บทที่ 165: ไพ่ในมือ
ซ่างกวนเหิงก้มลงมองร่างของเซี่ยซินตงที่นอนนิ่งราวกับไร้ซึ่งลมหายใจ ดวงตาของเขาวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถามขึ้น “นายรู้จักเด็กผู้หญิงที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนบ้างไหม”
เซี่ยซินตงเลือกที่จะปิดเปลือกตาลง ราวกับไม่อยากรับฟังเรื่องราวใดๆ อีกต่อไป
ซ่างกวนเหิงโน้มตัวลงไปใกล้ ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง พร้อมกับพ่นคำสบถออกมาไม่หยุด “ไอ้คนไม่รู้จักบุญคุณ แกกินของฉัน ดื่มของฉัน ตระกูลซ่างกวนของฉันเป็นคนเลี้ยงแกจนโตมาขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน แกคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้เหรอ”
“ถึงแกจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าต้องกลายเป็นศพไปแล้วมันจะมีความหมายอะไร ไม่คิดจะสำนึกบุญคุณก็แล้วไปเถอะ แต่นี่อะไร คิดจะอดอาหารประท้วง คิดว่าเรื่องแค่นี้จะขู่พวกเราได้หรือไง”
“การกระทำโง่ๆ ของแกมีแต่จะกลายเป็นเรื่องตลกให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะกันเปล่าๆ แกก็ดูคนอื่นๆ สิ มีใครบ้างที่ไม่ชอบอยู่ที่นี่ อ้อใช่ แล้วก็เจ้าถ่าหมู่ ตอนแรกก็ดื้อด้านไม่ต่างจากแก แต่ดูมันตอนนี้สิ เกาะส่วนตัว เรือยอร์ช เงินทอง หรือจะผู้หญิงสวยๆ มีอะไรบ้างที่มันไม่มี”
เซี่ยซินตงยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง ประหนึ่งร่างไร้วิญญาณ
สถานที่แห่งนี้คือชั้นใต้ดินที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ แถมยังมีการป้องกันที่แน่นหนาชนิดที่ว่ามดสักตัวก็ยังเล็ดลอดออกไปไม่ได้ การจะหนีออกจากที่นี่จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ตอนนี้เขาไม่อยากจะกลับบ้านแล้ว ก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปก็แล้วกัน
ทันใดนั้นซ่างกวนเหิงก็เปรยขึ้นมาอีกครั้ง “นายไม่อยากรู้จริงๆ เหรอว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นใคร งั้นฉันจะบอกให้ก็ได้นะ เธอคือลูกสาวคนโตของเซี่ยกุ้ยหลานยังไงล่ะ”
และมันก็ได้ผล เซี่ยซินตงหันขวับมาในทันที ดวงตาของเขาจ้องมองซ่างกวนเหิงอย่างไม่วางตา เซี่ยกุ้ยหลาน นั่นคือชื่อของพี่สาวคนโตของเขา
พี่ยังมีชีวิตอยู่เหรอ…
ดีจริงๆ
“ซ่งอวี้หน่วนเป็นแค่เด็กสาวอายุ 17 ปีเท่านั้นเอง ได้ยินมาว่าหน้าตาสะสวยมากเลยนะ แต่ว่าเธอไปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับนายในปี 1950 มาได้ยังไง”
“ตอนนี้เด็กคนนั้นกำลังใช้เรื่องนี้มาข่มขู่น้องสาวของฉันอยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้วเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับน้องสาวของฉันเลยสักนิด ตอนที่นายถูกส่งมาที่นี่ครั้งแรก ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านายคือลูกชายของเซี่ยโป๋เหวิน แต่กว่าจะมารู้ทีหลัง นายก็กลับไปไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะฉันล่ะก็ เซี่ยซินตง ป่านนี้นายคงกลายเป็นผีไปนานแล้ว”
เซี่ยซินตงคืออัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุดในห้องทดลอง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ให้ความร่วมมือน้อยที่สุดเช่นกัน
ตอนเด็กๆ ก็เอาแต่ร้องไห้จะหาแม่ พอโตขึ้นมาหน่อยก็เอาแต่คิดหาทางหนี ช่างแตกต่างจากนักวิจัยคนอื่นๆ ลิบลับ แต่ละคนเชื่อฟังและยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ดื้อด้านเหมือนเซี่ยซินตง
แต่ตอนนี้พวกนั้นก็ไม่ ‘อยู่’ แล้ว
การที่เซี่ยซินตงยังมีชีวิตรอดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นถึงลูกชายของเซี่ยโป๋เหวิน แต่เป็นเพราะไอ้เด็กเวรนี่มีความสามารถด้านชีวเภสัชภัณฑ์ที่เก่งกาจจนน่าเหลือเชื่อต่างหาก
ถ้าเพียงแค่เขายอมร่วมมือ บางทีอาจจะปรุงยาอายุวัฒนะขึ้นมาได้เลยด้วยซ้ำ แต่เขากลับไม่ยอมทำ ที่ยังคงเก็บเขาเอาไว้ ก็เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะเปลี่ยนใจ และยอมพัฒนายาอายุวัฒนะขึ้นมาให้พวกตนในที่สุด
พอพูดถึงเซี่ยโป๋เหวินแล้วก็นึกขึ้นได้ เขาก็เป็นคนใจแข็งใจดำใช่ย่อย ขนาดลูกชายแท้ๆ ของตัวเองยังไม่คิดจะสนใจไยดี แล้วจะหวังให้ใครที่ไหนมาให้ความสำคัญกับลูกชายของเขากันล่ะ
ดังนั้นเรื่องนี้จะมาโทษเขาก็คงไม่ถูก ถ้าจะให้พูดกันตามตรง เขายังอุตส่าห์เลี้ยงดูลูกชายให้กับเซี่ยโป๋เหวินและจูเฟิ่งเลยนะ สองคนนั้นต่างหากที่ควรจะขอบคุณเขา
เมื่อเห็นว่าสามารถดึงความสนใจของเซี่ยซินตงได้สำเร็จ เขาจึงพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “อยากรู้ไหมว่าซ่งอวี้หน่วน หลานสาวคนโตของนายใช้เรื่องอะไรมาขู่น้องสาวของฉัน”
“เธอบอกว่าถ้านายตายเมื่อไหร่ เธอไม่เพียงแต่จะทำให้ตระกูลซ่างกวนของฉันต้องพังพินาศ แต่ยังจะทำให้น้องสาวของฉันต้องสิ้นไร้ทายาทสืบสกุลอีกด้วย”
สิ้นคำพูดนั้น ซ่างกวนเหิงก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนลึกในใจของเซี่ยซินตงกลับปรากฏความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนานผุดขึ้นมา แต่กระนั้นสีหน้าของเขาก็ยังคงเรียบเฉย และไม่เอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว
“เซี่ยซินตงเอ๊ย เด็กคนนั้นช่างเป็นลูกวัวที่ไม่รู้จักกลัวเสือเอาเสียเลยนะ ชีวิตเล็กๆ ของเธอ ก็ใช่ว่าจะสั่งให้ดับไปไม่ได้เสียเมื่อไหร่”
“ฉันชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วสิว่า ถ้าฉันจับตัวเธอมาอยู่เป็นเพื่อนนายที่นี่ นายจะยังอยากตายอยู่อีกไหม”
ซ่างกวนเหิงจ้องมองทุกอณูบนใบหน้าของเซี่ยซินตงเพื่อค้นหาความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ น่าเสียดายที่นับตั้งแต่เด็กหนุ่มคนนี้อายุครบ 10 ขวบ ก็เป็นเรื่องยากที่จะอ่านอารมณ์ใดๆ จากใบหน้าของเขาได้อีก
และครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ฉันจะถามนายอีกครั้ง หลังจากได้ยินข่าวนี้แล้ว นายยังอยากจะตายอยู่อีกไหม”
ในที่สุดเซี่ยซินตงก็ยอมเปิดปาก เพราะไม่ได้เปล่งเสียงมานาน น้ำเสียงของเขาจึงแหบแห้ง แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นชัดเจน “พวกนายไม่ได้อยากได้ a-009 กันหรอกเหรอ ฉันจะพัฒนามันให้เอง”
ซ่างกวนเหิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาฉายแววไม่อยากจะเชื่อระคนไปกับความดีใจอย่างสุดขีด
เขาข่มขู่สารพัดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่มีเพียงครั้งนี้เท่านั้นที่ได้ผลอย่างนั้นหรือ
เขาไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าของซ่งอวี้หน่วนด้วยซ้ำ แล้วทำไมจู่ๆ เด็กคนนี้ถึงยอมเชื่อฟังขึ้นมา
อ้อ เขารู้แล้ว เด็กสาวคนนั้นคือลูกสาวของพี่สาวคนโตของเขานี่เอง เป็นธรรมดาที่คนเรามักจะมีความรู้สึกพิเศษต่อคนรุ่นหลังเสมอ
a-009 คือสุดยอดยาประเภทพันธุกรรมที่สามารถยืดอายุขัยและปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือแค่ฉีดเพียงเข็มเดียว ก็สามารถต่อชีวิตออกไปได้อีกถึง 10 ปี คนหนุ่มสาวอาจจะไม่ได้ให้ความสนใจกับมันมากนัก แต่สำหรับบรรดามหาเศรษฐีที่อายุอานามล่วงเลยวัย 60 ปีไปแล้วนั้น ต่อให้ต้องจ่ายถึงหนึ่งร้อยล้านเพื่อแลกกับยาเพียงเข็มเดียว ก็ย่อมมีคนนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะทุ่มเงินเพื่อซื้อมันอย่างแน่นอน
นี่คือแนวคิดที่ถูกเสนอขึ้นมาเมื่อ 20 ปีก่อน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถคิดค้นมันขึ้นมาได้สำเร็จ อย่าว่าแต่จะเจอเบาะแสเลย แค่เพียงแนวทางก็ยังมืดแปดด้าน
ซ่างกวนเหิงตะโกนเรียกผู้คุมด้วยความตื่นเต้น สั่งให้รีบมาปลดพันธนาการที่ล่ามข้อมือและข้อเท้าของเซี่ยซินตงออกทันที
ในขณะนี้ ในหัวของเซี่ยซินตงกำลังประมวลความคิดอย่างรวดเร็ว เขาจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อให้ความร่วมมือกับแผนการของซ่งอวี้หน่วน
หลานสาวของเขาคนนั้นช่างฉลาดหลักแหลมเกินใครจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน ส่วนลึกในใจของเขาก็อดที่จะกังวลไม่ได้ เธอไปรู้เรื่องราวในอดีตเหล่านั้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้นำเรื่องนี้มาใช้ข่มขู่ซ่างกวนอวิ๋นฉี
เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงใจอำมหิตอย่างซ่างกวนอวิ๋นฉีคงจะถูกข่มขู่จนหวาดกลัวอย่างหนัก ไม่อย่างนั้นคงไม่รีบร้อนโทรศัพท์มาฟ้องซ่างกวนเหิง และซ่างกวนเหิงก็คงจะไม่ถ่อมาหาเขาถึงที่นี่เช่นกัน
แสดงว่าการข่มขู่นั้นได้ผลรุนแรงมาก มากเสียจนทำให้พวกเขาถึงกับลนลานเสียกระบวนไปเลยทีเดียว
แต่คนพวกนี้ไม่มีใครเป็นคนดีเลยสักคน หากพวกเขาคิดจะลงมือทำร้ายซ่งอวี้หน่วนขึ้นมาจะทำอย่างไร ดังนั้นในมือของเขาจะต้องมีไพ่เด็ดไว้สำหรับต่อรองเพื่อหลานคนนี้
***
ซ่งอวี้หน่วนเดินออกมาจากที่ทำการกองพลน้อย เธอก็เห็นฉู่จื่อโจวนั่งยองๆ อยู่ที่โคนกำแพงในท่าทางที่เหมือนกับชาวไร่ชาวนาสูงวัยไม่มีผิด ซ่งอวี้หน่วนส่งยิ้มให้เขา ก่อนจะตั้งใจเดินจากไปเงียบๆ แต่ทว่าฉู่จื่อโจวกลับลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยปากเรียกเธอไว้
“เมื่อกี้นี้เธอด่าใครอยู่เหรอ”
“อ๋อ ฉันกำลังด่าคนชั่วตัวเอ้ที่คิดจะจับฉันไปแต่งงานกับคนบ้าอยู่ค่ะ”
ฉู่จื่อโจวถึงกับสูดลมหายใจเฮือก “ใครกันที่ช่างกล้าทำเรื่องแบบนี้”
“อืม…ก็ภรรยาคนปัจจุบันของสามีเก่าของคุณยายฉันน่ะสิ”
ฉู่จื่อโจว “...” ยายแก่นั่นช่างกล้าดีจริงๆ
แน่นอนว่าฉู่จื่อโจวเองก็พอจะรู้เรื่องราวของตระกูลเซี่ยอยู่บ้าง ซ่งอวี้หน่วนเคยพูดกับยายเซี่ยเอาไว้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบัง เพราะมิเช่นนั้นหากตายไปอย่างเงียบๆ ก็คงไม่มีใครรับรู้เรื่องราวที่แท้จริง
จะไปกลัวอะไร ในเมื่อเราไม่ใช่ฝ่ายที่ทำผิด ความถูกต้องย่อมอยู่ข้างเราเสมอ ไม่ต้องไปสนใจว่าพวกผู้ชายจะคิดอย่างไร ขอแค่เป็นผู้หญิงที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ก็ย่อมจะเข้าใจและพร้อมที่จะยืนอยู่ข้างเธออย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้เอง ฉู่จื่อโจวจึงได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นไปด้วย
เขาจึงรีบซักไซ้ไล่เลียงทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซ่งอวี้หน่วนกลอกตาไปมา ก่อนจะแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงจนใจ
“เรื่องนี้มันค่อนข้างจะวุ่นวายแล้วก็น่ากลัวอยู่หน่อยๆ นะ พี่แน่ใจเหรอว่าคนของตระกูลฉู่อย่างพี่อยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย มันดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่เลยนะ ดูสิ ตอนแรกฉันไม่ได้คิดจะบอกพี่สักคำ ฉันตั้งใจจะเดินหนีไปแล้ว แต่พี่เป็นคนเรียกฉันไว้เองนะ”
ฉู่จื่อโจวขยี้ผมตัวเองอย่างหัวเสีย “ฉันเป็นผู้ชายอกสามศอกนะ จะให้ขี้ขลาดตาขาวจนไม่กล้าแม้แต่จะรับฟังเรื่องราวเลยหรือไง”
“พี่ไม่กลัวอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่คนในตระกูลฉู่ของพี่ล่ะจะกลัวไหม อย่าลืมสิว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีคนนั้นเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่งเลยนะ แล้วไหนจะเซี่ยโป๋เหวินอีก เขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน ทางที่ดีที่สุดคืออย่าไปมีเรื่องกับพวกเขาเลย ช่างมันเถอะ พี่ไม่รู้จะดีกว่า ฉันไปก่อนนะ”
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้แกล้งทำเป็นพูดไปอย่างนั้น เธอไม่ต้องการให้ฉู่จื่อโจวเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้จริงๆ
[จบบท]