บทที่ 155: เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นแท้ๆ ที่ทำให้ฉันต้องเสียฟอร์ม
เซี่ยโป๋เหวินลุกพรวดขึ้นยืน จ้องเขม็งไปที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีสลับกับเซี่ยซานหวา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจับใจว่า “ดูเหมือนว่าพวกคุณ 2 คน จะรู้เรื่องเยอะกว่าผมนะ”
แล้วเขาก็ถามต่อด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง “ยังมีเรื่องอะไรอีกที่ผมยังไม่รู้”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเชิดหน้าหยิ่งผยองมาตลอดชีวิต มีหรือจะยอมตอบคำถามง่ายๆ
เธอไม่เพียงไม่ตอบ แต่ยังชี้ไปที่โต๊ะทำงาน “เซี่ยซานหวา รีบเอาของนั่นออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน!”
เซี่ยซานหวาสวนกลับทันที “ผมไม่เอาไปครับ พี่สะใภ้รอง ตอนนี้พี่รองกำลังถามพี่อยู่นะครับ ว่าพี่ไปได้ยินมาจากไหนว่าจูเฟิ่งขโมยสมบัติประจำตระกูลของเราไป ไอ้คนปล่อยข่าวคนนั้นมันต้องพูดจาเหลวไหลแน่ๆ เราต้องไปลากคอมันมาคิดบัญชี”
“ฉันต้องรายงานนายด้วยเหรอว่าได้ข่าวมาจากไหน หรืออยากจะให้ฉันเปิดเผยช่องทางข่าวกรองทั้งหมดของฉันให้นายดูด้วยล่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินทุบโต๊ะดัง ปัง! ตอนนี้ยังมีอะไรที่เขาจะไม่เข้าใจอีก
เรื่องทั้งหมดต้องเป็นเพราะจูเฟิ่งไปทำให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีเดือดดาล เธอเลยกุเรื่องขึ้นมาหลอกใช้เซี่ยซานหวาให้ไปหาเรื่องจูเฟิ่ง คิดจะยืมมือน้องสามีมาเป็นหอกให้ตัวเองแท้ๆ
ใบหน้าของเขาบูดบึ้งน่ากลัว “เซี่ยซานหวา ทำไมก่อนที่นายจะไป ไม่บอกฉันสักคำ”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีแผดเสียงแหลมสวนกลับ “เซี่ยโป๋เหวิน นี่คุณจะเอาอะไรกันแน่! จะพูดกระทบกระเทียบฉัน หรือจะประชดประชันกันแน่ ก็มีคนมาบอกฉันจริงๆ นี่นาว่าเมื่อก่อนจูเฟิ่งขโมยสมบัติประจำตระกูลของคุณไปจริงๆ แล้วคุณก็งานยุ่งจะตายไป การที่ให้เซี่ยซานหวาไปจัดการแทนมันผิดตรงไหน! ใครมันจะไปคิดล่ะว่าผู้หญิงคนนั้นจะเอาของแบบนี้มาให้ ส่วนกล่องไม้นี่จะเอาไปทำอะไรฉันไม่สน แต่ห้ามเอามาไว้ในบ้านของฉันเด็ดขาด”
พูดจบเธอก็ชี้นิ้วไปที่หน้าเซี่ยโป๋เหวิน “ไม่อย่างนั้น ฉันกับคุณได้เห็นดีกันแน่”
เซี่ยโป๋เหวินฉุนกึก ตะคอกกลับไปว่า “คุณจะสงบสติอารมณ์ลงหน่อยได้ไหม ซ่างกวนอวิ๋นฉี ความเป็นผู้ดีของคุณหายไปไหนหมด ความสง่างามของคุณล่ะ ดูสภาพตัวเองตอนนี้สิ มันน่าสมเพชแค่ไหน
แล้วนี่ไม่ใช่ว่าคุณหาเรื่องใส่ตัวเองเหรอ ตอนนั้นที่ผมไว้ใจให้คุณจัดการเรื่องนี้ แค่ตำแหน่งงานในสถานีค้าธัญพืช มันก็แค่โทรศัพท์สายเดียวก็จบ แต่คุณกลับส่งเซี่ยซานหวาไปให้เขาหยามหน้าเล่น เรื่องง่ายๆ ที่จัดการได้สบายๆ กลับถูกพวกคุณปั่นให้มันวุ่นวายซับซ้อนไปหมด
แล้วไหนจะเด็กที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนอีก ชีวิตของเธอจะเป็นจะตายมันเกี่ยวอะไรกับคุณ ชื่อเสียงของเธอจะป่นปี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเซี่ยโป๋เหวินคนนี้ด้วย!”
จะยื่นจมูกเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านให้มันได้อะไรขึ้นมา
ซ่างกวนอวิ๋นฉีถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างหัวเสีย
ทั้งหมดเป็นเพราะยัยจูเฟิ่งคนนั้นแท้ๆ ที่ทำให้เธอต้องเสียฟอร์มจนหมดสิ้น
เซี่ยโป๋เหวินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่าอวดฉลาดแล้วทำอะไรตามใจชอบอีก ในชีวิตของเซี่ยโป๋เหวินคนนี้ อาจจะเคยทำผิดต่อคนมานับไม่ถ้วน แต่คนกลุ่มเดียวที่ผมไม่เคยทำผิดด้วย ก็คือตระกูลซ่างกวนของคุณ และก็ไม่เคยทำผิดต่อนายด้วย เซี่ยซานหวา”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองคนเงียบกริบ
เซี่ยโป๋เหวินหันไปถามเซี่ยซานหวาต่อ “ก่อนจะกลับจูเฟิ่งได้พูดอะไรทิ้งท้ายไว้ไหม”
ทันใดนั้น เซี่ยซานหวาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นที่แผ่นหลัง เพราะเขานึกถึงเรื่องของหวงเสี่ยวชุ่ยใต้ต้นไหวที่ซ่งอวี้หน่วนเล่าให้ฟัง
เขากำที่วางแขนของเก้าอี้ไม้จื่อเถิงไว้แน่นเพื่อเรียกสติ และในที่สุดก็สงบใจลงได้ ครั้งนี้เขาไม่กล้าโกหกอีกต่อไป จึงเล่าตามความจริง “ตอนจะกลับ จูเฟิ่งถามผมว่าเคยเจอเซี่ยซินตงไหมครับ”
ขณะที่พูด เซี่ยซานหวาก็เผลอเหลือบไปมองซ่างกวนอวิ๋นฉี ซึ่งเธอมีท่าทีลนลานขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็รีบเก็บอาการได้อย่างรวดเร็ว
“มองหน้าฉันทำไม ตอบคำถามของพี่รองนายไปสิ” ซ่างกวนอวิ๋นฉีตวาดใส่เซี่ยซานหวาเสียงเย็น
เซี่ยซานหวาเบะปาก “จูเฟิ่งบอกว่าเซี่ยซินตงหายตัวไปตอนอายุ 5 ขวบ จนป่านนี้ก็ยังหาไม่เจอ เธอยังบอกด้วยว่าตอนนั้นเคยเขียนจดหมายมาหาพี่ด้วยครับ”
เซี่ยโป๋เหวินไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร เพียงแต่ขมวดคิ้วมุ่น แล้วหันไปมองภรรยาของตัวเอง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีแค่นเสียงหัวเราะ “จูเฟิ่งนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ ขนาดลูกตัวเองแท้ๆ ยังดูแลไม่ได้ แล้วส่งจดหมายมาให้คุณมันจะไปมีประโยชน์อะไร หรือคุณจะทิ้งทุกอย่างเพื่อไปตามหาเด็กล่ะ อีกอย่าง ฉันก็ไม่เคยเห็นจดหมายฉบับที่ว่านั่นด้วย ถ้าคุณไม่เชื่อ จะลองไปถามที่ห้องรับส่งจดหมายของบ้านพักดูก็ได้”
เซี่ยโป๋เหวินยกมือขึ้นนวดขมับ พลางประมวลเรื่องราวทั้งหมดในหัวอย่างรวดเร็ว
เขานึกขึ้นมาได้ลางๆ ว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยมีโทรศัพท์จากที่บ้านมาบอกว่าจูเฟิ่งไม่อยากส่งเซี่ยซินตงมาที่นี่
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีกเลย
การจะมารื้อฟื้นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เขากับลูกๆ 3 คนนั้นก็ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกันเป็นพิเศษ ส่วนจูเฟิ่งน่ะเหรอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่สิ่งที่เขาทนไม่ได้ก็คือการที่ภรรยาและน้องชายมาปิดบังและทำอะไรตามอำเภอใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้
หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังได้สร้างเรื่องเดือดร้อนครั้งใหญ่ให้เขาในสักวันแน่
เขาหันไปถามซ่างกวนอวิ๋นฉี “เด็กที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนนั่นอายุเท่าไหร่ แล้วข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอเชื่อถือได้แค่ไหน”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่เคยเห็นเด็กสาวบ้านนอกอยู่ในสายตาอยู่แล้ว จึงตอบไปโดยไม่ต้องคิด “แน่นอนว่าเชื่อถือได้ ตู้เจิ้นไห่เป็นคนไปสืบมาแล้วบอกฉันเอง”
เซี่ยซานหวาทำท่าจะอ้าปากพูด แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเก็บคำพูดนั้นไว้
ถึงแม้ว่าตอนนี้ตู้เจิ้นไห่จะถูกคุมตัวอยู่ แต่เดี๋ยวพอเรื่องซาลงอีกไม่กี่วันเขาก็คงจะถูกปล่อยตัวออกมา
แต่ถ้าเขาดันพูดอะไรออกไปตอนนี้ มีหวังพี่สะใภ้รองได้เกลียดขี้หน้าเขาไปอีกคนแน่
ซ่างกวนอวิ๋นฉีถามสามีกลับ “นี่อะไรกัน คุณยังคิดจะหางานให้เด็กนั่นอยู่อีกเหรอ”
เซี่ยโป๋เหวินหัวเราะหยัน “หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่จูเฟิ่งเอ่ยปากขอร้องผม แถมเธอยังอุตส่าห์เก็บป้ายบรรพบุรุษของพ่อแม่ผมไว้จนถึงทุกวันนี้ แล้วดูที่พวกคุณไปทำสิ ป่านนี้คนทั้งหมู่บ้านหลิ่วซู่คงรู้เรื่องกันหมดแล้ว เพื่อเห็นแก่ทั้งเหตุผลและความรู้สึก ผมก็ควรจะหางานให้ซ่งอวี้หน่วนสักตำแหน่ง จะได้ปิดปากพวกนั้นให้สนิท”
งานประจำสักตำแหน่งน่าจะทำให้พวกนั้นพอใจได้ไม่น้อย
และยังช่วยลดความขุ่นเคืองในใจพวกเขาลงได้บ้าง
เซี่ยโป๋เหวินไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะเกลียดเขาหรือไม่ พูดกันตามตรง มาถึงจุดนี้ได้ คนที่เกลียดและอยากจะฆ่าเขามีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
จากนั้นเขาก็หรี่ตาลง ถามเซี่ยซานหวาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “อำเภอหนานซานที่นายพูดถึง ใช่ที่เดียวกับอำเภอหนานซานนั้นรึเปล่า”
“เอ่อ... ใช่ครับ ที่นั่นแหละครับ”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีพูดแทรกขึ้นมาอย่างรำคาญ “นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ฉันไม่อยากหางานให้เด็กนั่น ซ่งอวี้หน่วนไปทำเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าไว้ ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูเหล่าโค่วล่ะก็ เขาต้องเป็นคนแรกที่ออกมาหัวเราะเยาะคุณแน่”
เซี่ยโป๋เหวินขมวดคิ้วมองหน้าภรรยา “ผมว่าคุณยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือนนะ นี่คุณเดินหมากได้พลาดมาก เพียงเพื่อจะระบายอารมณ์ ก็เกือบจะทำให้เรื่องมันบานปลายจนแก้ไขไม่ได้ เอาล่ะ เรื่องนี้พอแค่นี้ ผมจะโทรไปจัดการเรื่องงานให้ซ่งอวี้หน่วนเอง”
แววตาของซ่างกวนอวิ๋นฉีวูบไหว “งั้นเอาอย่างนี้ไหมคะ เดี๋ยวฉันลองโทรไปถามเธอดูก่อนว่าอยากไปฮ่องกงรึเปล่า คู่หมั้นของหว่านเอ๋อร์ก็มาจากตระกูลมหาเศรษฐีที่รวยติดอันดับของฮ่องกง ถ้าซ่งอวี้หน่วนยอมแต่งงานเข้าตระกูลจงแทนหว่านเอ๋อร์ ก็ถือว่าเป็นการมอบอนาคตที่สดใสให้เธอเลยนะ”
เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่ออย่างภาคภูมิใจ “สมัยนี้ใครๆ ก็คิดว่าฮ่องกงเป็นเหมือนสวรรค์ ฉันเชื่อว่าแค่ซ่งอวี้หน่วนได้ยินว่าจะได้ไปฮ่องกง เธอต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ”
ลูกชายคนเล็กของพวกเขาก็อยากจะไปอยู่กับตาที่ฮ่องกงใจจะขาด เอกสารทุกอย่างก็จัดการเรียบร้อยแล้ว
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ในห้องทำงานก็ดังขึ้น
เซี่ยโป๋เหวินสั่งให้เซี่ยซานหวาอุ้มกล่องไม้ใบนั้นออกไปรอข้างนอก
แล้วหันไปพูดกับซ่างกวนอวิ๋นฉีว่า “ก็ได้ คุณลองโทรไปถามเธอดูก่อน ถ้าเธออยากไปฮ่องกงก็ให้เธอไป แต่ถ้าเธอไม่อยากไป ผมจะหางานที่นี่ให้เธอเอง”
ในที่สุดซ่างกวนอวิ๋นฉีก็มีรอยยิ้มออกมา แล้วเดินออกจากห้องทำงานไป
***
ในขณะเดียวกันนั้น ซ่งอวี้หน่วนซึ่งไม่รู้ตัวเลยว่าจะถูกจับคลุมถุงชนส่งไปฮ่องกง กำลังโทรศัพท์ไปที่ห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ชุย และทันทีที่สายเรียกเข้า โทรศัพท์ก็ถูกรับขึ้นมาทันที
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อาจารย์ใหญ่ชุยใช้ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น
หากปราศจากความหวัง เขาก็คงไม่คาดหวังอะไร
แต่เมื่อมีความหวังผุดขึ้นมาในใจ มันก็เหมือนกับต้นหญ้าป่าที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนยากจะควบคุม
[จบบท]