บทที่ 163: หนังหน้าที่ฟ้าผ่าก็ไม่ทะลุ
ซ่งอวี้หน่วนไม่คิดจะเสียเวลาพูดจาไร้สาระกับผู้หญิงคนนี้ เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นชวนขนลุก
“เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1950 คุณส่งนักเลงปลายแถวที่ชื่อหลี่ว์เฉิงไปที่หมู่บ้านเซี่ยเจีย เพื่อลักพาตัวน้าชายของฉัน เซี่ยซินตงไป”
“ถึงแม้น้าชายของฉันจะอายุแค่ 5 ขวบ แต่เขาก็เป็นเด็กอัจฉริยะที่ความจำดีเป็นเลิศ คุณเลยกลัวว่าเขาจะหาทางกลับบ้านเองได้ แล้วความผิดของคุณก็จะถูกเปิดโปง ด้วยเหตุนี้ คุณถึงได้ใช้เส้นสายของตระกูลซ่างกวน เตรียมส่งตัวเขาออกไปให้ไกลที่สุด”
“แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน คุณก็จับเขายัดเข้าไปในรถไฟตู้ทึบที่มุ่งหน้าไปยังฮ่องกง นับตั้งแต่นั้นมา น้าชายของฉันก็หายสาบสูญ ยายของฉันอุตส่าห์เดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่งที่พอจะไปได้ แต่ท่านคงคิดไม่ถึงว่า ต่อให้ตามหาจนพลิกแผ่นดินในประเทศ ก็ไม่มีวันได้เจอลูกชายคนเล็กของตัวเอง”
“พอถึงวันที่ 7 กรกฎาคมในปีเดียวกัน ก็มีคนไปเจอศพของหลี่ว์เฉิงนอนตายอยู่ในบ้านพัก ตำรวจชันสูตรแล้วลงความเห็นว่าเขาหัวใจวายเฉียบพลันหลังจากการดื่มเหล้า ซึ่งคนที่นั่งดื่มกับเขาในคืนนั้นก็คือชายที่ชื่อเหยียนฟู่ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของคุณ ตอนนี้อยู่ที่ฮ่องกง แต่แว่วๆ มาว่าตายอนาถาข้างถนนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน”
“เป็นไงคะ คุณยายซ่างกวนอวิ๋นฉี เรื่องที่ฉันเล่ามาทั้งหมดมันถูกต้องไหม ถ้ามีตรงไหนตกหล่นไป คุณช่วยเสริมให้เต็มได้เลยนะคะ”
ณ ปลายสายโทรศัพท์ สีหน้าเกรี้ยวกราดของซ่างกวนอวิ๋นฉีได้แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาไปเรียบร้อยแล้ว เธอรู้สึกหายใจหอบถี่ เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบแผ่นหลัง ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ความทรงจำที่เลือนรางไปแสนนาน พลันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
น้ำเสียงของเด็กสาวในโทรศัพท์นั้นหวานใสอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในโสตประสาทของเธอ มันกลับไม่ต่างอะไรจากเสียงของยมทูตที่มารอคร่าชีวิต
ริมฝีปากของเธอสั่นระริกจนพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เธออยากจะกระแทกหูโทรศัพท์ทิ้งไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ในใจก็รู้ดีว่าทำแบบนั้นไม่ได้
ซ่งอวี้หน่วนที่อยู่อีกฝั่งยังอุตส่าห์ถามไถ่ด้วยความปรารถนาดีว่า “คุณยายคะ คุณอยู่คนเดียวรึเปล่า ระวังความดันพุ่งปรี๊ดจนช็อกตายไปซะก่อนนะ พอดีว่าฉันยังมีเรื่องอีกตั้งเยอะแยะที่อยากจะเล่าให้คุณฟัง เพราะงั้นคุณต้องทนให้ไหวนะคะ ฮึดสู้เข้าไว้สิคะ เอาความกล้าเหมือนตอนที่คุณไปแย่งสามีชาวบ้านเขามาน่ะ ทนฟังต่อไปอีกหน่อย เพราะถ้าคุณตกใจตายไปซะก่อน เรื่องมันก็ไม่สนุกน่ะสิคะ”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีหลงคิดมาตลอดว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับความงามสง่าและความเยือกเย็นโดยกำเนิด ไม่ว่าจะไปร่วมงานสังสรรค์กับเหล่าคุณนายที่ไหน เธอก็คือดาวเด่นที่สง่างามที่สุดในวงเสมอ
ชีวิตของเธอที่ผ่านมาแทบจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เคยต้องประสบพบเจอกับอุปสรรคใดๆ เลย แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ก็ยังมีเซี่ยโป๋เหวินคอยปกป้อง ทำให้เธอยังคงเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายที่สุด
ไม่เคยมีใครกล้าเรียกเธอว่า 'ยาย' ไม่เคยมีใครกล้าขุดคุ้ยเรื่องในอดีตของเธอขึ้นมาพูดจาเยาะเย้ยเช่นนี้
เธอโทรศัพท์จากที่บ้าน วันนี้ที่บ้านมีคนอยู่ เพราะลูกชายคนเล็กกลับมาเยี่ยมพอดี และกำลังนั่งคุยอยู่กับเสี่ยวหว่านที่ห้องนั่งเล่น
แต่ในห้องนอนของเธอ หากไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่มีคนรับใช้คนไหนกล้าเข้ามา
ซ่างกวนอวิ๋นฉีบีบหูโทรศัพท์ไว้แน่น ในที่สุดก็เค้นเสียงของตัวเองออกมาได้ แต่น้ำเสียงนั้นกลับสั่นเครือด้วยความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด “เธอ...เธอพูดจาเหลวไหลอะไรกัน”
ซ่งอวี้หน่วนชักจะหมดความอดทน “เลิกเล่นละครตบตาได้แล้วค่ะ เรื่องทั้งหมดที่ฉันพูดคือสิ่งที่คุณเคยทำลงไป ตอนนี้ทางที่ดีคุณควรถือหูโทรศัพท์ไว้เฉยๆ ฉันมีเรื่องจะถามคุณอีกอย่าง อ้อ แล้วถ้าคุณกล้าวางสายล่ะก็ ฉันก็จะโทรไปที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง โทรตรงไปที่ห้องทำงานของเซี่ยโป๋เหวินเลย หรือไม่ก็อาจจะส่งจดหมายร้องเรียนไปให้หน่วยงานต้นสังกัดของคุณกับเซี่ยเอ้อร์หวาด้วย”
หัวใจของซ่างกวนอวิ๋นฉีเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา พยายามบังคับให้ตัวเองสงบลงให้ได้
ซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวอายุแค่ 17 ปีคนหนึ่ง จะไปรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างไรกัน
“ซ่งอวี้หน่วน นี่เธอ...เธอเสียสติไปแล้วรึไง เรื่องทั้งหมดนั่นเธอจินตนาการขึ้นมาเองทั้งเพ เธอคิดว่าถ้าพูดออกไปแล้วจะมีคนเชื่อเธออย่างนั้นเหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะหยัน “ไม่เชื่อก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ ขอแค่ให้พวกเขาเกิดความสงสัยก็พอแล้ว อีกอย่าง การมุงดูเรื่องสนุกๆ มันก็เป็นนิสัยของมนุษย์อยู่แล้วนี่คะ ถ้าฉันเขียนจดหมายร้องเรียนให้มันน่าตื่นเต้นเร้าใจหน่อย รับรองว่าต้องมีคนอยากอ่านแน่ๆ ถึงตอนนั้น คุณยายซ่างกวนผู้สูงส่งจะยังตีหน้าสง่างามได้อยู่อีกไหมคะ”
ใบหน้าของซ่างกวนอวิ๋นฉีเขียวคล้ำ รู้สึกปวดตุบๆ ที่ขมับ
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อ “ที่จริงฉันยังไม่อยากจะเปิดโปงเรื่องนี้กับคุณเร็วขนาดนี้หรอกนะ แต่คุณมันจิตใจชั่วช้าเกินไป นายน้อยรองจงนั่นเป็นคนบ้า เขาเป็นคู่หมั้นของหลานสาวคุณแท้ๆ แต่พอหลานสาวคุณไม่อยากแต่ง คุณก็คิดจะจับฉันไปเป็นแพะรับบาปแทน ทำไมคุณถึงได้เลวทรามต่ำช้าขนาดนี้ ไม่กลัวฟ้าผ่าตายบ้างรึไง”
“อ้อ จริงสิ คนหนังหน้าหนาเหี่ยวอย่างคุณจะไปกลัวอะไรกับฟ้าผ่าล่ะคะ ต่อให้เป็นอสนีบาตจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า ก็คงผ่าหนังหน้าเหี่ยวๆของคุณไม่ทะลุหรอก”
“ยังมีหน้ามาพูดอีกนะว่าฉันมีข่าวลือเสียๆ หายๆ ที่นี่ ยายแก่หน้าไม่อายเอ๊ย ไม่รู้หรือไงว่าเรื่องโสโครกของตัวเองยังเช็ดไม่หมดสิ้น คิดว่าตัวเองจะยิ่งใหญ่คับฟ้า ปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือได้จริงๆ เหรอ ถ้าแน่จริงก็ไปช่วยตู้เจิ้นไห่ออกมาจากคุกให้ได้สิ ถ้าทำได้ฉันจะไม่เรียกคุณว่ายายแก่แล้ว แต่จะเรียกคุณว่านางมารเฒ่าแทน”
“ยายของฉันคงทำกรรมมาแต่ชาติปางไหน ถึงได้มาเจอกับไอ้หมาตัวผู้กับอีหมาตัวเมียคู่นี้ น้าชายฉันอายุแค่ 5 ขวบ เขาไปทำอะไรให้คุณนักหนาเหรอ ถ้าคุณไม่อยากรับเขาไปอยู่ด้วย ก็แค่บอกกับเซี่ยเอ้อร์หวาไปตรงๆ สิ แต่นี่มันใช่สิ่งที่คนมีมโนธรรมเขาทำกันที่ไหน”
“คุณจับเด็กอายุ 5 ขวบยัดเข้าไปในตู้รถไฟทึบๆ ได้ยังไงกัน ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้ คุณยังมีหน้าไปทำงานในแผนกวินัยได้อีกเหรอ”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะซ่างกวนอวิ๋นฉี ตอนนี้มันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น คุณควรจะสวดภาวนาให้เซี่ยซินตงยังมีชีวิตอยู่ ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้ตระกูลซ่างกวนของคุณต้องพังพินาศย่อยยับจนไม่เหลือซาก”
“ยังคิดจะมาแก้แค้นฉันอีกงั้นเหรอ ฉันขอเตือนคุณไว้ตรงนี้เลยนะว่าญาติพี่น้องของตระกูลซ่งของฉันทุกคน ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือเด็ก หรือแม้กระทั่งห่านขาวตัวอ้วนพีในสวน ถ้ามีใครเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายขน ฉันจะทำให้คุณสิ้นไร้ทายาทสืบสกุล!”
“เอาล่ะ ทีนี้บอกมาได้แล้ว ว่าน้าชายของฉันอยู่ที่ไหน ห้ามวางสายเด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรไปที่ทำงานของคุณเดี๋ยวนี้เลย อ้อ แล้วก็ที่ทำงานของลูกชายคนโตของคุณด้วย ได้ยินมาว่าเขากำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกอยู่ไม่ใช่เหรอ คุณว่าเรื่องที่ฉันพูดจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของลูกชายคุณรึเปล่า ฉันล่ะอยากจะลองดูจริงๆ เลย”
น้ำเสียงของซ่งอวี้หน่วนฟังดูร่าเริงสดใส แต่สำหรับคนฟังแล้ว มันกลับเหมือนเสียงที่ดังมาจากขุมนรก
ซ่างกวนอวิ๋นฉีเสียใจอย่างสุดซึ้งที่โทรศัพท์มาในครั้งนี้
มือที่สั่นเทาของเธอกำหูโทรศัพท์ไว้แน่น ฝ่ามือชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เช่นเดียวกับแผ่นหลังของเธอ
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยปาก ในหัวของเธอก็วุ่นวายสับสนไปหมด
แม้จะเพิ่งรวบรวมสติให้สงบลงได้เพียงเล็กน้อย ก็ถูกซ่งอวี้หน่วนทำลายลงในพริบตา
สัญชาตญาณกรีดร้องบอกเธอว่าอย่าไปใส่ใจ เด็กสาวบ้านนอกอายุแค่ 17 ปี ที่บ้านไม่มีทั้งอำนาจและเส้นสาย ใครจะไปเชื่อคำพูดของเธอ
การจะจัดการกับเด็กคนนี้มันง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ดังนั้นเธอจึงไม่กล้าทำอะไรตัวเองแน่
แต่ในขณะเดียวกัน จิตใต้สำนึกอีกส่วนหนึ่งกลับรู้สึกว่าซ่งอวี้หน่วนคนนี้ไม่ธรรมดา เธอน่ากลัวราวกับปิศาจตนหนึ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องราวที่เธอเล่ามาทั้งหมดนั้น เธอรู้ได้อย่างไร ใครเป็นคนบอกเธอ ทำไมถึงได้พูดจาฉะฉานราวกับได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีทานทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เธอแผดเสียงข่มขู่ทั้งที่ภายในใจกำลังหวาดกลัวสุดขีด “ซ่งอวี้หน่วน นี่เธอขู่ฉันงั้นเหรอ ฉันจะจับเธอเข้าคุกให้ได้เลย เด็กสาวอายุแค่ 17 อย่างเธอถ้าต้องเข้าไปอยู่ในนั้น รู้รึเปล่าว่าจะต้องเจอกับอะไร ที่นั่นจะทำให้เธอต้องตายทั้งเป็น ฉันถามหน่อยสิ ว่าใครเป็นคนบอกเรื่องพวกนี้กับเธอ”
“ใครบอกฉันน่ะเหรอคะ ก็คงจะเป็นคนที่คุณไว้ใจที่สุดนั่นแหละค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะรู้เรื่องได้ละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง”
“อ้อ แล้วก็มีคนคอยจับตาดูคุณอยู่ตลอดเวลานะคะ ถ้าคุณยังพอมีความคิดอยู่บ้าง ก็รีบส่งน้าชายของฉันคืนมาซะ อย่าได้คิดจะฆ่าคนปิดปากเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องเสียใจที่โทรหาฉันในวันนี้อย่างแน่นอน”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกัดฟันกรอด ในหัวสับสนอลหม่านไปหมด เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะสงบสติอารมณ์แล้วพูดว่า “คุยโทรศัพท์มันไม่สะดวก เธอมาที่ปักกิ่งสิ แล้วฉันจะบอกเธอต่อหน้า”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะร่า “คุณคิดว่าฉันไม่กล้าไปรึไงคะ ซ่างกวนอวิ๋นฉี ถึงตอนนั้นคุณอย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีพยายามข่มความตื่นตระหนกสุดชีวิต “ฉะ...ฉันจะไปที่อำเภอหนานซานพรุ่งนี้เอง ฉันจะไปคุยกับเธอด้วยตัวเอง!”
[จบบท]