายงานสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ชายคนนี้อาศัยว่ามีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังอยู่ที่ปักกิ่งจึงทำตัวเหิมเกริมอย่างมาก
เขาทำทุกอย่างทั้งเรื่องที่ควรทำและไม่ควรทำ โค่วฮุยรายงานความผิดต่างๆ ไปทีละกระทงแล้วกล่าวสรุป “อดีตหัวหน้าครับ ผมมีหลักฐานในมือมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหลักฐานที่มัดตัวแน่นหนา ถ้าปล่อยเขาไปคงจะชี้แจงกับเบื้องบนได้ยาก”
เหล่าหลิวที่อยู่อีกฝั่งของสายเงียบไปนานก่อนจะตอบกลับมาว่า “ดี ผมสนับสนุนการตัดสินใจของคุณ”
จากนั้นเขาก็โทรไปหาซ่างกวนอวิ๋นฉีเพื่อแจ้งผลให้ทราบ ซ่างกวนอวิ๋นฉีที่อยู่ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่ทั้งสิ้นหวังและชิงชัง “ฉันว่านี่เป็นการใส่ร้ายกันชัดๆ ตู้เจิ้นไห่คงโดนลูกหลงไปด้วยเลยต้องมาเจอเรื่องซวยๆ แบบนี้ โค่วฮุยคนนั้นน่ะแค้นสามีของฉันฝังใจมาตลอด ส่วนเหตุผลคืออะไร เหล่าหลิว คุณน่าจะรู้ดีที่สุดนะคะ
ตอนนั้นเขาเป็นคนขอย้ายไปอยู่อำเภอหนานซานเอง นี่ก็ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว อายุก็ปาเข้าไป 50 กว่าแล้วมั้งคะ ยังย่ำอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนเลย แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าความสามารถของเขามีจำกัด
เหล่าหลิวคะ สามีของฉันดีกับคุณแค่ไหน คุณน่าจะรู้แก่ใจดี เราจะไปหลงกลอุบายของโค่วฮุยไม่ได้เด็ดขาดนะคะ”
แววตาของเหล่าหลิวไหววูบ การที่โค่วฮุยไม่ได้เลื่อนตำแหน่งมาตลอด 20 ปี ไม่ใช่เพราะผลจากการที่ตระกูลเซี่ย ตระกูลซ่างกวน และตระกูลเฉียนร่วมมือกันกดเขาไว้หรอกหรือ แต่เขาก็ไม่ได้พูดความคิดนั้นออกไป เพียงแต่กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นผมจะเดินทางไปดูด้วยตัวเอง”
ในที่สุดซ่างกวนอวิ๋นฉีที่อยู่อีกฝั่งของสายก็ยิ้มออกมาได้และพูดว่า “รอคุณมาปักกิ่ง สามีของฉันจะเลี้ยงข้าวคุณเองนะคะ”
ในขณะนั้น เซี่ยซานหวาผู้มีใบหน้าซีดเผือดก็ได้เดินทางมาถึงบ้านพักรับรอง เขาจัดการซื้อตั๋วและเก็บข้าวของ เขาอยากจะทิ้งกล่องไม้เจ้าปัญหาไว้ที่นี่ แต่ก็ไม่กล้าพอ ในใจเขาคิดว่า ไม่สามารถรับของสิ่งไว้ได้ เพราะในตอนแรกเขาคือคนที่โยนมันทิ้งไปกับมือ แต่เขาสามารถยกมันให้กับพี่ชายรองได้นี่
ในเมื่อพี่ชายคนโตจากไปแล้ว พี่ชายรองก็มีฐานะเป็นพี่ใหญ่ของบ้านโดยปริยาย ป้ายวิญญาณนี้สมควรที่จะถูกดูแลโดยครอบครัวของเขา ต่อให้ไม่อยากได้ก็ต้องรับไว้
ในใจของเซี่ยซานหวาเดือดดาลไปด้วยความเกลียดชังจูเฟิ่ง ผู้หญิงคนนี้ช่างชอบยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ
เซี่ยซานหวาพึมพำกับตัวเองขณะที่ใช้มืออันสั่นเทาเก็บกล่องไม้ใส่ถุงผ้า จากนั้นก็คืนห้องพักแล้วรีบร้อนจากไปทันที
หัวหน้าหนิวรีบโทรศัพท์ไปหาผู้เฒ่าจี้เพื่อรายงานเรื่องที่เกิดขึ้น และผู้เฒ่าจี้ก็ได้นำความไปบอกซ่งอวี้หน่วน ซึ่งเธอก็คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าเซี่ยซานหวาคงจะขยาดจนไม่กล้ากลับมาอีกนาน
จูเฟิ่งเอ่ยกับย่าซ่งด้วยความทึ่ง “สมองของเสี่ยวหน่วนนี่ฉลาดเป็นกรดเลยนะคะ ที่บอกว่าแค่ใช้ป้ายวิญญาณนี่ก็จะทำให้เซี่ยซานหวากลัวจนหนีเตลิดเปิดเปิงได้ ตอนแรกฉันยังไม่เห็นด้วย แล้วก็ไม่เชื่อด้วยซ้ำ เพราะเขาเป็นคนโยนมันทิ้งไปกับมือเอง ฉันนี่แหละที่ทนดูไม่ได้เลยเก็บขึ้นมา แล้วก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน เลยเก็บเอาไว้จนถึงตอนนี้”
ย่าซ่งครุ่นคิดอยู่เงียบๆ คนเราส่วนใหญ่ตอนหนุ่มสาวมักจะไม่กลัวเกรงสิ่งใด สามารถมองข้ามความเป็นความตายไปได้ แต่พอแก่ตัวลงกลับรักชีวิตและหวงแหนลมหายใจของตัวเองขึ้นมา คนอย่างเซี่ยซานหวาก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยเฉพาะตอนนี้ที่เขากำลังเสพสุขอยู่บนกองเงินกองทอง เขายิ่งไม่อยากตายมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว
ซ่งอวี้หน่วนหาข้ออ้างเพื่อปลีกตัวเข้าไปในป่าและออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ที่ผ่านมา พละกำลังและความเร็วเหนือมนุษย์ที่เธอมีดูเหมือนจะไม่มีที่ให้ใช้ เธอจึงไม่ค่อยได้ใส่ใจมันมากนัก
เพราะที่นี่ไม่ใช่ยุคโบราณหรือวันสิ้นโลกที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่ในตอนที่เธอเตะเซี่ยซานหวา เธอกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ลึกซึ้งและแปลกประหลาดอย่างน่าพิศวง
เธอรู้สึกว่าพละกำลังของเธอ หากจะพูดให้ถูกต้อง มันควรจะเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นพลังงานที่เธอสามารถควบคุมได้ตามใจนึก ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยใส่ใจมันมาก่อน แต่วันนี้ก่อนที่จะยกขาขึ้นเตะ เธอก็คิดในใจว่าอีกฝ่ายอายุ 50 กว่าปีแล้ว แถมยังเป็นคนเลวทราม ร่างกายคงจะอ่อนแอมาก ดังนั้นแค่เตะเบาๆ ก็คงจะเพียงพอแล้ว
ในจังหวะที่เธอเตะออกไป พลังงานและภาพนิมิตบางอย่างก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน เธอรู้สึกว่าตัวเองยังสามารถทำอย่างอื่นได้อีกมากมายด้วยพลังนี้
ตัวอย่างเช่น การใช้พลังงานเพื่อเปิดมิติพิเศษขึ้นมา!
แม้ความคิดนี้จะดูเพ้อฝัน แต่ในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และสมเหตุสมผล โดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่เรียกว่ามิติก็คือการประกอบกันของพลังงานพิเศษรูปแบบหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เธอเข้าใจหลักการสร้างของมันขึ้นมา เธอก็น่าจะสามารถทำมันได้สำเร็จ
อาจจะเปรียบเทียบได้ว่า พลังงานก็คือทราย ซีเมนต์ และอิฐ ที่ใช้ในการสร้างบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านที่มองเห็นได้แค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนดีใจจนวิ่งเล่นไปรอบๆ ป่าอย่างร่าเริงอยู่หลายรอบ ทำให้นกน้อยใหญ่ที่กำลังพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้พากันบินหนีไปด้วยความตื่นตระหนก เธอกลายเป็นหญิงสาวผู้เป็นดั่งสายลมไปโดยสมบูรณ์
เรื่องวุ่นวายในครอบครัวของยายเซี่ยได้ยุติลงชั่วคราว เรื่องของหวงเสี่ยวชุ่ยที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไทรใหญ่คงจะทำให้เซี่ยซานหวานอนไม่หลับไปทั้งคืน ไม่ต่างจากติงเหล่าต้าที่เสียสติแล้วพลัดตกแม่น้ำจมน้ำตายไปเอง
ใครว่าเวรกรรมไม่มีจริง เซี่ยซานหวาก็เช่นกัน
ทางที่ดีที่สุดคือปล่อยให้เขาไปก่อกวนสร้างความเดือดร้อนให้กับเซี่ยโป๋เหวินและซ่างกวนอวิ๋นฉี แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ เพราะเซี่ยโป๋เหวินและซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ
ซ่งอวี้หน่วนเดินทางไปรับเงินรางวัลอย่างมีความสุข แถมยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณมาด้วย เธอจึงตัดสินใจขี่จักรยานคู่ใจเข้าไปในตัวอำเภอ
เธอตรงไปพบกับคุณอาเหอ ก่อนจะหยิบใบประกาศที่ฉู่จื่อโจวทำให้เธอออกจากกระเป๋าสะพายข้าง “คุณอาเหอคะ คุณอาช่วยออกใบใหม่ที่เป็นของทางการให้หนูหน่อยได้ไหมคะ”
คุณอาเหอตอบตกลงอย่างยินดี “ยังมีอีกใบนึงนะ เดี๋ยวอาจะจัดการให้พร้อมกันเลย รออีกไม่กี่วันก็ได้แล้ว”
“แล้ว...คนร้ายถูกจับได้หรือยังคะ”
“อืม จับได้แล้ว พอจัดการเรื่องเอกสารเสร็จเรียบร้อย บ่ายนี้อาจะนำทีมไปที่ปักกิ่งเอง” เขาลดเสียงลงแล้วกระซิบพูดต่อ “ครั้งนี้หนูสร้างผลงานใหญ่อีกแล้วนะ คนร้ายคนนั้นใจกล้าบ้าบิ่นมาก เขาบุกไปที่พิพิธภัณฑ์จริงๆ แต่เพราะเราเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า เลยรวบตัวได้ทันที”
ซ่งอวี้หน่วนถอนหายใจอย่างโล่งอก “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ”
ตอนนี้เธอชักอยากจะรู้แล้วว่าคุณปู่หลินกับคนอื่นๆ ตามหาเหล่าเอ้อร์ฮาไปถึงไหนแล้ว เธอคงต้องรบกวนให้คุณปู่หลินออกใบประกาศเกียรติคุณให้เธออีกสักใบเสียแล้ว
[จบบท]