บทที่ 150: หลานสาวคนนี้จะทำอะไร
ซ่งอวี้หน่วนแวะไปที่บ้านของอาเล็กอีกครั้งหนึ่ง อาเล็กซ่งเหนียนรีบเล่าข่าวดีให้เธอฟังด้วยความตื่นเต้นว่าแบบแปลนที่เธอให้ไปนั้นถูกนำไปใช้ทั้งหมดแล้ว และในสัปดาห์หน้าทางโรงงานจะมอบเงินรางวัลให้เป็นพิเศษ
ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบย้ำทันทีว่าอย่าลืมทำใบประกาศนียบัตรมาให้ด้วย ก่อนจะเปลี่ยนไปถามถึงเรื่องโรงเรียนภาคค่ำที่เคยคุยกันไว้
ซ่งเหนียนตอบกลับมาว่า “ตอนนี้มีคนสมัครเรียนเยอะมากเลย แต่ห้องเรียนมีน้อยนิดเดียว คงต้องรอไปอีกทีปีหน้าหรือไม่ก็อีก 2 ปีข้างหน้าเลยล่ะ”
เป็นที่ต้องการตัวขนาดนั้นเชียวหรือ
“อาเล็กคะ ถ้าอย่างนั้นพาหนูไปดูหน่อยได้ไหมคะ”
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าหากอาเล็กกับอาสะใภ้เล็กอยากจะเติบโตในหน้าที่การงาน ก็คงจะหวังพึ่งพาแต่การใช้แรงงานอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมีความรู้และวุฒิการศึกษาด้วย อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็ไม่ใช่คนเรียนเก่งกาจอะไรนัก การจะให้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
สุดท้ายซ่งเหนียนจึงตัดสินใจพาซ่งอวี้หน่วนไปยังโรงเรียนภาคค่ำหนานซาน
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คิด มีเพียงอาคารชั้นเดียวไม่กี่หลังที่ล้อมรอบด้วยกำแพง โดยมีห้องทำงานและห้องเรียนรวมอยู่ในที่เดียวกัน เมื่อพวกเขาเดินไปยังจุดรับสมัครก็พบว่าจำนวนนักเรียนเต็มแล้วจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนเดินสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หน้าต่างห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ เธอแกล้งทำเป็นไม่เห็นว่ามีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างใน แล้วหันไปพูดคุยกับซ่งเหนียนด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติว่า “อาเล็กคะ โรงเรียนภาคค่ำหนานซานนี่มีแค่ 2 ห้องเรียนเองนะคะ จะเรียกว่าเป็นโรงเรียนภาคค่ำได้ยังไงกัน นี่มันก็เป็นแค่โรงเรียนกวดวิชาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้นมัธยมปลายไม่ใช่เหรอคะ แถมยังไม่มีสอนภาษาอังกฤษอีกต่างหาก”
ซ่งเหนียน “…”
เรื่องพรรค์นี้เขาจะไปรู้ได้อย่างไรกัน แต่สัญชาตญาณกลับร้องเตือนว่าหลานสาวคนโตของเขาไม่มีทางพูดจาเหลวไหลแน่นอน และโดยปกติแล้วเวลาที่เธอพูดอะไรทำนองนี้ ก็มักจะแอบวางแผนอะไรบางอย่างเอาไว้เสมอ
และก็เป็นไปตามคาด หน้าต่างบานนั้นถูกผลักเปิดออกจนสุด อาจารย์ใหญ่ชุยที่สวมแว่นสายตาสำหรับคนชรายืนอยู่ตรงหน้าต่างแล้วอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็นว่า “ใช่แล้ว ที่นี่เป็นแค่โรงเรียนกวดวิชาสำหรับมัธยมต้นและมัธยมปลายเท่านั้น ส่วนหลักสูตรภาษาอังกฤษเรายังหาครูที่เหมาะสมไม่ได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ที่นี่ก็ยังคงเป็นโรงเรียนภาคค่ำอยู่ดี”
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจได้อย่างแนบเนียน “คุณก็เป็นคุณครูด้วยเหรอคะ”
อาจารย์ใหญ่ชุยเพียงแค่พยักหน้า แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นใคร เพราะเขาคิดว่ามันไม่จำเป็น
“สวัสดีค่ะคุณครู” ซ่งอวี้หน่วนทักทายอย่างสุภาพนอบน้อม
จากนั้นเธอก็กะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปคุยกับซ่งเหนียนต่อด้วยความคาดหวังว่า “อาเล็กคะ อาลองคิดตามสิคะว่ามันจะดีแค่ไหนถ้าที่นี่กลายเป็นโรงเรียนสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่แบบเต็มเวลา แล้วก็มีหลักสูตรอนุปริญญาพร้อมกับเปิดสอนในหลากหลายสาขาวิชา หนูเคยได้ยินพี่ตงบอกว่าที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของเขามีการจัดฝึกอบรมพนักงานอยู่เป็นประจำเลยค่ะ แต่มันก็ยุ่งยากมาก เพราะต้องเดินทางไปอบรมไกลถึงที่อื่น ทำให้ค่าเล่าเรียนทั้งหมดต้องตกไปเป็นของโรงเรียนต่างถิ่น ถ้าหากมีโรงเรียนแบบนี้ในพื้นที่ของเราเองก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะคะ อาเล็กคิดว่าทำไมโรงเรียนภาคค่ำถึงไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นโรงเรียนสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่ไปเลยล่ะคะ”
ซ่งเหนียนถึงกับตกใจจนพูดติดๆ ขัดๆ เสี่ยวหน่วนกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
“เอ่อ... คือ... มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกมั้ง ต้องให้ทางการอนุมัติก่อนไม่ใช่เหรอ”
“นั่นก็จริงค่ะ แต่ถ้าที่นี่กลายเป็นโรงเรียนสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่ได้จริงๆ อาก็จะได้เข้ามาเรียนสมใจแล้ว ไม่ต้องมาเจอสภาพแบบตอนนี้ ที่มีแค่ห้องเรียนกวดวิชา 2 ห้อง แถมเรียนจบไปก็ไม่ได้วุฒิการศึกษาอะไรเลย แต่กลับมีคนแย่งกันสมัครจนลงทะเบียนไม่ทัน”
ซ่งเหนียนปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก หลานสาวคนโต เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ ช่วยบอกใบ้กันล่วงหน้าหน่อยไม่ได้หรือไง
อาจารย์ใหญ่ชุยที่กำลังจะปิดหน้าต่างต้องชะงักไป เขากลับมาผลักมันเปิดออกอีกครั้งแล้วมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาเคลือบแคลง “หนูน้อย เมื่อครู่นี้หนูพูดถึงเรื่องการฝึกอบรมพนักงานของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ใช่หรือไม่”
“ใช่ค่ะ พี่ตงของหนูเป็นคนเล่าให้ฟังเอง เขาบอกว่าถ้าสามารถจัดอบรมในพื้นที่ได้ก็จะดีมากเลยค่ะ”
“แล้วหนูชื่ออะไรล่ะ” ดวงตาของอาจารย์ใหญ่ชุยพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
แน่นอนว่าเขารู้จักโรงงานอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างดี ผู้จัดการโรงงานคนนั้นมีชื่อว่าเจิ้งตง ซึ่งก็น่าจะเป็น ‘พี่ตง’ คนเดียวกับที่เด็กสาวคนนี้พูดถึง โรงเรียนภาคค่ำของเขานั้นค่อนข้างจะซอมซ่ออยู่สักหน่อย หากสามารถดึงหลักสูตรการฝึกอบรมของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์มาเปิดสอนที่นี่ได้ แม้จะแค่เพียงห้องเรียนเดียว สถานะของโรงเรียนภาคค่ำก็จะถูกยกระดับขึ้นอย่างมหาศาลในทันที
“หนูชื่อซ่งอวี้หน่วนค่ะ ส่วนนี่คืออาเล็กของหนู” ซ่งอวี้หน่วนแนะนำตัวเสร็จก็แสร้งทำหน้าผิดหวังแล้วพูดต่อว่า “อาเล็กคะ ในเมื่อปีหน้าก็ไม่มีที่ว่างแล้ว งั้นอีก 2 ปีเราค่อยมาใหม่แล้วกันนะคะ”
สองอาหลานจึงเดินตรงไปยังประตูโรงเรียน ในขณะที่ซ่งเหนียนอยากจะกลับบ้านให้เร็วที่สุด แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับกำลังรอคอยให้ชายชราคนนั้นเรียกพวกเขากลับไปอยู่
“พวกเธอรอเดี๋ยวก่อน!”
อาจารย์ใหญ่ชุยตะโกนเรียกอย่างร้อนรนพร้อมกับชะโงกตัวออกมาจากหน้าต่างครึ่งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ซ่งเหนียนจึงได้ลงทะเบียนเรียนในสภาพที่ยังคงมึนงงอยู่ ความจริงแล้วที่นั่งในโรงเรียนยังไม่เต็ม เหมือนกับการขายตั๋วที่สถานีรถไฟ ที่พวกเขาจะไม่มีวันขายจนหมดเกลี้ยง แต่จะเหลือเก็บไว้ 2-3 ที่สำหรับกรณีฉุกเฉิน ซึ่งที่นี่ก็ใช้หลักการเดียวกัน
อาจารย์ใหญ่ชุยเปลี่ยนท่าทีมาพูดคุยกับซ่งอวี้หน่วนอย่างเป็นกันเองและกระตือรือร้น ก่อนจะวกบทสนทนาเข้าไปที่เรื่องโรงเรียนอิเล็กทรอนิกส์อีกครั้ง
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ใหญ่ชุยคะ เราต้องเปลี่ยนโรงเรียนของเราให้กลายเป็นโรงเรียนสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่ให้ได้ก่อนนะคะ หลังจากนั้นโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ถึงจะยอมส่งพนักงานมาเข้ารับการฝึกอบรมได้
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากเราทำได้ดี ไม่ใช่แค่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่โรงงานทอผ้าและโรงงานเครื่องจักรก็จะตามมาสมทบด้วย และถ้าเรามีสาขาวิชาที่หลากหลายและครอบคลุมมากพอ ไม่แน่ว่าพนักงานจากหน่วยงานในเมืองอื่นก็อาจจะแห่กันมาฝึกอบรมที่นี่เป็นกลุ่มๆ เลยก็ได้ค่ะ”
ในช่วงยุค 80 โรงเรียนประเภทนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก บางแห่งถูกเรียกว่าโรงเรียนสำหรับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ บางแห่งก็เรียกว่าโรงเรียนอาชีวศึกษาสำหรับเจ้าหน้าที่ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็กจบใหม่ แต่เป็นพนักงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องผ่านการสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมนอกเวลางาน
โดยมีทั้งหลักสูตรทางไปรษณีย์และหลักสูตรเต็มเวลา เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะได้รับใบประกาศนียบัตรที่ออกโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งวุฒิการศึกษาประเภทนี้ก็เป็นที่ยอมรับและสามารถใช้ในที่ทำงานได้เป็นอย่างดี
หากลองไปดูประวัติของคนในยุค 60 หรือ 70 ก็จะพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่จบการศึกษามาจากโรงเรียนประเภทนี้ เพราะในยุคนั้นจำนวนคนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จริงๆ นั้นมีน้อยมาก อีกทั้งโรงเรียนประเภทนี้ยังจัดตั้งได้ง่ายและได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ยุค 80 คือยุคที่ผู้คนต่างกระหายความรู้ วัฒนธรรม และวุฒิการศึกษา ซึ่งอำเภอหนานซานก็ไม่มีข้อยกเว้น
อาจารย์ใหญ่ชุยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “เด็กคนนี้นี่ ทำไมหนูถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้ละเอียดลึกซึ้งขนาดนี้”
ซ่งอวี้หน่วนเกาหัวอย่างเขินอายแล้วตอบว่า “พอดีคุณปู่หูจากมหาวิทยาลัยอุตสาหกรรมในเทศมณฑลเป็นคนเล่าให้ฟังน่ะค่ะ แต่ว่าตอนนี้คุณปู่ท่านเกษียณแล้ว”
ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดได้เข้ามาอยู่ในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่แล้ว ซึ่งเป็นเพียงห้องธรรมดาๆ ที่ดูไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของเลย
อาจารย์ใหญ่ชุยที่ในตอนแรกกำลังนั่งจิบชาจากแก้วใบใหญ่อย่างสบายอารมณ์เพื่อหยั่งเชิงภูมิหลังของเด็กสาวคนนี้อยู่ ถึงกับต้องสำลักน้ำชาออกมาอย่างแรง
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมซ่งอวี้หน่วนถึงได้รู้จักกับเจิ้งตง ที่แท้ก็เพราะพวกเขาเติบโตมาจากบ้านพักในเทศมณฑลเหมือนกันนี่ แต่อาจารย์ใหญ่หูนี่สิ นั่นมันเป็นบุคคลระดับปรมาจารย์เลยนะ คนธรรมดาอย่างเขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้พูดคุยด้วยซ้ำ
อาจารย์ใหญ่ชุยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ใครบ้างล่ะจะไม่มีความทะเยอทะยาน ถึงแม้ว่าเขาจะเหลือเวลาทำงานอีกเพียงไม่กี่ปีก็จะเกษียณแล้วก็ตาม แต่หากสามารถยกระดับโรงเรียนภาคค่ำแห่งนี้ให้กลายเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาได้จริงๆ เขาคงจะมีความสุขจนเก็บไปฝันแล้วยิ้มออกมาเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น การยกระดับให้เป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาได้สำเร็จยังหมายความว่าจะมีผู้คนจำนวนมากขึ้นที่สามารถเข้ามาฝึกอบรมและพัฒนาตนเองเพื่อสร้างชาติของเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้
โดยเฉพาะเหล่าปัญญาชนที่เคยถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท พวกเขาได้พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ไปแล้ว หากมีโรงเรียนแห่งนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่พวกเขาเลย
เขาจึงหันไปพูดกับซ่งเหนียนอย่างกระตือรือร้นว่า “เอาอย่างนี้นะ พวกคุณสองสามีภรรยาสามารถมาเข้าเรียนได้เลย ถ้าหากไม่มีใครช่วยดูแลลูก ก็สามารถพาลูกมาด้วยได้”
ซ่งเหนียนรู้สึกทั้งประหม่าและตกใจกับการต้อนรับขับสู้อย่างดีเกินคาด เขาจำได้ดีว่าตอนที่มาสมัครเรียน 2 ครั้งก่อนหน้านี้ กลับถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาว่า ‘ไม่มีที่ว่าง ปีหน้าค่อยมาใหม่’ แต่แน่นอนว่าสำหรับคนอย่างเขาแล้ว ย่อมไม่รู้เลยว่าอาจารย์ใหญ่หูคือใคร
ในที่สุดซ่งเหนียนก็ได้เข้าเรียนในชั้นเรียนกวดวิชาระดับมัธยมปลาย ส่วนอาสะใภ้เล็กซุนจินหรงก็ได้เข้าเรียนในชั้นเรียนกวดวิชาระดับมัธยมต้น และหู่จื่อก็ได้เป็นนักเรียนใหม่แทรกเข้าไปด้วย ทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยในเวลาอันสั้น
อาจารย์ใหญ่ชุยเดินออกมาส่งซ่งอวี้หน่วนด้วยตัวเองอย่างอบอุ่น
ซ่งอวี้หน่วนจึงกระซิบกับเขาเบาๆ ว่า “อาจารย์ใหญ่ชุยคะ อีกไม่กี่วันหนูจะต้องเดินทางไปที่เทศมณฑล หนูจะช่วยถามไถ่เรื่องโรงเรียนอาชีวศึกษาให้ท่านนะคะ”
อาจารย์ใหญ่ชุยไม่สงสัยในคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย เด็กที่เติบโตมาจากบ้านพักในเทศมณฑล ถึงแม้จะเป็นเด็กที่ถูกสลับตัวมา แต่เส้นสายและความสัมพันธ์ที่รู้จักก็ไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน
เขายิ้มอย่างใจดีแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณเสี่ยวหน่วนมากๆ เลยนะ ว่าแต่เธอสนใจอยากจะมาเรียนกวดวิชาที่นี่ด้วยไหมล่ะ แบบไม่เก็บค่าเล่าเรียนเป็นพิเศษเลยนะ”
[จบบท]